วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สอบตรง โครงการทุนการศึกษา วิศวะช้างเผือกบูรพา 58 เปิดรับถึง 26 มิ.ย.

ในปีการศึกษา 2558 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มีนโยบายที่จะรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ภาคปกติ ในโครงการทุนการศึกษาวิศวะช้างเผือกบูรพา ส่งเสริมนักเรียนเรียนดี เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จำนวน 50 ทุนการศึกษา สำหรับนักเรียนที่สำเร็จหรือกำลังจะสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนระดับเตรียมอุดมศึกษาของรัฐบาลและเอกชนทั่วประเทศ เพื่อการพัฒนาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยบูรพาสู่ความเป็นเลิศตามแผนยุทธศาสตรของมหาวิทยาลัยบูรพา ในกลยุทธ์ที่ 3 ว่าด้วยการปฏิรูประบบการสร้างและพัฒนาสมรรถภาพบัณฑิตมหาวิทยาลัยบูรพาให้มีคุณธรรม เชี่ยวชาญในศาสตร์มีความสามารถทางการบริหารจัดการเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นของสังคม สามารถสร้างสรรค์คุณค่าและคุณประโยชน์แก่สังคม และในกลยุทธ์ที่ 4 ว่าด้วยการมุ่งเน้นการปรับระบบการเรียนการสอนและกระบวนการสร้างบัณฑิตประสิทธิภาพสูงและมีคุณภาพระดับสากล โดยหลักเกณฑ์และการคัดเลือกผู้รับทุนของโครงการมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

คุณสมบัติของผู้สมัคร
  1. สำเร็จการศึกษาหรือกำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ของโรงเรียนระดับเตรียมอุดมศึกษาของรัฐบาลหรือเอกชนภายในประเทศ
  2. มีความประพฤติเรียบร้อย (พิจารณาจากหนังสือรับรอง)
  3. ไม่เป็นผู้มีจิตฟั่นเฟือนหรือไม่สมประกอบจนไม่สามารถศึกษาได้
  4. ไม่ตาบอดสีขั้นรุนแรง (สำหรับผู้สมัครสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า)
  5. ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงหรือโรคสำคัญที่จะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
  6. ต้องไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการได้รับทุนสนับสนุนที่มีรูปแบบเดียวกันจากแหล่งทุนอื่น
  7. ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา ณ มหาวิทยาลัยบูรพามาก่อน

รูปแบบของทุน
ทุนการศึกษาที่ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา รวมไปถึงค่าใช้จ่ายรายเดือน ตลอดทั้งหลักสูตรตามแผนการศึกษา ประกอบด้วยรายการต่าง ๆ ดังนี้
  • ค่าขึ้นทะเบียนการเป็นนิสิต
  • ค่าธรรมเนียมการทำบัตรประจำตัวนิสิต
  • ค่าบำรุงมหาวิทยาลัย
  • ค่าบำรุงคณะวิศวกรรมศาสตร์
  • ค่าบำรุงหอสมุด
  • ค่าบำรุงกิจกรรมนิสิต
  • ค่าบำรุงกีฬา
  • ค่าบำรุงระบบเครือข่ายมหาวิทยาลัย
  • ค่าลงทะเบียน
  • ค่าประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภาพนิสิต
  • ค่าเบี้ยเลี้ยง คนละไม่เกิน 4,000 บาทต่อเดือน (ระยะเวลา 10 เดือนต่อปี)
  • ค่าหนังสือและอุปกรณ์การศึกษา คนละไม่เกิน 5,000 บาทต่อปี
จำนวนทุนและระยะเวลาการให้ทุน
ระยะเวลาการให้ทุน 4 ปีการศึกษาตลอดหลักสูตรตามแผนการศึกษาปกติ จำนวนไม่เกิน 50 ทุน โดยแบ่งเป็น 5 สาขาวิชา จำนวนสาขาวิชาละไม่เกิน 10 ทุนได้แก่
  • สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ
  • สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี
  • สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล
  • สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
  • สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
ฝ่ายวิชาการ สำนักงานคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์
ชั้น 3 อาคารเกษม จาติกวณิช
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 
169 ถ. ลงหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131 
โทร. 0-3810 2222 ต่อ 3330
โทรสาร 0-3874 5806
http://www.eng.buu.ac.th/

หรือ ติดต่อโดยตรงได้ที่
ดร. มัณฑนา  รังสีโยภาส
รองคณบดีฝ่ายวิชาการ
โทร.082-323-6274
E-mail: montana@eng.buu.ac.th
รอบสอบตรงเปิดรับสมัครถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2558

เอกสารสำหรับการดาวน์โหลด
  1. ระเบียบการรับสมัคร และใบสมัคร

ปฏิทิน โควตา รับตรง สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น TNI ปี 2559

 ปฏิทิน รับตรง สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เปิดรับสมัครนักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียน มัธยมศึกษาของ รัฐบาลหรือเอกชน เพื่อเคัดเลือกเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี ประจำปีการศึกษา 2559 ประเภทต่างๆ

รับตรง ผู้ช่วยพยาบาลกองทัพบก 100 คน ปี 58 รับถึง 26 มิ.ย.นี้

ด้วยวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
มีความประสงค์รับสมัครและคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนผู้ช่วยพยาบาลกองทัพบก
ประจำปีการศึกษา 2558ประเภททุนส่วนตัว จำนวน 100 คน (รับทั้งเพศชายและหญิง)
เปิดรับสมัครถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2558

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

'จุจัง-อรอุษา'นศ.ม.เคมบริดจ์ เผยเคล็ดไม่ลับพิชิตทุนคิง

'จุจัง-อรอุษา'นศ.ม.เคมบริดจ์ เผยเคล็ดไม่ลับพิชิตทุนคิง : โดย...หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

