วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แรงบันดาลใจ ได้จากการอ่าน



         แรงบันดาลใจ ได้จากการอ่า
          เด็กเกิดมาพร้อมความอยากรู้อยากเห็น สนใจในเรื่องรอบตัวเพราะทุกอย่างเป็นของใหม่ สำหรับเขา น่าเสียดายที่ความ สนใจใฝ่รู้ของเด็กลดลงเรื่อยๆเมื่อเข้าโรงเรียนและถูกบังคับให้อ่านเฉพาะเรื่องที่อยู่ในตำรา ที่น่าเบื่อหลายคนถูกบังคับให้อ่านในเรื่องที่ตนเองไม่สนใจ จนกลายเป็นเด็กไม่ชอบอ่าน
          การสร้างแรงบันดาลใจ ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ การได้อ่าน เด็กพัทลุง คนนึงเกิดมากับความไม่พร้อมครอบครัวที่ไม่พร้อม เพราะเขามีแม่ที่พิการ เป็นคนหูหนวกและเป็นใบ้ ส่วนคุณพ่อก็ไม่ปรากฏว่าเป็นใคร ฐานะก็ไม่พร้อม เพราะเป็นครอบครัวที่ยากจนเขาจึงออกจากโรงเรียนเร็วมาก และไปทำงานเป็นลูกมือซ่อมรถมอเตอร์ไซด์ในร้านใกล้บ้านแลกอาหารไปวันๆต่อมาเจ้าของร้านเห็นว่าเป็นเด็กขยันช่วยงานได้มากจึงเริ่มให้ค่าตอบแทนเป็นเงินแล้วเรื่องจริงที่ยิ่งกว่านิยายก็เริ่มต้นขึ้น จากเด็กซ่อมอเตอร์ไซด์ที่ดูเหมือนไร้อนาคต เมื่อได้ไปอ่านหนังสือ ประวัติชีวิตของ อับบราฮัม ลินคอน รัฐบุรุษ อดีตประธานาธิบดีของ ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาก็เกิดแรงบันดาลใจลินคอนเกิดในครอบครัวยากจน ไม่มีเงินเรียนหนังสือ แต่ก็ใช้เวลาศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง และต่อมากลายเป็นทนายความ เขามุ่งมั่นทำงานเพื่อมวลชนจนในที่สุดได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1860มีเรื่องเล่ากันว่า วันที่ ลินคอน รับตำแหน่งประธานาธิบดี รองเท้าที่เขาใส่ยังเป็นรู เนื่องจากการเดินหาเสียงและเขายัง เป็นผู้ต่อสู้เพื่อผู้ด้อยโอกาส โดยออกการประกาศเลิกทาสช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ชาวผิวดำในอเมริกาที่มีอยู่มากมายในตอนนั้น เด็กซ่อมมอเตอร์ไซด์ อ่านแล้วเกิดความรู้สึกว่า ลินคอน แม้ยากจนไร้โอกาส ยังทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้ เขาก็น่าจะทำได้จากหนังสือเล่มเล็กๆทำให้เขามีแรงบันดาลใจ และเริ่มต้น เรียนการศึกษานอกระบบ (กศน) และเรียนจบมัธยมศึกษาในเวลารวดเร็วเขาเล่าให้ผมฟังว่า ตอนที่เรียนจบ กศน. นั้นมีเงินที่สะสมจากค่าซ่อมมอเตอร์ไซด์ อยู่หกพันบาท ด้วยเงินหกพันบาทพร้อมความมุ่งมั่น เขาขึ้นรถเมล์ไปกรุงเทพฯ และสมัครเรียนคณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แม้เขาจะไม่มีญาติ ไม่มีบ้าน
          แต่ความฝันของเขายิ่งใหญ่ อุปสรรคเลยกลายเป็นเรื่องเล็กตื่นเช้ามาขายน้ำเต้าหู้ แล้วรีบไปเรียน อาศัยกันสาดห้องน้ำในมหาวิทยาลัย ต่อเติมมาเป็นที่พัก อาศัยนอน และก็เรียนจบได้ภายในสามปี ครับเราคงเคยได้ยินกันมาว่า การเรียนเนติบัณฑิตนั้นยากเพียงใด แต่เด็กซ่อมมอเตอร์ไซด์จากพัทลุงคนนี้ หลังจากจบปริญญาตรี ก็เรียนต่อทันทีและสอบเนติบัณฑิตได้ในเวลาเพียงปีเดียวแล้วความฝันของเขาก็เป็นจริง จากเด็กจนๆพัทลุงกลายเป็น ท่าน ณัฐปกรณ์ พิชญปัญญาธรรม ผู้พิพากษา ความที่ท่านทำหน้าที่ด้วยใจรัก จึงมีความก้าวหน้าในการงานตลอดมา เคยดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษารองหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงใหม่ปัจจุบันเป็น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร   ท่านเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของ รามคำแหง และได้รับเชิญให้ไปพูดในเวทีต่างๆหลายประเทศตลอดมาจนทุกวันนี้ท่านยังแบ่งปันเรื่องราวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ โดยเขียนพอกเกตบุ้คชื่อ "กว่าจะได้นั่งบัลลังก์ศาล" ได้รับการตีพิมพ์ 9 ครั้ง พร้อมมีผู้ขอแปลไปอีกหลายภาษา
แรงบันดาลใจ ได้จากการอ่า

          เห็นไหมค่ะ ว่าแรงบันดาลใจที่ได้จากการอ่าน อาจทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตได้ รีบๆหาหนังสือดีดีมาเป็นแรงบันดาลใจผลักดันให้ตนเองก้าวไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้นะคะ 

ขอบคุณข้อมูล รูปภาพและข้อคิดดีดี จาก PocketBook เส้นทางสู่อนาคต โดยอาจารย์วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ และคุณปรัชญาพร  วรนันท์

จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี


จากเด็กเกรด 1.45 สู่อาจารย์มหาวิทยาลัยในวัย 24 ปี
นี่แหละวัยรุ่น...