               "เคล็ดลับอย่างแรกเลยต้องมีวินัย มุ่งมั่น อยากเรียนให้ได้ดี ต้องทำตามที่เราตั้งไว้ เป็นเรื่องของการบังคับใจตัวเองให้ได้ และไหนๆ เราก็สมัครสอบไปแล้ว ก็ต้องมุ่งมั่นให้ถึงที่สุด พยายามอ่านหนังสือ และมีสมาธิ หมั่นดูข้อสอบเก่า ทุกคนก็จะมีโอกาสได้ถ้าตั้งใจ" นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง ปี 2553 "จุจัง" อรอุษา จารุวรรณ ปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 สาขาสถาปัตยกรรม ณ Lucy Cavendish College, University of Cambridge สหราชอาณาจักร
               "จุจัง" เริ่มสนใจ"ทุนก.พ." ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปีที่ 3 โรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน เพราะมีผลการเรียนเกิน 3.5 อาจารย์แนะแนวแนะนำให้เข้าไปดูข้อมูลทุนก.พ.ในเว็บไซต์ www.ocsc.go.th หากโชคดี อาจจะได้ไปร่วมโครงการแลกเปลี่ยน เพิ่มทักษะ ประสบการณ์ที่ต่างประเทศ เธอได้ลองสอบชิงทุนการศึกษา 2 ครั้ง  มีเพื่อนๆ ไปสมัครกันประมาณ 10 คน กระทั่งประสบผลสำเร็จ ได้ “ทุนเล่าเรียนหลวง" ถึงปริญญาตรี สาขาสถาปัตยกรรม โดยจะใช้เวลาเรียนอีกประมาณ 2 ปีจากนั้นต้องกลับมาใช้ทุนในประเทศไทย ซึ่งก็ไม่จำกัดว่าจะต้องกลับมารับราชการเพียงอย่างเดียว ทุนนี้เปิดกว้างให้เราสามารถทำงานบริษัทเอกชนได้ ซึ่งระยะเวลาในการใช้ทุนก็เท่ากับระยะเวลาที่เรียน

 หลังจากสอบผ่าน สำนักงาน ก.พ.จะให้คำแนะนำแก่นักเรียนทุนอย่างใกล้ชิด เช่น จะมีรายชื่อมหาวิทยาลัยมาให้ศึกษาว่ามีมหาวิทยาลัยไหนเปิดสาขาที่ต้องการเรียน ในช่วง 3 สัปดาห์แรก สำนักงานก.พ.ให้ไปเรียนภาษาก่อน ที่เมืองเมืองหนึ่งในประเทศอังกฤษ เป็นช่วงที่สามารถฝึกฝน พัฒนาทักษะทางด้านภาษาอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะมาเรียนระดับเอ เลเวล  ที่ต้องฝึกเขียนรายงานอย่างจริงจังมากขึ้น โดยใช้เวลาเรียนรวมแล้วประมาณ 2 ปี  ซึ่งการเรียนเอ เลเวล นี้ เป็นข้อกำหนดของการศึกษาต่อต่างประเทศ  
                "การเรียนที่ต่างประเทศโดยรวมแล้ว เน้นให้ค้นคว้าด้วยตัวเอง อาจารย์จะเปิดกว้าง เรื่องหัวข้อ เช่น ว่าถ้าอยากจะทำโปรเจกท์ไปทางแนวนี้ อาจารย์จะไม่ห้าม แต่จะแนะนำว่าหนังสือเล่มไหนบ้างที่ดี เหมาะแก่การค้นคว้าเพิ่มเติม มีสำนักงาน ก.พ.เป็นศูนย์กลางเชื่อมความสัมพันธ์ จะมีสมาคมที่เรียกว่า สามัคคีสมาคม จะคอยเป็นศูนย์รวมนักเรียนทั่วเกาะอังกฤษ มาทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน”
                ทั้งนี้การเตรียมตัวไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้น การเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ จุจัง ได้ให้มุมมองในเรื่องนี้ว่า “ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เก่ง หรือจะเรียนไม่ทันคนอื่น ตราบใดที่มีความอดทนและมุ่งมั่นที่จะเรียน ก็จะสามารถเรียนให้เทียบเท่ากับเด็กต่างชาติได้ ยิ่งมีสำนักงาน ก.พ.คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดแล้ว ก็จะยิ่งช่วยได้มาก ทั้งทางด้านจิตใจ และข้อมูลด้านการศึกษา ทำให้มีความอุ่นใจมาก”
                สำหรับคนที่สนใจขอรับทุน ก.พ. ขอให้ตั้งใจเรียนในห้องเรียน ทำกิจกรรมที่โรงเรียนให้มาก ไม่ใช่เรียนอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรือกีฬา จะเป็นประโยชน์ตอนสัมภาษณ์ ซึ่งผู้ที่สัมภาษณ์จะมีประสบการณ์ทางด้านจิตวิทยา จะมีการถามคำถาม เช่น เคยผิดหวังบ้างหรือไม่ และจัดการความผิดหวังอย่างไร เรียนวิชานี้เพื่ออะไร แล้วจะกลับมาทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยได้อย่างไร มีความมุ่งมั่น อดทน ฝ่าฟันชีวิตในต่างประเทศได้หรือไม่ การทำกิจกรรมมาก่อนจะทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น
                 หลังเรียนจบ "จุจัง" จะกลับมาเป็นอาจารย์ หรือเป็นนักวิชาการ เพราะทุนที่ได้รับนี้ เป็นภาษีของประชาชนคนไทยไปเรียน ก็อยากทำอะไรตอบแทนสังคมไทย คิดตั้งแต่วันที่ตั้งใจว่าจะสมัครเข้ารับทุนรัฐบาลแล้ว ที่สำคัญตอนเรียนได้เรียนทฤษฎีเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม และปีแรกๆ เน้นให้กล้าคิด ทุกสิ่งเป็นไปได้ พอปีที่สองจะค่อยๆ ให้ทำความคิดนั้นเป็นความจริงขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้มีพื้นฐานทางด้านวิชาการแน่น และกว้างขึ้น
.......................
                สนใจเกี่ยวกับทุน ก.พ.และการศึกษาต่อต่างประเทศ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่งานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศ 2013 (OCSC International Education Expo 2013) จัดโดยสำนักงาน ก.พ. ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน เวลา 12.00-18.00 น. ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. ได้รวบรวมมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองกว่า 250 สถาบันจาก 20 ประเทศ ทั่วโลก อาทิ สหราชอาณาจักร อเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ เกาหลี ฯลฯ ที่นำทุนมหาวิทยาลัยและส่วนลดมาแจกภายในงาน  หรือสอบถามข้อมูลการศึกษาในระดับต่างๆ ขอคำแนะนำเกี่ยวกับหลักสูตร ระบบการศึกษา การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ได้ที่ www.facebook.com/ocscexpo หรือwww.ocscexpo.net
.......................
('จุจัง-อรอุษา'นศ.ม.เคมบริดจ์ เผยเคล็ดไม่ลับพิชิตทุนคิง : โดย...หทัยรัตน์  ดีประเสริฐ)
เรียบเรียง   http://www.komchadluek.net/detail/20131027/171355.html

9 วิธีรับประทานอาหารไม่ให้ง่วง เพื่อเตรียมตัวอ่านหนังสือ

ง่วงซึมหลังเที่ยง
ภาพจาก squidbrand.com
น้องๆ UniGang ที่กำลังเตรียมตัวสอบ GAT/PAT หรือสอบตรง ลองนำวิธีการเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้นะครับ น่าจะช่วยให้เราสามารถอ่านหนังสือได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือใครมีวิธีอ่านหนังสือแล้วไม่ให้ง่วงก็แชร์กันได้นะครับ

1. กินอาหารเช้าให้ถูกหลัก คือ กินภายใน 1ชั่วโมงแรกหลังจากตื่นนอน อาหารเช้าที่ดีจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีความสมดุลไปตลอดวัน แถมด้วยอาหารประเภทโปรตีนไขมันต่ำปริมาณเล็กน้อยในตอนเช้า และทุกมื้อระหว่างวัน เพราะจะให้พลังงานได้ยาวนาน เช่น ไข่ นมสักแก้ว โยเกิร์ต กับขนมปังธัญพืชปิ้งสักแผ่น

2. กินอาหารเที่ยงให้พลังงานสูง ประกอบด้วยโปรตีน และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งโปรตีนจะกระตุ้นสารในสมองคือ catecholamines ที่จะทำให้คุณกระฉับกระเฉง ลองเลือกไก่ (ต้องทำให้สุกๆ ก่อน) อาหารทะเล เนื้อ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ผักต่างๆ เช่น บล็อคโคลี ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง และผลไม้สัก 1 ส่วน

3. เลี่ยงสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีน บุหรี่ เพราะเป็นตัวทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่งไกว การดื่มกาแฟยังทำให้ปัสสาวะบ่อย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ร่างกายสูญเสียน้ำและระดับเกลือแร่

4. ดื่มน้ำเปล่า เพราะน้ำเปล่าไม่มีแคลอรี ไม่มีไขมัน ไม่มีโคเลสเตอรอล แต่จะช่วยระบบการเผาผลาญไขมันและฟื้นชีวิตชีวาคืนพลังงานให้กับร่างกายด้วย น้ำยังช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ลำเลียงออกซิเจน ฮอร์โมน สารอาหาร ภูมิต้านทาน และเพิ่มประสิทธิภาพของโปรตีนและเอนไซม์ที่จำเป็นต่ำระบบเมตาบอลิซึมด้วย 

5. หยุดแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้คุณรู้สึกเซื่องซึม เหตุผลคือร่างกายสูญเสียสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินบี (ไธอามีนและโพเลท) ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นที่สมองต้องการ

6. เลือกกินเมื่อรู้สึกหิว ถ้าคุณรู้สึกเพลียให้กินผลไม้หรืออาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชต่างๆ แทน การกินของขบเคี้ยวที่มีน้ำตาลจะทำให้คุณกระชุ่มกระชวยเพียงชั่ววูบแล้วก็จะหมดแรงลงอย่างรวดเร็ว ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงโซดาหรือน้ำหวานในช่วงบ่าย ของขบเคี้ยวแก้หิวเพื่อสุขภาพที่ขอแนะนำ เช่น คุกกี้ที่ผสมผลไม้ คุกกี้ผสมข้าวโอ๊ต องุ่นสักพวง โยเกิร์ต แครอท เซเลอรี ถั่วอัลมอนด์ เป็นต้น

7. หลับตาสักงีบ ถ้าคุณรู้สึกง่วงมากจริงๆ อย่างเลือกที่จะดื่มกาแฟ แต่ลองหลับตาหรืองีบสัก 10-15 นาที ก็จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นมาก

8. อยู่ห่างๆ อาหารไขมันสูง เช่น ชีส เนย มาการีน ครีม อาหารทอดทั้งหลาย เพราะจะมีแคลอรี่สูง ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมาก และจะทำให้คุณรู้สึกเฉี่อยชา

9. ออกกำลังกาย เป็นทางที่ดีที่จะชาร์ตแบตเตอรี่คืนมาอีกครั้งให้ร่างกายตื่นตัว เมื่อรู้สึกเหนื่อยจนเอนเดอร์ฟินหลั่งในระดับสูง ก็จะช่วยให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งก็จะช่วยฟื้นพลังงานให้คุณ ลองง่ายๆ เดินรอบๆ บ้าน 10 นาที หรือนั่งอยู่กับโต๊ะอ่านหนังสือแล้วยืดกล้ามเนื้อ บิดบริหารร่างกายสักครู่ก็จะช่วยเพิ่มความตื่นตัวให้คุณได้พอควร