 
                จุดประสงค์ของบทความนี้ก็ไม่ได้เพื่ออวดโอ้ตัวเอง ไม่ได้อยากเป็นตัวอย่างของใคร..เพราะคิดว่ายังดีไม่พอ แค่เพียงอยากแชร์ประสบการณ์การก้าวข้ามจุดที่ยากที่สุดในชีวิต..."วัยรุ่น"
                ย้อนไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ผมเป็นเด็ก ม.ปลายคนหนึ่ง โชคดีได้มีโอกาสเรียนโรงเรียนที่เขาว่ากันว่าดีที่สุดในประเทศ แต่ตอนนั้น ผมก็ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจกับมันเสียเท่าไหร่ หนำซ้ำ ผมไม่รู้ว่าความฝันคืออะไร รู้แค่ว่าทุกคนมีมัน อย่างน้อยก็เอาไว้ตอบคำถามคนรอบข้าง ชีวิตประจำวันของผมก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป เรามีกิจกรรมที่ซ้ำๆ เดิมๆ ทุกวัน นั่นก็คือการตื่นไปเรียน เรียนที่โรงเรียนเสร็จก็มีเรียนพิเศษต่อ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าเรียนพิเศษมันจำเป็นหรือเปล่า แต่สังคมรอบข้างบีบให้ต้องของเงินแม่ทุกเทอม อย่างน้อยก็  4-5 พันเพื่อมาลงเรียนพิเศษ ซึ่งบางทีมันก็แพงกว่าค่าเทอมที่โรงเรียน
                ตอนม.ต้น เรียกได้ว่าผมอยู่แนวหน้าของห้อง เกรดอยู่ในระดับ 3.8-3.9 ทุกเทอม แต่พอมาม.ปลาย มันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยความที่โรงเรียนที่รวมคนเก่งมาจากทั่วประเทศ มันทำให้ผมรับกับมาตรฐานที่สูงขนาดนี้ไม่ไหว สิ่งเดียวที่คิดตอนนั้นและยังจำได้คือ "โอโห..ทำไมพวกมันเก่งจังวะ" คณิตศาสตร์จัดอยู่ในระดับเทพ ภาษาอังกฤษนี่ไม่ต้องพูดถึงนึกว่าตอนเกิดร้อง Oh my god 555 ก็นั่นแหละครับ  เขาเริ่มทิ้งห่างผมเรื่อยๆ กลายเป็นผมที่ไม่เข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน พอยิ่งเรียนไป ทุกคนก็สมมติว่าเข้าใจพื้นฐานมาแล้ว เนี่ยแหละครับ ปัญหาที่ใหญ่ของผม ณ ตอนนั้น มันทำให้ท้อและไม่อยากจะเรียนเลย จนในที่สุดก็กลายเป็นเด็กท้ายแถว เด็กที่อาจารย์ที่ปรึกษาไม่อยากได้มาดูแล ผู้ปกครองโดนเรียกให้มาหา แต่นั่น..ก็ไม่ได้ทำให้ผมสำนึกแต่อย่างไร วันๆ ก็ไม่ได้เรียนนะครับ โดดเรียนไปซื้อกล้วยทอดข้างโรงเรียน (เพราะอร่อยมาก ตรงหน้าโคคาสุกี้ ถนนอังรีครับ 555) หรือก็จะนั่งตุ๊กๆ มาพารากอนครับ หรือบางทีก็หลับในห้องเสียอย่างนั้น เกรด ม.ปลาย ผมก็ 2.8-2.9 ขณะที่เพื่อนๆก็ 3.5+ กันหมด จนถึงตอน ม.6 ผมย้ายสายจากวิทย์-คณิตเป็นสายอะไรซักอย่างที่มีคนตั้งชื่อให้สวยๆ ว่า "สายกลับใจ" เหมือนกับเราเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ไปซักพักแล้วเราก็พบว่า..นี่ไม่ใช่ทาง อันนั้นเป็นคำอธิบายสวยหรูแต่ความจริงของผมคือ ผมเรียนฟิสิกส์ เคมี ชีวะไม่รู้เรื่อง คณิตศาสตร์ที่โรงเรียนผมตกทุกเทอม...ผมมาไกลกว่าคำอธิบายเหล่านั้นมาก พอตอนเอ็นทรานซ์ ผมก็ขยันตามสภาพบังคับแต่ก็ไม่ถือว่าขยันมาก ก็อ่านหนังสือนะครับ ไปเรียนพิเศษที่ตึกสูงๆ แถวพญาไททุกวัน (ตอนนั้นมันเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ) ออกจากบ้านทุกวันครับ เข้าเรียนบ้าง โดดบ้าง พอผลสอบเอ็นออกมา ผมกับแม่นั่งเอาใบคะแนนสูง-ต่ำ (สมัยนี้ไม่รู้ยังมีอยู่ไหม) มากางดู พลิกไปหน้าสองเลย สุดท้าย...ผมได้ย้ายไปอยู่ที่ ม. เชียงใหม่ ผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คน...ของโรงเรียน...ที่ไม่ได้เรียนหมอ..ไม่แม้กระทั่งติดจุฬา ธรรมศาสตร์ ตอนแรกผมก็เสียใจนะครับ แม่ก็ได้แต่ปลอบใจว่าที่นั่นดีนะ มีญาติเคยเรียน ตอนนั้น ผมร้องไห้กับแม่เลยนะ แต่ไม่ใช่ว่าเสียใจเสียดายนะครับ น่าจะเพราะน้อยใจในโชคชะตามากกว่า ผมก็โทษไปเรื่อยตามประสาเด็ก และคุณอาจจะคิดว่าเนี่ยแหละ..คือจุดเปลี่ยนทำให้ผมสำนึก นี่คือจุดจบ นี่คือหน้าสุดท้าย....เปล่าครับเปล่า..คุณคิดผิดอย่างมาก 555
                เทอมแรกในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัย พ่อกับแม่ขับรถระยะทางกว่า 700 กิโลเมตรมาส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้ร่ำให้เรียน 555 ความรู้สึกเหงามันเกิดขึ้นเหมือนกันนะ ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ ไม่มีใครรู้จัก แถมเขาก็พูดภาษาท้องถิ่น มันยิ่งทำให้คุณรู้สึกว่าคุณมาจากดาวอื่น ผมเคยพูดกับเพื่อนที่ตอนนั้นเขาเรียนหมออยู่นะครับว่าจากที่เดิน 5 นาทีถึงสยามพารากอน กลายเป็นหันไปทางไหนมีภูเขา 555 พอถึงตอนเรียน ผมก็ไม่ค่อยเข้าเรียนหรอก นอนเฉยๆ อยู่ที่หอพัก กลางคืนก็ไปเที่ยวเตร่กับเพื่อน เมืองน่าอยู่ สังคมศิวิไลซ์ ชีวิตจะดีอะไรเช่นนี้ เมื่อผลสอบมิดเทอมออกมา คะแนนผมก็ตามคาด ไม่ดีหรอกครับ เฉียดมีนหรือต่ำกว่าด้วยในบางวิชา แม่ก็ดุผม แต่ผมก็เถียง ผมยังจำคำพูดที่เคยพูดกับแม่ได้เลย "น้องไม่ได้อยากเรียนเก่ง ชีวิตน้อง น้องคิดว่าเอาให้ผ่านก็พอแล้ว"  ซึ่งตอนนั้นเป็นวิชาแคลคูลัสตัวแรกครับ ผ่านของผมคือผ่านครึ่ง ขณะที่คนส่วนใหญ่ได้เกือบเต็ม ผมไม่ไปเรียนจนถึงขนาดที่ว่าเพื่อนคนหนึ่งถามว่า "ยังเรียนอยู่หรอ นึกว่าลาออกไปแล้ว" ตอนนั้นผมก็ขำๆ นะครับคิดว่าเขาพูดเล่น สำหรับผลสอบเทอมแรกออกมา ก็ตามคาดครับ ได้ 2.14 ชีวิตดีไหมครับ?
                เริ่มต้นเทอม 2  คุณก็อาจจะคิดว่าผมต้องปรับปรุงตัวแน่นอน เปล่าครับ สถานการณ์ยิ่งแย่เมื่อผมสอบมิดเทอม ผลสอบได้ 0 ผมรู้จักคำยอดฮิตของเด็กมหา'ลัย ซึ่งก็คือคำว่า ดรอป (Drop) ตอนนั้น ผมดรอปไป  2 วิชาไว้ลงซัมเมอร์ ซึ่งก็คือบัญชีกับแคลคูลัสตัวที่ 2 (ตัวแรกผ่านครับ แหม..ได้ D มาครับ) เกรดเทอม 2 ของปี 1 ก็ดีจริงๆ นะครับ...2.10 สำหรับบัญชีกับแคลคูลัส ผมต้องลงเพราะเป็นวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Pre-requisite) ของวิชาบังคับตอนปี 2 เทอม 1 ซึ่งหากไม่ผ่าน คุณก็จะเป้อ (ศัพท์เทคนิคนะครับหมายถึงจบช้ากว่ากำหนด 55) ไหนๆ เสียตังลงซัมเมอร์ จัดเลย 4 วิชา 10 หน่วยกิต ตอนช่วงซัมเมอร์ ผมก็ยังเที่ยวเหมือนเดิมนะ ใช้ชีวิตเหมือนทุกอย่างกำลังไปด้วย แต่แล้ว....ข่าวร้ายก็เกิดขึ้น...แม่ผมไม่สบายครับ เขาป่วยเป็นโรค Bell's Palsy อืม..ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูกนะครับ สาเหตุของมันน่ะเหรอ..ว่ากันว่าความเครียดครับ ช่วงกลางๆ ซัมเมอร์ แม่ก็ขึ้นมาเยี่ยมที่เชียงใหม่นะครับทั้งที่ยังไม่หายดี จำได้ว่ามันเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นผู้หญิง..คนที่เราคุ้นเคยแต่เกิด..คนที่เราเห็นเสมอว่าเขาแข็งแกร่งที่สุดกลับอ่อนแอที่สุด ดูดน้ำ..น้ำก็ไหลออกจากปาก เคี้ยวข้าว..ข้าวก็หก พูด..ก็ไม่ชัด โลกของผมมันเหมือนสีเทา ตอนที่คุยกับแม่เรื่องเรียน รู้อย่างเดียวว่าแม่เหนื่อย...
วินาทีกลับตัวกลับใจ...

 
                พอแม่กลับบ้าน มันเหมือนอะไรมาเข้าสิงผม ผมกลับไปทำตัวเหมือนกัน ไม่ได้สำนึกความดีความชอบอะไรทั้งนั้น เกรดซัมเมอร์ออก...ผมได้ 1.45 (ทั้งๆ ที่เป็นเทอมซัมเมอร์) อืม..สถานการณ์เริ่มเครียดถึงเครียดมาก ระหว่างนั่งรถไฟกลับบ้าน มันเหมือนมีปาฏิหาริย์เล็กน้อย ผมคนเดิมเมื่อตอนม.ต้น ได้กลับมา ระหว่างทางกลับบ้านด้วยรถไฟ ระยะเวลา 6 ชั่วโมงบนรถไฟขบวนนั้น (เหมือนฉากในละคร 555) ผมได้ทบทวนทุกอย่าง คุณรู้ไหมว่าผมคิดเรื่องตัวเองตลอดเวลา คิดถึงอนาคต คิดถึงเกรด ผมร้องไห้บนรถไฟเป็นชั่วโมงๆ จนป้าข้างๆ สงสัยว่าเป็นอะไรมากไหม 555 อืม..ก็ตลกดีครับ ไม่รู้จะร้องทำไม
                ผมเดินเข้าบ้านในฐานะไอ้ลูกชาย..ที่ไม่เอาไหน คืนแรกที่กลับบ้าน แม่เข้ามาคุยกับผมบอกว่า "ลูกรู้หรือเปล่า พ่อเขารักลูกมากนะ แต่เขาร้องไห้กับแม่ บอกว่าจะทำอย่างไรถ้าลูกเรียนไม่จบ" คุณจะสังเกตว่าบรรทัดข้างบนๆผมไม่ได้พูดถึงพ่อเลย ใช่ครับ..พ่อไม่เคยบ่นผมซักคำ ไม่เคยเลย ผมเที่ยวบ่อย เงินใช้ไม่พอ โทรไปขอพ่อ...ทุกครั้งเขาก็จะโอนให้อย่างเร็ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผมทำเขาร้องไห้ ผมช่างเป็นลูกที่แย่จริงๆ...และคืนนั้นเอง ทำให้ผมคิดได้อย่างจริงจังๆ ผมพูดกับตัวเองไปพร้อมน้ำตาว่า ต่อจากนี้ ต้องเอาใหม่ ต้องทำใหม่ ไม่เอาอีกแล้ว....ลูกแย่ๆ คนนี้ขอแก้ตัว แต่ผมไม่บอกแม่นะว่าผมจะทำอะไร...
                ขึ้นปี 2 ผมเปลี่ยนแปลงทุกอย่างหมด ผมเที่ยวน้อยลง เริ่มอ่านหนังสือ เตรียมตัวมากขึ้น ผมเรียนหลักสูตร 2 ภาษา ซึ่งวิชาตัวคณะเนี่ยต้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษ ใช่ครับ..ต้องอ่าน Textbook คือตอนปี 1 ผมอ่านแต่ไสลด์ที่เขาแจกๆ นะครับ จำได้..แต่ไม่เข้าใจ ผมเลยเริ่มต้นใหม่ เริ่มอ่าน Textbook เลย โชคดีที่ภาษาอังกฤษผมค่อนข้างไปวัดไปวาได้เลยเริ่มต้นไม่ยากเท่าไหร่หนัก (2-3 หน้าแรกเท่านั้นนะครับ 55) แต่ความยากได้บังเกิด...เมื่อมันเข้าสู่ทฤษฏี อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ เลยแก้ด้วยการหาตำราภาษาไทยมาคู่กัน และได้ทำเลคเชอร์และใช้วิธีอ่านซ้ำๆ ย้ำๆ เข้าไป ผมมีเลคเชอร์ทุกวิชานะครับ ทั้งตัวในคณะและนอกคณะ 
  