เรียนยังไงได้"เกียรตินิยม" พี่ๆ บัณฑิตแชร์เคล็ดลับ

เชื่อว่าเด็กทุกคนอยากเรียนเก่ง ได้เกรด 4 เกรดเอ ไปฝากคุณพ่อคุณแม่ แต่ทำยังไงถึงจะเรียนได้ดี พี่ๆ บัณฑิต "เกียรตินิยมอันดับ 1" จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มีเคล็ดลับมาแนะนำ
มาร์ท-ปริญญา จันทร์ขาว เกียรตินิยมอันดับ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ แนะว่า การเรียนให้ประสบความสำเร็จ อย่างแรกต้องเลือกเรียนจากที่เราสนใจเป็นหลัก สังเกตตัวเองก่อนว่าชอบอะไร วิชาไหน หรือชอบอยู่กับอะไรเป็นพิเศษ
ส่วน ใบเฟิร์น-หทัยทิพย์ วรรณกี้ เกียรตินิยมอันดับ 1 คณะสัตวแพทยศาสตร์ บอกว่า ตั้งใจเรียนในสิ่งที่อาจารย์สอน พยายามทำความเข้าใจ มีอะไรไม่เข้าใจไปถามอาจารย์ หรือหาความรู้นอกบ้าน คุยกับสัตวแพทย์จริงๆ ได้คำที่ยึดถือ คือ ต้องหมั่นเรียนรู้พฤติกรรมสัตว์ หรือในบางครั้งก็ต้องใช้สัญชาตญาณร่วมด้วย เพราะเรียนก็เรียนเหมือนกัน แต่สิ่งที่จะทำให้แต่ละคนแตกต่างคือประสบการณ์และสัญชาตญาณมากกว่า
"สรุปว่านอกจากสมองแล้ว ใช้หัวใจลงไปกับวิชาที่เรียนด้วย รับรองรุ่ง"
อะมีนะ-วรัญญา หร่ายมณี เกียรตินิยมอันดับ 1 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด บอกว่า ก่อนเข้าห้องเรียนให้เตรียมการล่วงหน้า หลังเรียนหาเวลาว่างทบทวน หลังจากนั้นแบ่งส่วนหาข้อมูลนอกห้องเรียน ซึ่งปัจจุบันง่ายดายมาก มือถือก็เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีอยู่แล้ว เทคนิคอีกอย่างคือการเขียน อ่านแล้วแล็กเชอร์ลงไป ช่วยเพิ่มระบบการจำ ทำให้แม่นข้อมูลเพิ่มขึ้น
"สำคัญที่สุด ไม่อยากให้เครียด เรียนหนักไม่จำเป็นต้องเครียด บางทีเครียดแล้วทำไม่ได้ดีด้วยซ้ำ เพราะสมองล้า หาทางผ่อนคลายบ้าง ออกกำลังกาย หรือไปเที่ยวกับเพื่อน เก่งอย่างเดียวแต่เข้ากับใครไม่ได้ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์นะคะ ทักษะการเข้าสังคมก็ต้องมีด้วย รู้จักแบ่งทั้งสองด้านให้เท่ากัน ถ้าวิชาการไม่ได้เกียรตินิยม แต่สังคมได้ หนูก็ว่าประสบความสำเร็จแล้วนะ"
ปิดท้ายที่ เดียว-เทิดพันธุ์ ชูกร ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สาขาย่อยวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บอกว่า เรียนให้ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องได้เกียรตินิยม แต่หมายถึงความเข้าใจ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ และสามารถอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข
"เริ่มจากต้องมีความสนใจในแขนงวิชานั้นๆ ก่อน ชอบอันไหน เลือกอันนั้น เพราะเราจะต้องอยู่กับมันไปตลอด ถ้าอยากก้าวหน้าก็ต้องต่อยอดโดยการศึกษาหาความรู้เพิ่มขึ้นไปโดยถ้าใจรักแต่แรกก็ไม่เครียด หรือถ้าเครียด พักสักแป๊บ ก็จะกลับมาอยู่กับมันได้ ฉะนั้น สังเกตตัวเองให้เร็ว อยู่กับสิ่งไหนได้นาน มีความสุข ไม่เครียด ถ้าเลือกได้แล้ว หลังจากนั้นก็เอาจริง ทุ่มเท ตั้งใจ เชื่อเถอะว่าระยะเวลาลำบากแค่ 4 ปี แต่การันตีอนาคตดีแน่นอน"
อ่ะน่ะ ปีหน้า "เกรดเอ" กันตึมล่ะ!!!

หน้า 18 มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2556

จากเด็ก ม.6 ติดเกมส์ ติดแฟน เรียนแย่-โดนด่าโง่ เปลี่ยนตัวเองสู่เกรด 3.7

  นักเรียน ม.6 แชร์ประสบการณ์จากเด็กหัวไม่ดีเรียนได้ 2.9 เพราะติดเกมและติดแฟน โดนครูด่าโง่ เปลี่ยนตัวเองใหม่จนได้เกรด 3.7 ด้านชาวเน็ตแห่ชื่นชม

            ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราว ๆ ดีของเด็กไทยกับการแชร์ประสบการณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คนหนึ่งที่เคยติดโซเชียล ติดเกมออนไลน์ มีปัญหาเรื่องความรัก ตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จนทำให้การเรียนย่ำแย่กับเกรด 2.9 ได้ลำดับรั้งท้ายของห้อง จนถูกครูด่าว่าโง่ทำพ่อแม่อับอาย จนคิดได้และเปลี่ยนตัวเองใหม่มาเป็นตั้งสมาธิกับการเรียนจนได้เกรด 3.7 ในเทอมถัดมา

            ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวถูกโพสต์โดยผู้ใช้งานเว็บไซต์พันทิป สมาชิกหมายเลข 1511356  ที่ได้ตั้งกระทู้ชื่อ "แชร์ประสบการณ์  ของเด็กหัวไม่ดีจากเกรด 2.9 สู่เกรด 3.7 ในเทอมถัดมา" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา

            ซึ่งหลังกระทู้นี้ได้ถูกตั้งขึ้นก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ชื่นชนในความพยายามและความขยันของเจ้าของกระทู้ที่สามารถผลักดันให้ตนบรรลุถึงเป้าหมายและมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่ตนก่อขึ้นได้ดี
เกริ่นนำโดย  kapook.com

            โดยเจ้าของกระทู้ได้เล่าเรื่องราวของตนว่า ...

            "สวัสดีค่ะ เผอิญวันนี้รู้สึกว่าง ๆ หลังจากปิดเทอมมาหลายวัน แล้วอยากมาแชร์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตช่วงเด็ก ๆ มาเล่าให้ฟังกันค่ะ ปัจจุบัน จขกท. อยู่ชั้น ม.5 กำลังจะขึ้น ม.6  นะคะ แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อตัว จขกท. อยู่ชั้น ม.2 ค่ะ

            ตัว จขกท. เป็นเด็กที่เรียน ๆ เล่น ๆ ชีวิตลั้ลลา เฮฮา แต่ถ้าจะเอาจริงกับชีวิตขึ้นมาก็จะสุด ๆ เลยอะค่ะ  ทั้งชีวิต จขกท.ไม่เคยได้ต่ำกว่า 3.00 เลยค่ะ เพราะตอน ม.1 ผ่านมาได้ด้วยเกรด 3.05  (เฉียดฉิวเอามาก ๆ ) ฮ่าาาๆ พอมา ม.2 จขกท. ก็สัญญากับตัวเองว่า จะเรียนยังไงก็ได้ แต่เกรดห้ามต่ำกว่า 3.00!! พอมาเรียนเทอมแรก ชีวิตวุ่น ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นค่ะ

            จขกท. เป็นเด็กติดโซเชียลตั้งแต่เด็ก ๆ แบบติดจนเล่นเพลินยัน ตี 1 ตี 2 แล้วค่อยนอนอะค่ะ พอทีนี้ จขกท. เกิดเบื่อขึ้นมา แล้วด้วยความที่อยากลองเล่นเกมออนไลน์ดูบ้าง เลยไปถามเพื่อนดูว่า มีเกมออนไลน์อะไรน่าเล่นบ้าง เพื่อนสนิทเลยแนะนำและชักชวนไปเล่นเกมออนไลน์เกมส์นึงค่ะ เป็นเกมออนไลน์เกมแรกที่ จขกท. ติดมันก็เป็นได้ ฮ่าาา แบบเล่นทั้งคืนจนการบ้านไม่ทำ หนังสือไม่อ่าน แล้วเหมือนกับว่าภายในห้องอ่ะ พอมีคนติด 1 คน 2 คน .. มันก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ชักชวนคนในห้องให้มาเล่นด้วยกัน  ประมาณนี้อะค่ะ 

            แล้วทีนี้ จขกท. ก็ไปชักชวนเพื่อนผู้ชายคนนึงในห้องมาเล่นเกมออนไลน์เกมนี้ด้วยกันแบบ เฮ้ย มาเล่นด้วยกันมั้ย สนุกมาก ๆ เลยนะเกมส์ขอบอก ๆ >O< แล้วเล่นไป ๆ มา ๆ จึงเกิดความรักวัยว้าวุ่นขึ้นค่ะ (ตอนนั้น จขกท.ไม่ได้คิดอะไร แต่เพื่อนคนนี้มันคิดก่อน + แรงโน้มน้าว แรงเชียร์จากเพื่อนในห้อง จขกท. เลยใจอ่อน แล้วจากนั้นก็ลองคบกันค่ะ) เหมือนกับว่าที่บ้าน จขกท. จะห้ามไม่ให้มีแฟนเพราะเรายังเด็กอยู่รวมทั้งไม่อยากให้เสียการเรียนด้วย แต่ จขกท. ไม่ยอมเชื่อฟังเอง T_T (รู้สึกผิดมากๆ)

            แล้วมันก็จริงตามที่พ่อกับแม่บอกค่ะ  ตอนที่คบกับเพื่อนในห้อง จขกท. ชอบดราม่า แบบ ทำไมไม่สนใจเราเลย วันนี้ไปเล่นกับผู้หญิงคนอื่น เราหึงนะเว้ย บลาๆๆๆๆๆ 5555 บางวันเจอเรื่องทุกข์ใจที่โรงเรียน กลับบ้านมาปิดประตูห้องร้องไห้ในห้องคนเดียว โอ้วววว -w- แล้วเหมือนกับว่าอะไรต่อมิอะไรผ่านมาในชีวิต จนกระทั่งไฟนอลตอนเทอม 1 ค่ะ ตอนนั้นเราก็ยังคบกันอยู่ เหมือนกับว่าเราห่วงเค้าบอกเค้าให้อ่านหนังสือ (แต่ตัวเองไม่ได้อ่านเพราะห่วงคนอื่น) 55555 บวกกับตอนนั้นยังติดเกมออนไลน์อยู่ ตอนช่วงสอบโรงเรียนจะให้หยุดเพื่ออ่านหนังสือสอบ แต่เราหยุดเพื่อมานั่งเล่นเกมออนไลน์ - -*

            ผลปรากฏว่าหลังจากประกาศผลสอบออกมา จขกท.ได้ 2.97  อันดับที่ 34 ของห้อง (ในห้องมี 36 คนค่ะ ) -0- * แบบ โอ้วโหว รออะไรล่ะคะร้องไห้เลยค่ะตอนนั้น พอประกาศผลเสร็จ เดินออกมาเงียบๆ #ร้องไห้หนักมาก แล้วเพื่อนคนอื่น พอคุยเรื่องเกรดเราก็จะทำตัวนิ่งๆ ปกติ พอเกรดออก จขกท. จะรีบโทรไปบอกพ่อหรือไม่ก็บอกแม่ก่อนอันดับแรก แต่พออันนี้เกรดออก เงียบยันเข้าบ้านเลยค่ะ พ่อถามว่า เทอมนี้ได้เกรดเท่าไหร่ เราก็ตอบไปอย่างนิ่ง ๆ 2.9 ค่ะ T____T พ่อและแม่ จขกท. เป็นบุคคลที่รักและน่ารักที่สุดสำหรับ จขกท. พ่อ จขกท. ก็มาปลอบว่า ไม่เป็นไรนะลูก เทอมหน้าเอาใหม่ก็ได้ (จขกท.น้ำตาไหลเลยค่ะ) พอแ ม่จขกท. รู้ก็เข้ามาปลอบเหมือนกันค่ะว่า เลิกเล่นได้เกมน่ะ อ่านหนังสือ ขยัน ๆ ให้มากขึ้นซะบ้าง รู้ว่าเราด้อยตรงไหนก็พัฒนาให้มันดีขึ้น (ถึงแม้แม่จะพูดทำนองนี้ แต่ก็รู้ว่าในใจลึก ๆ แม่อยากให้เราได้ดี) รออะไรล่ะคะ จขกท.ก็เลิกเล่นเกมออนไลน์นั่นเลยค่ะ แบบตัดขาด บอกเพื่อนว่า เฮ้ย เราไม่เล่นแล้วนะ บอกคนที่คบอยู่ว่าเราไม่เล่นแล้วนะ แล้วพอเปิดเทอม ม.2 เทอม 2 เริ่มต้นขึ้น.... ก็หักห้ามใจจากเกมออนไลน์ได้แล้วค่ะ เหลือแต่ปัญหาที่กำลังคบกับเพื่อนผู้ชายอ่ะค่ะ - -* ที่ทำให้ดราม่าอยู่พัก ๆ

            ช่วงวันประชุมผู้ปกครอง พ่อ จขกท. เป็นประธานห้องค่ะ แบบวันนี้เป็นอะไรที่แย่มากสำหรับ จขกท. เพราะผู้ปกครองแต่ละคนก็มักจะถามว่า ลูกคุณได้เกรดเท่าไหร่ ลูกฉันได้เกรดเท่านี้ ๆ แบบ เรารู้สึกแย่มาก ๆ อ่ะ เหมือนกับว่า พ่อเราเป็นหน้าเป็นตาของคนในห้อง แล้วเราได้เกรดเท่านี้ รั้งท้ายของห้อง ทำไมทำแบบนี้ว่ะ ทำไมเราไม่ตั้งใจเรียน จนมีอยู่มาวันนึง เรากำลังทำบอร์ดอยู่หน้าห้องอาจารย์ที่ปรึกษาค่ะ แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาก็มาพูดกับเราว่า เนี่ยเธอ พ่อเธอก็เป็นนายทหารชั้นสูง แม่เธอก็เป็นครู ทำไมเธอโง่อย่างนี้ โอ้โห ตอนแรกที่ได้ยินคำนั้นน้ำตาจะไหลออกมาแล้วค่ะ แต่กลั้นไว้ก่อน ค่อยปล่อยออกมาทีเดียว เราก็ได้ฟังแต่เงียบ ๆ พอหลีกจากที่ปรึกษาได้ ปล่อยโฮกับเพื่อนเลยค่ะ แบบ เออทำไมทำงี้ว้ะ พ่อก็เป็นตั้งนายทหารยศสูง แม่ก็เป็นครูที่มีหน้ามีตา แล้วทำไมเราโง่แบบนี้ว้ะ ทำไม ๆ กลับบ้านมาก็ร้องไห้อีกค่ะ (ดราม่าเข้าไปอีก) แล้วจากนั้นก็สัญญากับตัวเองค่ะ ว่าจะต้องทำให้ได้ 3.5 ขึ้นไป!!!