ตอนกลางคืน บางทีผมก็กลัวเพื่อนเลิกคบนะครับ ก็ไปเที่ยวบ้าง แต่จะกลับมาอ่านหนังสือหรือก็อ่านช่วงกลางวัน พอตอนสอบ มันรู้สึกดีจริงๆ ที่เราทำข้อสอบได้ด้วยความมั่นใจ แล้...ผลสอบมิดเทอมก็มา...ผลคือ..ผมได้ Top 1 วิชา เป็นวิชา Econ Thought ครับ ผมยังจำตอนที่เดินเข้าไปดูที่บอร์ดคะแนนแล้วทุกคนมองมาที่ผม ประมาณว่า.."อาจารย์กรอกคะแนนผิดแน่นอน" 5555 ผมก็แก้เขินนะว่าฟลุ้ค แต่ผมรู้ครับว่าผมต้องได้คะแนนดี (แต่ไม่คิดว่าจะ Top ห้อง) ผมก็ทำวิธีการเดิมนี้แหละครับ อ่านก่อนไปเรียน เรียนเสร็จกลับมาอ่านและสำคัญคือทำเลคเชอร์ย่อไว้ พอหมดเทอมก็กลับบ้าน พ่อกับแม่คงจะลุ้นว่าผมจะโดนรีไทร์ไหม 555 แต่ผมอุบเงียบนะครับว่าผมซุ่มอ่านหนังสือ พอวันประกาศผล ผมตื่นเต้นเป็นพิเศษ ขับรถมอเตอร์ไซค์ไปร้านอินเตอร์เน็ตแห่งเดียวในอำเภอ 555....คุณผู้ชมครับ...ผมได้ 3.00 ครับ เชื่อไหมว่าผมดีใจมาก ยังจำได้ว่าร้องลั่นร้านเน็ตเลย กลับมาบ้านผมบอกแม่ว่าได้ 3.00 โอโห แม่เข้ามากอดผมและร้องไห้ ผมขอไม่บรรยายให้มากกว่านี้แล้วกัน เอาเป็นว่าความสุขของแม่ที่หายไป..มันกลับมา แม่ยิ้มได้ ผมมีความสุขมากจริงๆ พอตอนเย็นบอกพ่อ..ก็ไสตล์ผู้ชายนะครับ เขาก็ดีใจและพาไปเลี้ยงนอกบ้านเลย 555 ความสุขจากการมีคะแนนสอบดีหรือเรียนดี...ถ้าคุณได้สัมผัส คุณจะรักมันนะครับ
                ตอนนั้น Facebook กำลังเริ่มบูมแล้วล่ะครับ ผมก็โพสต์เกรดลง โอโห..ทุกคนตื่นเต้นกับผมมาก จริงๆ เขาก็คิดแหละว่าคงจะโดนไทร์ แต่เปล่าครับ 3 ครับ 555พอปี 2 เทอม 2 ผมก็ทำแบบเดิมนี่แหละครับ ใช้วิธีอ่านหนังสือให้มากและทำเลคเชอร์เข้าไว้ ผลจากความพยายาม สิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้นครับ ผมได้ Top หลายวิชา และเกรดเทอมนั้นผมได้ 3.75 ครับ เรียกได้ว่าไม่ไทร์แล้ว ดีใจมากครับ เมื่อพอจะมีความรู้ ผมก็ชอบอ่านข่าวและชอบวิเคราะห์ข่าว ส่วนมากก็อัพลงเฟสแต่เพื่อนเริ่มรำคาญ 55 เลยสร้างบล็อคไว้ครับ (ซึ่งก็คือบล็อคนี้แหละครับ)  เทอมต่อไป...วิชามันยิ่งยาก ผมเลยจัดเต็มครับได้มา 3.79 แม่ซื้อไอแพดให้ผมครับ ผมจำได้แค่นี้ :)
เกรดตอนปี 3 เทอม 1
            ตอนปี 4 ผมก็เริ่มรับสอนพิเศษแล้วครับให้กับเพื่อน..คนที่เคยคะแนนมากกว่าผม ให้กับรุ่นพี่/รุ่นน้อง คนที่เคยรู้จัก ก็ถือเป็นช่องทางหารายได้เสริมครับ ถ้าผมจำไม่ผิด...มีคนที่เรียนกับผมเกิน 50 คนในคณะครับ :) และผมก็ดีใจนะที่เป็นส่วนหนึ่งให้เขาผ่าน/ได้คะแนนดีๆ ได้รับความรู้สึกดีๆ เหมือนที่ผมเคยได้ ซึ่งตอนนั้นผมก็เริ่มอยากเป็นอาจารย์แล้วล่ะครับ
          หลักสูตรของผมมัน 3 ปีครึ่ง เพราะฉะนั้นเหลืออีก 2 เทอม ตอนนั้น..ความรู้สึกอยากได้เกียรตินิยมมันเริ่มมา ผมพยายามอย่างเต็มที่จนได้ 4.00 ใน 2 เทอมสุดท้าย ได้รับรางวัลเรียนดีของคณะ แต่เกรดรวมของผมขยับช้ามาก เพราะโดน D ตั้งแต่ปีแรกๆ ฉุด มันทำให้ผมพลาดเกียรตินิยมไปประมาณ 0.15 ครับ ผมทำเต็มที่แล้วครับ ผมก็เคยคิดเสียดายนะครับเพราะมันคงให้อะไรดีๆ มาก อย่างน้อยหน้า Resume ก็จะดูเต็มๆ ขึ้นมาหน่อย แต่ก็เอาว่ะ..อย่าไปเสียดายกับอดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้เลย 
4.00 ครั้งแรกในชีวิต
ปริญญาโท
            ใครจะคิดครับว่าอย่างผมจะเรียนจบและยังมาต่อปริญญาโท มันเหมือนเวรกรรมนะครับ ป. โทใช้คณิตศาสตร์เยอะมาก พิสูจน์สูตรกันจนสมองชา ผมไม่เก่งคณิตศาสตร์แต่ผมต้องหาทางแก้ไข ใช่ครับ..ผมเริ่มอ่านและเริ่มเรียนพิเศษ และทำให้รู้ว่า..เฮ้ย..เราก็ทำได้นะ ไม่ต้องถึงกับเก่งมากแต่ขอให้ไปรอดในวิชาที่เรียน ผมจำได้ว่าชีวิตนักศึกษาปริญญาโทมันช่างแตกต่างอย่างยิ่งกับตอนปริญญาตรี เพราะไม่มีอาจารย์คอยเช็คชื่อ ไม่มีคะแนนเข้าห้อง มีแต่คะแนนรายงานและคะแนนสอบ ความรู้ความสามารถเกิดขึ้นได้จากการเข้าเรียน เข้าฟังอาจารย์และกลับไปทำความเข้าใจ หาความรู้เพิ่มเติม นั่นหมายถึงหากใครหลุด..ก็หลุดไปเลยครับ มันน่ากลัวตรงนี้ สำหรับ GPA ของผมช่วง Coursework ก็อย่างที่ตังใจครับ เทอมแรกได้ 3.80 กับเทอมสองได้ 4.00 เฉลี่ยแล้วได้ 3.90 สูงที่สุดในรุ่น ก็ภูมิใจนะครับแต่อย่างว่า...พอเรียนจบแล้วรู้เลย เกรดมีความสำคัญแค่ตอน 3 วินาทีแรกที่ Interviewer จะดู เพราะฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องได้เยอะที่สุด แต่ขอให้อยู่ในระดับที่ Upper-middle level 55 พูดยังไงดี คล้ายๆว่าสูงกว่าทั่วๆ ไปก็จะไม่ต้อง defense ตัวเองให้เหนื่อยครับ
 
เกรดป. โท
            ทั้งนี้ จุดที่ผมอยากเสนอคือเรื่องการวิจัยครับ มันเหมือนเป็นนิสัย ติดมาตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ พออ่านหนังสือไป มันทำให้เราคิดต่อและอยากรู้ที่มาที่ไปให้มากขึ้น กลายเป็นว่าผมชอบค้นคว้า ชอบค้นหา หาซ้ำๆ จนกลายเป็นวิถีของ Research ซึ่งมันก็คือ Re และ Search นั่นเอง ผมรู้สึกว่าการทำวิจัยค่อนข้างสนุก ตอนป.ตรีทำเรื่องรัฐสวัสดิการ ตอนนั้น..โคตรภูมิใจกับมันเลย แต่พอมาอ่านตอนนี้...เขียนอะไรไปว่ะเนี่ย? 5555 สำหรับการทำวิทยานิพนธ์ตอนป.โท จำได้ว่าเหนื่อยมาก ทุ่มเทมาก (ทุกคนก็เป็นแบบนี้ครับ ผมมั่นใจ) ผมไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาจนเขาน่าจะรำคาญครับ 555 ช่วงท้ายของการทำวิทยานิพนธ์ ผมได้ลองสมัครงานในตำแหน่งนักวิจัยดู 2 ที่ครับ ผมก็เข้าสัมภาษณ์ทั้ง 2 ที่ และได้ทั้งคู่ครับ พ่อกับแม่ก็ให้อิสระในการเลือกครับ แต่มันก็มีปัญหาเล็กน้อยให้ปวดหัวในช่วงนั้นเพราะเขาจะให้ผมเริ่มทำงานเลย แต่ผมยังไม่ได้สอบจบวิทยานิพนธ์ทีครับ ซึ่งก็ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ปรึกษาที่กรุณาเร่งอ่าน เร่งคอมเมนต์งานวิจัยผมครับ 
การเป็นนักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัย
            ผมเริ่มต้นทำงานเมื่อวันแรงงานเลยครับ 1 พฤษภาคม 2557 ในตำแหน่ง "นักวิจัย" ว้าว...ตอนนั้นก็ยังไม่รู้นะครับว่าอะไรคือนักวิจัย รู้แค่ว่าชอบงานวิจัย ชอบค้นคว้า ชอบขีดชอบเขียน ชอบอ่าน คนที่รับมาก็น่าจะตัดสินใจดีแล้ว..มั้งครับ 555 ผมจำได้ว่าผมงานค่อนข้างเยอะ เลิก 3-4 ทุ่มเลยบางวัน แต่ผมสนุกกับมันนะครับ ทั้งนี้ ก็มีผู้ใหญ่หลายๆ ท่านให้ความเมตตาและให้โอกาสในการพูดบรรยายสรุปงานวิจัยโครงการในงานสัมมนาต่างๆ มันก็เป็นจุดที่ผมภูมิใจมากๆ นะครับ ผมจำความรู้สึกนั้นได้ เดินอ้วนๆ ขึ้นเวที 5555 คุณลุงคุณป้าเขาก็คงจะไอ้เด็กนี่ใคร มาพูดอะไรให้ฉันฟัง 555 แต่ผมก็พิสูจน์ให้เขาเห็นนะครับว่า...ความตั้งใจ...อายุไม่มีผล :)
 