            เริ่มจากการที่.... เราเป็นเด็กความจำไม่ค่อยดี ไม่ค่อยเก่งอ่ะค่ะ ก็เลยถามแม่ว่า แม่หนูอยากความจำดี ทำไงอ่ะ ขุ่นแม่ก็เลยแนะนำมาว่า สวดมนต์ นั่งสมาธิ เริ่มจากนั่งวันละ 15 นาที รออะไรล่ะคะ ทำเลยค่ะทำ แบบพอเลิกเรียน ทำภารกิจอะไรต่อมิอะไรเสร็จ ก็รีบกลับบ้าน อาบน้ำ สวดมนต์ นั่งสมาธิ วันละครึ่ง ชม. ย้ำ!! ทำทุกวันนะคะ (ที่ จขกท. เริ่มวันละครึ่ง ชม. เพราะตัว จขกท. เป็นคนชอบนั่งสมาธิค่ะ แต่ที่นั่งนานกว่านี้ไม่ได้เพราะ ขาชอบชา+เราจะต้องเผื่อเวลาอ่านหนังสือด้วยในตอนกลางคืน) แล้วก็ค่อยกินข้าวค่ะ (เรากินก่อนสวดมนต์ไม่ได้ค่ะ เพราะเวลากินข้าวก่อนพอไปนั่งสมาธิ แล้วมันชอบหลับ - -* แบบหนังท้องตัง หนังตาหย่อน ประมาณนั้น) จากนั้นก็เริ่มทำการบ้าน + อ่านหนังสือค่ะ

            จขกท. เริ่มทำการบ้านในวิชาที่จะต้องแบบรีบส่ง เช่น วันพรุ่งนี้ หรือ วันมะลืนนี้ก่อน แล้วทยอยทำเรื่อย ๆ ค่ะ พอช่วงสัก เกือบ ๆ 4 ทุ่ม ก็จะเริ่มอ่านเนื้อหาของวันนี้ แบบทบทวนอะค่ะ ว่าวันนี้เรียนอะไรไปบ้าง (จขกท. ดีหน่อยคือ ตอนอยู่ในห้องเรียนก็ตั้งใจเรียน มันเลยพอจำได้บ้างคร่าว ๆ) จากนั้นก็ลองทำแบบฝึกหัดจากหนังสือค่ะ ตอนนั้นเราเป็นสมาชิกของหนังสือแม็ก แบบมันจะส่งเป็นรายเทอมมาให้อะค่ะ เดือนละเล่มมั้งไม่แน่ใจ ในนั้นมันจะมีเนื้อหาของ คณิต วิทย์ ไทย สังคม อังกฤษ อ่าค่ะ เราก็ทำ ๆ ไป หาแบบฝึกหัดอื่นมากนั่งทำด้วย

            แล้วพอใกล้สอบ ทั้งกลางภาคและไฟนอล เนื่องจาก พอเรานั่งสมาธิเป็นประจำ แล้วมาอ่านหนังสือ น่าแปลกค่ะ จขกท. อ่านรอบเดียวจำได้เกือบทุกตัวหนังสือที่อ่านไป แบบ เฮ้ย ชีวิตดิ๊ดี แล้วเราก็ทำแบบฝึกหัดจากหลาย ๆ เล่มค่ะ ทั้งในโรงเรียนและข้างนอก แล้วพอวันสอบจริง โอ้วว ข้อนี้เราเคยทำมานี่น่าจำได้ ๆ เฮ้ยข้อนั้นเราอ่านมา แบบทั้งกลางภาคและไฟนอล เราเสร็จก่อนเพื่อน ฟุบหลับก่อนเลยค่ะ ฮ่าาาาา เพื่อนมันก็อึ้งแบบ เฮ้ยทำไมเสร็จเร็วอย่างนี้

            พอช่วงใกล้ประกาศผลสอบ จขกท. บอกกับพ่อแม่ว่า พ่อแม่ถ้าหนูได้เกรด 3.5 ขึ้น พ่อแม่จะให้อะไรกับหนู อิอิ พ่อกับแม่ก็บอกว่า รอให้ได้ก่อนเถอะ จะขออะไร พ่อกับแม่ก็ยอม (แอร้ยยย พ่อก่ะแม่ตั้ลล้าคคคคที่สู๊ดดด >O<) คือ จขกท. มั่นใจมากว่ามันต้อง 3.5 ขึ้น แต่อีกใจก็กลัว เพราะบางวิชาเราก็อ่านไม่ทัน ไปอ่านอีกทีหน้าห้องสอบ - -*

            พอเกรดออกปุ๊บ อาจารย์ที่ปรึกษาจะบอกจากที่ได้ท้ายสุดของห้อง ขึ้นมาเรื่อย ๆ ค่ะ โอ้ยย วินาทีนั้นหัวใจแทบจะหลุดจากร่าง แบบทั้งตื่นเต้น กดดัน

            พออาจารย์บอกไปแล้ว 20 กว่าคน อ้าววว ยังไม่มีชื่อเราเลย ฮ่าาา เราก็เริ่มใจสั่น ๆ ว่า เกรดเทอมนี้งดงามแน่เลย แล้วเพื่อนในห้องก็อึ้งอะค่ะว่า บอกมาตั้งนาน ไหนชื่อเรา เพื่อน ๆ ก็ลุ่นกันด้วย ฮ่าาาา พออาจารย์บอก คนต่อไป.. ด.ญ. ...... เกรด 3.74 แบบ เรากรี๊สสสสอ่ะ เพื่อนก็ร่วมเฮกันทั้งห้อง แบบ เฮ้ย เป็นไปได้ ทำได้ไง เพื่อนบางคนแบบ ชมเราว่า สุดยอดอ่ะ จากเทอมที่แล้ว 2.9 ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 3.74  เจ๋งมาก แล้วตอนนั้นเราก็ตื่นเต้น ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะโทรไปบอกพ่อแม่ดีมั้ย เราก็แบบ ไม่เอาดีกว่า ไปบอกที่บ้านเลยดีกว่า ฮ่าาาาา ทุกครั้งก่อนเข้าบ้าน เราจะให้พ่อมารับที่สามแยกทุกครั้ง แต่ทีนี้เราแบบ โอ้ยตื่นเต้น ขี้เกียจรอพ่อ อยากรีบไปบอกเร็ว ๆ ก็นั่งมอไซต์เข้าบ้านเลยค่ะ แล้วเปิดประตูบ้านเข้าไป ตะโกนดังลั่นบ้าน พ่อหนูได้ 3.74 พ่อก็เฮ้ ยินดีกับเรามากๆ (เรายังจำภาพนั้นได้อยู่เลยค่ะ เป็นอะไรที่ พ่อมีความสุขมาก ๆ) จากนั้นก็โทรไปบอกแม่ ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่าแม่จะรู้สึกยังไง แต่พอแม่เลิกงาน กลับมาถึงบ้าน แม่ยิ้มแก้มปริเลยค่ะ ฮ่าาาาา แม่น่าร้ากกก >_< เท่านั้นไม่พอ แม่ไปคุยกับเพื่อนที่โรงเรียนแม่ แบบ ลูกชั้นได้เกรด 3.7 จาก 2.9 เลยนะ คือเราแบบ เฮ้ยแม่ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ม้าง แต่ในใจเราก็แบบ ดีใจค่ะ ที่ทำให้พ่อแม่มีความสุข

            ส่วนเรื่องคนที่คบอยู่ ก่อนสอบเราบอกเลิกไปค่ะ (ทั้งที่ตอนนั้นยังรักอยู่เต็มหัวใจ) เหมือนกับว่า เขาไม่แคร์เรา เขาเย็นชาใส่เรา ประมาณนี้อะค่ะ แล้วทำให้เราไม่มีสมาธิ จิตใจว้าวุ้นตลอดเวลา ตอนนั้นเราก็เลยคิดแค่ว่า เพื่ออนาคตตัวเอง เพื่อให้พ่อแม่มีความสุข เราเลยโทรไปบอกเลิกเลยค่ะ จากนั้นนั้นถึงวันนี้ เขาก็ไม่คุยกับเราอีกเลย -0-***

            นี่แหล่ะประสบการณ์ที่ได้รับมา ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่มาอ่านกระทู้นี้ ^______________^  หากใครอยากนำไปใช้ก็ไปประยุกต์ใช้กับตัวเองได้นะค้าาา ขอบคุณค่าาา ^_^

            เพิ่มเติมนะคะ   จขกท. ขอโทษนะคะ ที่ตั้งกระทู้ให้คนอื่นเข้าใจผิด พอดีเล่นเฟซบุ๊ค แล้วเห็นเพจกระทู้เด็ดพันทิป นำกระทู้ของ จขกท. ไปลง ต้องขอบคุณมาก ๆ นะคะ ไม่คิดว่าจะบูมขนาดนี้ แต่ก็มีคนด่าเยอะเหมือนกัน T^T ต้องขอโทษจริง ๆ นะคะ ส่วนที่บอก 2.9 หัวไม่ดี  จขกท. คิดแค่ว่า จขกท. หัวไม่ดีจริง ๆ ค่ะ อ่านหลายรอบแล้วไม่ค่อยเข้าหัว แล้วก็ช่วงนั้น จขกท. ยังเป็นเด็กอะค่ะ อยู่แค่ ม.2 แล้วเป็นคนที่อ่อนไหวต่อคำพูด แบบใครด่าเราอะไรยังงี้ ก็จะนำไปคิดคนเดียว  จขกท. ไม่ได้เปรียบกับคนอื่นนะคะ เปรียบกับตัวเองล้วน ๆ เลยค่ะ แล้วเรื่องนี้มันผ่านมาแล้วมา 3-4 ปีได้ เห็นตัวเองว่าง ๆ  เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วก็อยากจะแนะนำว่า การนั่งสมาธิ + การขยันอะค่ะ มันดีกับตัวเรามาก ๆ เราถ้าเรามีสมาธิและตั้งใจกับอะไรอย่างหนึ่งมาก ๆ มันก็จะเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวเองค่ะ 

            ส่วนที่ จขกท. ต้องพยายามอย่างนี้ เพราะ 
            1.คำด่าจากอาจารย์ที่ปรึกษา 
            2.ไม่อยากให้พ่อแม่เสียชื่อเสียง 
            3.อยากให้พ่อแม่ภูมิใจ 

“ม.แม่ฟ้าหลวง” หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของไทย

   “เยปืดดา” ต้องขออุทานเป็นภาษาเกาหลีเบาๆ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศและภาพสวยๆ ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยที่ถูดจัดอันดับว่าสวยที่สุดในประเทศไทย ยิ่งในช่วงหน้าหนาวต้องบอกเลยว่าภาพบรรยากาศของมหาวิทยาลัยคล้ายกับอยู่กรุงโซล ประเทศเกาหลี ยังไงยังงั้น!!! ไม่ต้องนั่งเครื่องบินไปไกลให้เปลืองเงิน เสียเวลา ดอกไม้นานาพันธ์ที่ได้ปลูกไว้ภายในบริเวณรอบๆ ต่างก็พากันผลิดอกชูช่อรับอากาศเย็นสบาย ผสมหมอกจางๆ แม้ตอนนี้จะเริ่มเข้าสู่หน้าร้อนแล้ว แต่บรรดาต้นไม้ดอกไม้ในมหาวิทยาลัย ก็ยังคงผลัดดอกออกใบ มาให้เราได้ชื่นชมกันได้ตลอดเวลา
       
       งานนี้ต้องบอกเลยว่า...Life on campus จะไม่ยอมเก็บภาพ (เหล่า) นี้ไว้ดูคนเดียวแน่!!! พร้อมจัดเต็มภาพสวยๆ ของมหาวิทยาลัยมาให้ได้ชมกันอย่างจุใจ อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยไทยที่เราภูมิใจนำเสนอ สวยไม่แพ้ชาติใดในโลก ถ้าพร้อมแล้วไปชมกันเลย... 