                เวลาล่วงเลยไปกว่า 10 เดือน ได้ทำหน้าที่วิทยากรทั้งหมด 4 ครั้ง (ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้โอกาสรวมถึงช่วยฝึกซ้อม Rehearsal ในที่นี้ด้วยครับ) นอกจากนั้น ยังได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามคนเก่งๆ ไปต่างประเทศเพื่อทำงานให้กับประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงชีวิตที่ดีเลยครับ 
 
มุมจากห้องประชุมที่ตุรกี
                อย่างไรก็ตาม คนเราก็ก้าวเดินต่อ เมื่อมีโอกาสก็ต้องลองคว้าดู ช่วงเดือนกันยา-ตุลา มีข่าวรับสมัครอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ผมก็เอาว่ะ...ลองสมัครดูแบบขำๆ ปรากฏว่าคุณสมบัติดันผ่านอีก 555 เลยได้มาสัมภาษณ์ครับ จำได้ว่าตื่นเต้นมาก วันสัมภาษณ์ช่วงเช้าผมมีบรรยายด้วยนะครับ พอตอนบ่ายก็ไปสัมภาษณ์ ได้แอบไปเช็คประวัติคู่แข่ง โอโห..ตรูมาทำอะไรที่นี่ 5555 ตอนสัมภาษณ์ก็มีผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณบดี หัวหน้าภาควิชา แล้วก็อาจารย์ท่านอื่นๆ ครับ ตื่นเต้นมากครับ ตื่นเต้นจนผมจำไม่ได้ว่าตอบอะไรไปบ้าง แต่ที่รู้แน่ๆคือ ตอบว่า "ไม่ทราบครับ" ไปประมาณ 3-4 คำถาม ผมไม่ทราบนะครับว่าการทีเราไม่รู้และบอกว่าไม่รู้เนี่ยมันผิดหรือเปล่า แต่สำหรับผม..การยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ มันแปลว่าเราไม่ได้เป็นน้ำเต็มแก้ว ซึ่งผมก็คิดไปเองคนเดียวแหละว่ามันน่าจะดีกว่าไม่รู้..แล้วตอบอะไรมั่วๆ ไป พอจบการสัมภาษณ์ ผมก็แอบมีหวังนะครับ (ขนาดตอบไม่ได้หลายคำถามยังมีหวัง 555) แต่ก็แอบหวั่นใจครับเพราะอายุผมน้อย ตอนนั้น 23 เองที่สัมภาษณ์ แต่พ่อแม่ก็สนับสนุนและให้กำลังใจเสมอครับ
                และแล้ว มหาวิทยาลัยก็ประกาศครับ ตอนนั้นเป็นวันที่ 4 ธันวาคม ผมขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ ใช้เน็ตที่ห้องสมุดคณะฯ  ปรากฏว่าผมได้เป็นอาจารย์ ดีใจลั่นเลย ความรู้สึกเหมือน เฮ้ย...ความพยายามของเรามันไม่สูญเปล่า ผมรู้สึกว่าคนที่เป็นอาจารย์เป็นคนที่น่ายกย่องและเป็นผู้อุทิศตัวเองให้กับสังคม ซึ่งตอนนี้ก็กว่า 5 เดือนแล้วที่ผมทำหน้าที่นี้ รู้สึกมีไฟและสนุกกับงานมากครับ
 
ปิดท้าย
            ท้ายที่สุดนี้ ก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่กำลังสิ้นหวังหรือหมดกำลังใจ ได้คิดใหม่ ทำใหม่ ขั้นแรกเลยคือการเปลี่ยนทัศนคติครับ เราอาจจะรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มีความยาก แต่ทางแก้ไขก็แค่ลงมือทำมันครับ การเริ่มต้นใช้ต้นทุนมหาศาล แต่ซักวัน..คุณจะได้อะไรดีๆ กลับมาครับ
                และขอขอบพระคุณพ่อแม่ เพื่อนๆ รวมถึงครูอาจารย์ทุกท่านที่ให้กำลังใจผมเสมอ สัญญาว่าจะเป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการ เป็นนักวิจัย เป็นทุกๆ อย่างที่ก่อประโยชน์ให้กับสังคมนี้ครับ
 
ประวัติ
- เศรษฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์)
- นักวิจัยกับสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (ดูแล 3 โครงการหลักและช่วยเขียนเสริม 3 โครงการ)
- อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม. รามคำแหง
- นักวิจัยสมทบของสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และนักวิจัยประจำโครงการที่สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม
- งานวิจัยส่วนตัวประมาณ 20 เรื่อง
 
แผนชีวิต
- เรียนต่อระดับปริญญาเอกในอีก 2 ปี/มุ่งมั่นทำตำแหน่งวิชาการ
 
...... ปรับวิถีคิด ชีวิตเปลี่ยน.....             
 

"แนน" นศ.ทุนเพชรบัวสวรรค์ ชีวิตที่ไม่มีคำว่าสาย

โชคชะตาไม่อำนวย แต่เอาชนะด้วยการศึกษา
"แนน" นศ.ทุนเพชรบัวสวรรค์ ชีวิตที่ไม่มีคำว่าสาย 


แนนนศ.ทุนเพชรบัวสวรรค์ชี
 
นางสาวณัฐินี ปัญญาวงศ์พิทักษ์ หรือ แนน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นักศึกษาทุนเพชรบัวสวรรค์ “ไม่มีคำว่าสาย ชีวิตพร้อมเริ่มใหม่เสมอ” บนเส้นทางชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ชีวิตต้องผ่านช่วงมรสุมพัดเข้ามา ซึ่งเธอไม่ได้ตั้งตัว แต่ด้วยเป้าหมายชีวิตที่เธอได้ตั้งไว้ เธอจึงได้เพียงบอกว่าต้องสู้
แนน... เล่าว่า พ่อและแม่ของเธอ หย่าร้างกันตั้งแต่เธอเด็กๆ เธอต้องอยู่กับยาย จนอายุ 5 ขวบ เธอจึงย้ายมาอยู่กับแม่ และพ่อเลี้ยง ที่บ้านคลอง 11 สำเร็จการศึกษา (สายวิทย์-คณิต) มาจากโรงเรียนธัญรัตน์ หลังจากนั้นสอบเข้าเรียนสาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะว่า ชอบเรียนชีววิทยา และตั้งใจที่จะเข้าทำงานที่ศูนย์วิจัยทะเลจังหวัดกระบี่ ตอนนั้นตนเองมีความสุขมากที่ได้เข้ามาเรียนในสาขาวิชาที่ตนเองชอบ ช่วงปี 3 มีปัญหาทางครอบครัว (มีปัญหากับพ่อเลี้ยง) ตนเองจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่หอพัก เนื่องจากแม่ของตนเองเป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ ในการส่งเสียตนเองในเรื่องของการเรียน ช่วงที่ตนเองเรียนพ่อเลี้ยงเป็นคนหาเงินส่งเรียน ชีวิตตนเองจึงมีปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องหางานทำ เพื่อหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนทั้งค่าเทอม และการกินอยู่ประจำวัน

แนนนศ.ทุนเพชรบัวสวรรค์ชี
 
งานแรกที่ตนเองทำ คือ การรับล้างจาน ร้านโจ๊ก ทำงานตั้งแต่ 17.00 – 03.00 น. ซึ่งป้าเจ้าของร้านให้วันละ 120 บาท/วัน ด้วยความสงสารป้าขึ้นเงินให้ 200 บาท/วัน แต่ด้วยความที่ตนเองเรียนแล็ปชีววิทยา บางวันต้องเฝ้าแล็ป ทำให้เวลาในการเลิกเรียนไม่ตรงกับเวลาที่ต้องไปทำงาน ด้วยความเกรงใจป้า จึงไม่ได้ไปทำงานร้านโจ๊ก มีรุ่นพี่แนะนำให้ไปทำงานร้านไอศกรีม ช่วงเลิกเรียน และวันที่ไม่มีเรียน ได้ชั่วโมงละ 25 บาท ประมาณ 8,000 บาท/เดือน และเมื่อร้านไอศกรีมปิด ทำงานที่เป๋าตุงกุ้งย่าง (คลอง 2) เป็นพนักงานเชียร์เครื่องดื่ม ได้วันละ 300 บาท (ได้ค่าฝาเครื่องดื่ม ฝาละ 3 บาท) ช่วงนั้นทำงาน 2 ที่ เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 3 ต้องออกฝึกงานซึ่งตอนนั้นไม่มีรายได้ เพราะว่า ฝึกงานไม่มีเงิน โชคดีที่ฝึกงานให้เงินด้วย “เขาคงสงสารหนู” ซึ่งได้ชั่วโมงละ 25 บาท วันละ 8 ชั่วโมง ด้วยค่าใช้จ่ายค่าหอ แต่เทอมที่จะมาถึงไม่มีค่าเทอม ช่วงนั้นตนเองไม่ได้ปรึกษาใคร “ตอนนั้นยอมรับว่าไม่ได้คิดอะไรเลย คิดเพียงแต่ว่าต้องหยุดเรียน จึงหยุดเรียน” ทำงานเก็บเงิน และคิดเสมอว่า “จะกลับมาเรียนอีกครั้ง” เมื่อมีความพร้อมทางการเงิน
ตนเองกลับไปทำงานที่ร้านไอศครีม และร้านเป๋าตุง ประสบการณ์ในการทำงานสอนอะไรหลายๆ อย่างให้ตนเอง ทำให้ตนเองเรียนรู้คนหลายๆ รูปแบบ เมื่อทำงานเก็บเงิน มีค่าเทอมเรียน ตนเองจึงอยากกลับมาเรียนอีกครั้ง ด้วยมีพี่แนะนำและพี่ที่เป็นญาติกัน “สังเกตว่าตนเอง สามารถขายบัตรและทำยอดบัตรสมาชิกเยอะ” แนะนำให้เรียนสาขาวิชาการตลาด จึงกลับมาสอบตรงเข้าสาขาวิชาการตลาด “เมื่อกลับมาเรียน ตนเองจึงปฏิญาณกับตนเอง ต้องให้จบการศึกษา ตั้งใจเรียน” เกรดเฉลี่ยสะสมของตนเองอยู่ที่ 4.0 ซึ่ง(ตอนที่ตนเองเรียนสาขาวิชาชีววิทยาตนเองได้เกรดเฉลี่ยสะสม 2.8)  ส่งผลให้ตนเองได้รับทุนเพชรบัวสวรรค์ ทุนเพชรบัวสวรรค์ คือ ทุนการศึกษาให้เปล่ากับนักศึกษาทุกคณะ ที่มีผลการเรียนไม่ต่ำกว่า 3.5 ของทุกภาคการเรียน ไม่มีเกรด D และเป็นนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ยสูงสุดของคณะ
เมื่อได้รับทุนการศึกษาตนเองจึงไม่ต้องเสียค่าเทอม หาเพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าหอ ค่าเครื่องอุปกรณ์ทางการเรียน ปัจจุบันทำงานร้านเช่าการ์ตูนแถวมหาวิทยาลัย ได้ชั่วโมงละ 20 บาท หลังเลิกเรียน และเวลาที่ว่าง ส่วนวันเสาร์-วันอาทิตย์ หรือเวลาว่าง ทำงาน PC สินค้า ได้งานละ 600 – 800 บาท/งาน ทั้งสองงานรายได้ต่อเดือน 8,000 – 10,000 บาท “ทำงานร้านเช่าการ์ตูนมีเวลาในการอ่านหนังสือมากขึ้น” ด้วยความเคยชินตนเองไม่เคยนอนก่อนตีสอง เวลาตื่น คือ 08.00 น. เงินที่ได้จากการทำงานจะพยายามเก็บไว้ และประหยัดให้ได้มากที่สุด จะหุงข้าว และทำกับข้าวมาทานที่มหาวิทยาลัย หุงข้าว และทำกับข้าวตอนเช้า และแช่เย็นไว้ ทานตอนเย็น

แนนนศ.ทุนเพชรบัวสวรรค์ชี
 
เคล็บลับในการเรียนของตนเอง “ตั้งใจเรียนในห้องเรียน พยายามจดประเด็นที่สำคัญ จะอ่านหนังสือสอบก่อนสองอาทิตย์ พยายามหาคลิปการสอนในยูทูป”หลังจากสำเร็จการศึกษาตนเองอยากทำงานธนาคาร หรือไมก็พนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมไปถึงอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ตนเองรู้สึกกังวลว่า อายุของตนเองจะเกิน และตามสถานที่ต่างๆ จะไม่รับเข้าทำงาน ตนเองจึงต้องขยันกว่าคนอื่น ครั้งแรกที่ตนเองย้ายออกมาจากบ้าน ตอนนั้นไม่มีแม้แต่ทีวี “กลับมาจากการทำงาน ก็นอน” เวลาที่ท้อ “ร้องไห้ เดี๋ยวก็หาย”ส่วนใหญ่จะคุยกับเพื่อนสมัยมัธยม สำหรับเพื่อนๆ หรือใครที่มีปัญหาคล้ายๆ กับตนเอง อยากให้คิด หรือเข้าหาอาจารย์ที่ปรึกษา ปัจจุบันเวลาที่ตนเองมีปัญหาจะปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา
ปัจจุบันแม่ตนเองเป็นอัมพาตช่วยเหลือตนเองไม่ได้ (พ่อเลี้ยงจ้างพยาบาลดูแล) และน้องชายมีอาการป่วยทางประสาท ทุกวันที่มีเวลาว่าง ตนเองจะไปเยี่ยมแม่และน้องชายที่บ้านคลอง 11 “ไปให้กำลังใจแม่” ตนเองอยากอยู่กับแม่มากที่สุด แต่เมื่อโชคชะตาไม่เอื้ออำนวย ในอนาคตอยากมีบ้าน และเลี้ยงดูแม่ พยายามเรียนให้สูงที่สุด เท่าที่จะทำได้ “ความตั้งใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของตนเอง ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ ล้วนเกิดจากตัวเรา” ขอให้ทุกคนที่หมดหวังท่องจำไว้เสมอว่า “ไม่มีคำว่าสาย ชีวิตพร้อมเริ่มใหม่เสมอ ”แนน นักศึกษาทุนเพชรบัวสวรรค์ มทร.ธัญบุรี