 ทำความรู้จักมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
       
        มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย นอกจากจะมีชื่อเสียงด้านวิชาการแล้ว ยังมีชื่อเสียงในเรื่องของสภาพแวดล้อมและบรรยากาศรอบๆ มหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาเขียวขจี รายล้อมไปด้วยหมู่มวลดอกไม้ที่บานสะพรั่งตลอดทั้งปี มีสถานที่สำคัญที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยคือ “พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” หรือจะเป็น “วิหารพระเจ้าล้านทอง” ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระเจ้าล้านทอง พระประทานประจำมหาวิทยาลัย งดงามไปด้วยสถาปัตยกรรมล้านนา และสถานที่ประชาชนนิยมเข้ามาเที่ยวชมอย่างไม่ขาดสายคือ “ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร” ที่ออกทุนก่อสร้างโดยรัฐบาลจีน ใช้สถาปัตยกรรมจีนแบบดั่งเดิม ด้วยองค์ประกอบที่สวยงามทั้งทัศนียภาพ และสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่รวมอยู่ในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงแห่งนี้ จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในประเทศไทย 
   ปิดท้ายด้วยภาพแห่งความทรงจำ สุนัขคู่มหาวิทยาลัย ที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี บ้างก็เรียกว่า "ไอ้ขาว" หรือ "อ้อนแอ่น" ที่ตอนนี้คงเหลือไว้แต่ภาพแห่งความทรงจำให้น้องๆ ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้คิดถึงตลอดไป...
       

        
       ขอบคุณภาพประกอบจาก : เฟซบุ๊กเพจ LIKE ภาพถ่ายมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง MFU และ MFU Photoclub

เรียบเรียงโดย  http://manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9580000029815

เหตุผลที่ฉันรัก ม.เกษตรศาสตร์ สกลนคร

Posted Image

ขอแชร์หน่อยนะ รู้สึกภูมิใจมากจริงๆ ที่ได้มาอยู่ใน ม.ที่มีชื่อเสียงอย่างเกษตรศาสตร์ ตอนแอดเรารู้สึกเครียดมากเลยไม่รู้จะติดไหมตัวเรา จบม6 มาจากโรงเรียนกรุงเทพเลยนะ แต่ช่วงแอดพยายามศึกษาหาข้อมูลมหาลัยที่ชอบมา ลองสมัคร คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ (ศว.) ม.เกษตร สกล ไปบอกตรงๆไม่ผิดหวังเลยที่คิดมาเรียนเกษตร เพราะที่ ม.ให้อะไรเรามากกว่าวิชาความรู้ ได้ทั้งประสบการณ์ในชีวิตมากมายหลายอย่าง


แม้นตอนนี้ม.เกษตรจะเป็นที่กล่าวขาน ทั้งที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเกิดขึ้นจากอะไร ม.เกษตรก็เป็นจำเลยของสังคม กับท่าเต้นไก่ย่าง ที่ไม่มีอะไรเลย อยากให้มองแง่มุงหนึ่งของนิสิตดูบ้างว่ายังมีสิ่งดีๆอยู่

· น้องๆ ม6 คนไหนที่จะลองแอดปีนี้ พี่ก็ขอแนะนำมา คณะที่พี่เรียนนะ ว่าแต่จะมาเป็นเด็ก มก.นะ รู้จัก มก. กันดีรึยังคะเนี่ย>,<

รู้ไหม …

- มีต้นไม้เยอะแถมยังรกแต่ยังไงก็ยังร้อน และแดดแรงเสมอ แต่นิสิตก็ชอบ

Posted Image


- มีนิสิตเยอะที่สุด เพราะมีหลายวิทยาเขต (ตัวเราเองยังเลือกมาเรียน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ (ศว.) ม.เกษตร สกล เลย อยู่ไกลดี ชอบบรรยากาศ แคมปัสที่นี้กว้างมาก คิดถึงเวลาขี่จักรยานที่สุด!!!)

- ตอนนี้หลักสูตรของคณะ ศว มีทั้งหมด 7 สาขา 

บธ.บ การจัดการ / การตลาด / การเงิน / การจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว

บช.บ การบัญชี

ศศ.บ. ภาษาอังกฤษ

น.บ. นิติศาสตร์ (สาขาเปิดใหม่ปีนี้)


- นิสิตที่นี้ต้องเรียน พละ ทุกคน
- เกษตร รับน้องได้เร้าใจ อย่างที่สุด


Posted Image


- ที่นี้เราสอนตั้งแต่ ปลูกผัก ยัน ทำเครื่องบิน นะจ๊ะบอกเลย


- เรามีหอชาย ที่อยู่ใกล้คณะที่มีผู้หญิงเรียนมากที่สุด ( เพียง 2 เมตร ก้ถึงแล้ว คิคิ )

-หอพัก ที่นี่สวยมากนะ สมชื่อ ม.เกษตรจริงๆ (ดูจากสี)

Posted Image



- นิสิตใหม่ จะทำการปลุกต้นนนทรีประจำรุ่น และแต่งคำขวัญร่วมกัน และ 
หลังจากจบการศึกษา ต้นนนทรีจะออกดอกพอดี




เลือด มก.ของเราเข้มข้น ใครที่ตั้งใจจะเข้าเกษตร อยู่แล้ว ปีหน้าเจอกันนะจ๊ะ ^^

http://www.csc.ku.ac.th/ - website ของวิทยาเขตค่ะ

http://fam.csc.ku.ac.th/ - website คณะค่ะ

Facebook: https://www.facebook...sion.FAM.CSC.KU (ฝ่ายรับเข้าศึกษา)

เบอร์โทรติดต่อสอบถามของคณะ: โทร. 042-725039 , 08-17391377



สอท. เรียกประชุมผู้ประกาศผลร่วม Admissions 58 ยืนยันประกาศผล 5 มิถุนายน เหมือนเดิม

-  สอท. เรียกผู้ประกาศร่วมไปประชุมก่อนประกาศผล Admissions ทุกปีนะครับ  
UniGang ก็ประกาศผลร่วมนะ โดยร่วมประชุม ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2558
- ยังคงยืนยันว่าประกาศผล 5 มิถุนายน 2558 เหมือนเดิม
- ถ้าจะมีการเลื่อนประกาศผล ยังไงเค้าจะประกาศข่าวบอกน้องๆ ผ่านสื่อ
ทั้งโทรทัศน์และหนังสือ หลายปีหลังนี้ ประกาศตามกำหนดการเดิมตลอดเลย