....................................................................
ชลธิชา ศรีอุบล กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี...รายงาน

เปิดรับสมัครสอบ วิชาสามัญ 9 วิชา 1-20 ตุลาคม นี้ !!? รวมโครงการรับตรงที่ใช้ คะแนนวิชาสามัญ !!


เปิดระบบรับสมัครสอบ วิชาสามัญ 9 วิชา ปีการศึกษา 2559
เปิดรับสมัคร 1-20 ตุลาคม 2558 นี้จ้า
หน้ารับสมัคร http://202.29.102.142/ndirweb/default.aspx

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการสอบ

 สถาบันที่ใช้คะแนนวิชาสามัญ เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก ปีการศึกษา 2559
-รับตรง ช่วงที่ 3  วิชาสามัญ  3 โครงการ ม.เชียงใหม่ 59
-รับตรง กสพท ปีการศึกษา 2559 จำนวน 1,592 คน
-รับตรง 6 โครงการ คณะเภสัชศาสตร์  ศิลปากร 59 สอบรอบที่ 1
-สอบตรง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร 59 สอบรอบที่ 2
-รับตรง 4 โครงการ แพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ 59
-โควตาพิเศษ 28 จังหวัด ม.ศิลปากร 59  จำนวน 2,015 คน
-รับตรง ทันตะ ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอื่น ม.ธรรมศาสตร์ 59
-รับตรงทั่วประเทศ  คณะมัณฑณศิลป์ ม.ศิลปากร59
-กำหนดการ ระบบรับตรง 5 โครงการ ม.มหิดล 59
-รับตรงทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มศว 2559
-รับตรง (แบบปกติ) จุฬาฯ 59
-รับตรงทั่วประเทศ โดยใช้ GAT/PAT และวิชาสามัญ 9 วิชา ม.สงขลานครินทร์ 59
-รับตรง ทั่วประเทศ ม.ธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2559
-รับตรง โครงการต่างๆ (12 โครงการ)  ยื่นคะแนน GAT/PAT วิชาสามัญ มศว 2559
-รับตรงทั่วประเทศ และโควตาภาคเหนือ แพทยศาสตร์ และทันตแพทย์ แม่ฟ้าหลวง 59
-รับตรง ชิงทุน  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 59
-รับตรง ทั่วประเทศ ใช้วิชาสามัญ ม.แม่ฟ้าหลวง 2559 เปิดรับสมัครกว่า 2,000 คน
-รับตรงเกษตรศาสตร์ 
-รับตรง ม.บูรพา 2559 
-รับตรง โครงการคัดเลือกผ่านเคลียร์ริ่งเฮ้า บางมด 

รับตรง สาขาการจัดการโรงแรม หลักสูตรนานาชาติ สองปริญญา ม.ศิลปากร Vatel 59


Vatel International Business School จับมือกับ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดสอน หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการโรงแรม (หลักสูตรนานาชาติ สองปริญญา)
ชื่อหลักสูตร
ภาษาไทย       หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการโรงแรม (หลักสูตรนานาชาติ)
ภาษาอังกฤษ     Bachelor of Business Administration Hotel Management (International Program)
 
ชื่อปริญญา (Double Degree)
  • ปริญญาบัณฑิต สาขาการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรม จากคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  • ปริญญาบัณฑิต สาขาการจัดการโรงแรมนานาชาติ จากสถาบันวาแตล ประเทศฝรั่งเศส (Vatel International Business School)

วันเปิดรับสมัครนักศึกษา      1 – 30 ตุลาคม 2558

คุณสมบัติทั่วไปของผู้สมัคร
  • กำลังศึกษาอยู่ หรือสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า จากสถาบันที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ
  • มีผลสอบภาษาอังกฤษ TOEFL  ไม่ต่ำกว่า 500 คะแนน(PBT) หรือ  173  คะแนน(CBT) หรือ 61 คะแนน(IBT) หรือ IELTS ไม่ต่ำกว่า 5.5  โดยผลคะแนนไม่เกิน 2 ปี นับถึงวันสมัคร หรือ สอบผ่านการทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับการศึกษาของสถาบันวาแตล และคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ค่าธรรมเนียมการสมัครคัดเลือก
  • ชำระเงินค่าสมัคร จำนวน 500 บาท ผ่านบัญชี
ธนาคารกรุงไทย สาขาบางขุนนนท์
ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะวิทยาการจัดการ
เลขที่บัญชี 058-0-33437-6
(ระหว่างวันที่ 1 – 30 ตุลาคม 2558)

หลักฐานประกอบการสมัคร
  • ใบสมัครคัดเลือก (สามารถขอรับใบสมัครผ่าน admissions@vatel.co.th  หรือ ดาวน์โหลดที่เว็บไซต์ www.vatel.co.th
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนา Passport (สำหรับนักศึกษาต่างชาติ)
  • สำเนาผลสอบภาษาอังกฤษ TOEFL  ไม่ต่ำกว่า 500 PBT หรือ  173  CBT  หรือ 61 IBT หรือ IELTS ไม่ต่ำกว่า 5.5 (ถ้ามี) โดยผลคะแนนไม่เกิน 2 ปี นับถึงวันสมัคร
  • รูปถ่ายขนาด 1 หรือ 1.5 นิ้ว จำนวน 2 รูป
  • หลักฐานการโอนเงินค่าสมัคร

ยื่นเอกสารการสมัครด้วยตนเองที่ สถาบันวาแตล ประเทศไทย อาคาร กสท โทรคมนาคม     วิทยาเขตบางรัก หรือ รวบรวมเอกสารการสมัคร ส่งทางไปรษณีย์ ได้ที่ สถาบันวาแตล ประเทศไทย    เลขที่ 72 อาคาร กสท โทรคมนาคม ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
(ส่งเอกสารทางไปรษณีย์ภายในวันที่ 28 ตุลาคม 2558 ยึดตามวันที่ประทับตราไปรษณียากร)

                ค่าธรรมเนียมการศึกษา
  • นักศึกษาไทย 75,000 บาท ต่อภาคการศึกษา หรือ 150,000 ต่อปีการศึกษา
  • นักศึกษาต่างชาติ 90,000 บาท ต่อภาคการศึกษา หรือ 180,000 ต่อปีการศึกษา

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร     02 639 7531-3
โทรสาร 02 639 7534
อีเมล admissions@vatel.co.th
เว็บไซต์ www.vatel.co.th
เฟซบุ๊ค  https://www.facebook.com/vatelthailand

โควตาพิเศษ-สำหรับบุตรเกษตรกร ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน 59


      "โควตาพิเศษ-สำหรับบุตรเกษตรกร ประจำปีการศึกษา 2559" คณะเกษตร กำแพงแสน เปิดรับสมัครนักเรียนมัธยมศึกษาและเป็นบุตรเกษตรกร เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีทางด้านการเกษตร ในโครงการส่งเสริมโอกาสศึกษาต่อในคณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โควตาพิเศษ-สำหรับบุตรเกษตร ประจำปีการศึกษา 2559 ตั้งแต่วันที่ 12-29 มกราคม 2559
      รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.agri.kps.ku.ac.th/education/quota-2559/

รับตรง BMIR รัฐศาสตร์ อินเตอร์ ธรรมศาสตร์ ปี 2559


รับตรง BMIR รัฐศาสตร์ อินเตอร์ ธรรมศาสตร์ ปี 2559
BMIR : Combined Bachelor and Master of Political Science in Politics and International Relations (English Program) รับสมัครบุคคเข้าศึกษาในหลักสูตรควบรัฐศาสตรบัณฑิตและรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการต่างประเทศ ภาคภาษาอังกฤษ คณะรัฐศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2559 จำนวน 100 คน
เปิดรับสมัคร 1 ตุลาคม ถึง 15 พฤศจิกายน 2558
Application Calendar for Academic Year 2016 (BMIR 8)
ADMISSION ANNOUNCEMENT
 Announcement from Thammasat University Admission to the Combined Bachelor and Master of Political Science Program in Politics and International Relations (English Program) Faculty of Political Science Academic Year 2016 (BMIR 8) (Thai/ English)
 Application Calendar for Academic Year 2016 (BMIR 8) (Thai English)
APPLICATION FORM
 Application for Applicants residing in Thailand (Word / PDF)
 Application for Applicants residing outside Thailand (Word / PDF)

รับตรง ระดับปริญญาตรี วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา 59



อ้างอิงภาพ http://www.cdtc.ac.th/images/PDF/PDF201504242.pdf
วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา Chitralada Technology College
เปิดรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2559
เปิดรับสมัคร 14 ตุลาคมถึง 13 พฤศจิกายน 2558
 โรงเรียนจิตรลดา จัดตั้งขึ้นโดยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์บริหาร โดยมีท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดา เป็นผู้รับสนองพระราโชบายมาบริหารและดำเนินการ ต่อมาเมื่อปี 2557 โรงเรียนจิตรลดาได้เปิดการเรียนการสอนในสายวิชาชีพเพิ่มขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา” ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในการขยายโอกาสทางการศึกษา จากระดับภาคบังคับ คือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่นำหลักสูตรการอาชีวศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการมาพัฒนา เพิ่มเนื้อหาการเรียนรู้ในรูปแบบโรงงานในโรงเรียน คือ สถานประกอบการ และต่อยอดขึ้นมาเป็นภาคอุดมศึกษาในระดับปริญญาตรี เปิดสอนทั้งหมด 2 คณะ 5 สาขาวิชา ดังนี้
       
        1.คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 
       
        -เทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์
        -เทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาไฟฟ้ากำลัง
       
        2.คณะบริหารธุรกิจ 
       
        -บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการตลาด
        -บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
        -บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาธุรกิจอาหาร
       
        สำหรับค่าใช้จ่ายแต่ละหลักสูตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา จะแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อภาคเรียน คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาอิเล็กทรอนิกส์ สาขาไฟฟ้ากำลัง แบบเหมาจ่ายประมาณ 29,500 บาท และคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด สาขาธุรกิจอาหาร สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ แบบเหมาจ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 27,500 บาท ที่สำคัญคือสมเด็จพระเทพฯ มีพระมหากรุณาธิคุณให้นักศึกษาทุกคนได้เรียนภาษาที่ 3 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส เป็นต้น และเมื่อเรียนจบแล้วจะสามารถเข้าทำงานในสถานประกอบการได้นั่นเอง. 
Download ระเบียบการ
Download ใบสมัคร
สำหรับข้อมูลด้านอื่นๆ วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา ที่ระเบียบการการไม่ได้บอกแต่ UniGang จะบอกเอง อิอิ
- คณะอาจารย์ คุณภาพสูงแน่นอนครับ อาจารย์สายเทคโนโลยีจะมาจาก 3 พระจอม /   คณะบริหาร ก็มาจากสถาบันรัฐบาลชื่อดังทั้งนั้นครับ
- ผมว่าผู้ปกครอง คงชอบที่นี่มาก เพราะที่นี่จะสอนเรื่องมารยาทด้วย เรียนในเขตสํานักพระราชวัง สนามเสือป่า มารยาทเคร่งนิดนึง >. <
- การเรียนการสอนที่นี่บอกว่าได้เลยว่าเรียนจบสามารถทำงานได้จริง เพราะมีการฝึกงานจากบริษัทชั้นนำของประเทศ จากตอนนี้ที่ได้ทำข้อตกลงการร่วมมี ก็มี 
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ,กลุ่มบริษัทล็อกซเล่ย์ ,บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) , บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน)  บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) 
บริษัทชั้นนำ มีความเห็นสอดคล้องกับแนวความคิดดังกล่าวโดยให้การสนับสนุนรับนักศึกษาของวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดาเข้าฝึกปฏิบัติงาน ทำให้มั่นใจได้ว่านักศึกษาจะเป็นบัณฑิตมืออาชีพที่พร้อมทำงานได้จริง ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาองค์กร สังคม ประเทศชาติต่อไป ดังพระราโชบายของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นายกสภาวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา
สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย แสดงเจตจำนงที่จะให้การสนับสนุนทางด้านการศึกษากับโรงเรียนจิตรลดา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์บริหาร และได้มีพิธีลงนามความร่วมมือทางด้านการศึกษา
- จะเห็นได้ว่า บริษัทชั้นนำของประเทศ สนองพระราโชบายของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทางด้านการศึกษา เพื่อพัฒนานิสิตให้มีคุณภาพ ในอนาคตน่าจะมีอีกหลายบริษัทสนับสนุนด้านการศึกษาแก่วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรดา
- อาจารย์หลายท่านที่เคยสอน สมเด็จพระเทพฯ  ก็มาสอนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดานะครับ
- อาคารเรียน เป็นอาคารสร้างใหม่เพ่งเสร็จไปหมาดๆ

มาแล้ว ระเบียบการรับตรง ทั่วประเทศ และโควตาภาคตะวันออก ม.บูรพา 59 รับกว่า 10,000 คน


ระเบียบการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา ระดับปริญญาตรี
ประเภทรับตรงทั่วประเทศ และ รับตรงในภาคตะวันออก 12 จังหวัด 
มหาวิทยาลัยบูรพา ประจำปีการศึกษา 2559  เปิดรับสมัคร 

ครั้งที่ 1 วันที่ 13 พฤศจิกายน 58 ถึง 6 มกราคม 59
: คณะที่เปิดรับเช่น  พยาบาล ภาษาอังกฤษ ภาษาเกาหลี นิเทศ ท่องเทียว
รัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวะ สาธารณสุข  ศึกษาศาสตร์  เทคนิคการแพทย์ บริหาร