วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สวีทบานาน่า VS เลอ แปง บานาน่า ชิมแล้วรู้ว่าต่าง!

สวีทบานาน่า VS เลอ แปง บานาน่า ชิมแล้วรู้ว่าต่าง!  
        ASTVผู้จัดการ - เปรียบเทียบชัดๆ โตเกียวบานาน่า แบบไทยๆ ทั้งของ สยามบานาน่า ในชื่อสวีท บานาน่า และ เลอ แปง ของยักษ์ใหญ่ซีพี พบสวีท บานาน่า เค้กเนื้อแน่น กลิ่นกล้วยหอมแรง แต่รสสัมผัสอ่อน ส่วนเลอ แปง เค้กเนื้อนุ่ม รสกล้วยแรง แต่กลิ่นไม่ค่อยชัดเจน
       
       หลังจากที่มีกรณีดราม่าทางสังคมออนไลน์เกี่ยวกับบทความชิ้นหนึ่งที่อ้างอิงว่า ผลิตภัณฑ์ขนมปังสอดไส้ครีมรสกล้วย ที่มีการดัดแปลงมาจากของฝากชิ้นดังของญี่ปุ่น ที่ชื่อ โตเกียว บานาน่า ของยี่ห้อสยามบานาน่า ถูกร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งติดต่อให้มาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะนำไปผลิตเอง จนทางด้านผู้บริหารบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือเซเว่น อิเลฟเว่น ถึงกับต้องมาตอบโต้และปฏิเสธ รวมถึงเตรียมที่จะฟ้องผู้เขียนบทความนั้น วันนี้ (29 เม.ย.) กองบรรณาธิการข่าวออนไลน์ ได้นำผลิตภัณฑ์จากทั้งสองผู้ผลิต คือ เลอแปง บานาน่า เค้กสอดไส้คัสตาร์ด รสกล้วย และ สวีทบานาน่า มาพิสูจน์ 
 
สวีทบานาน่า VS เลอ แปง บานาน่า ชิมแล้วรู้ว่าต่าง!
        ยี่ห้อ เลอ แปง ของ บ.ซีพีแรม จำกัด นั้น มีน้ำหนักสุทธิ 35 กรัม มีส่วนประกอบ อาทิ ไส้คัสตาร์ดรสกล้วย 44% ไข่ไก่ 18.2% น้ำตาล 14.1% แป้งสาลี 10.5% น้ำมันพืช 5.7% ซอร์บิทอล (วัตถุให้ความหวาน) 1.4% ผงฟู 0.2% เกลือเสริมไอโอดีน 0.1% ใช้วัตถุกันเสีย INS 282, INS 202 แต่งกลิ่นสังเคราะห์ รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ เช่น ข้อแนะนำในการเก็บและบริโภค ,ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร ,วันที่ผลิต และหมดอายุ ซึ่งอยู่ได้ประมาณ 3 วัน จำหน่ายในราคา 12 บาท
       
       ส่วนยี่ห้อ สวีทบานาน่า ผลิตโดย บ.ทริปเปิ้ล พาวเวอร์ โซลูชั่น จำกัด ไม่ได้ขายแยกเป็นซอง จำหน่ายรวมทั้งกล่อง กล่องละ 220 บาท รวม 8 ชิ้น (เฉลี่ยราคาชิ้นละ 27.5 บาท) ภายในซองไม่ได้มีรายละเอียดอะไรนอกจากยี่ห้อ กับ เลขที่ อย. และชื่อ ที่อยู่ ของผู้ผลิต แต่มีซองกันชิ้นแนบไว้ระหว่างถาดรองตัวผลิตภัณฑ์กับบรรจุภัณฑ์ ส่วนบนกล่องระบุส่วนประกอบ อาทิ ไข่ไก่ 27% น้ำตาลทราย 17% แป้งสาลี 14% กล้วยหอม 13% น้ำมัน 11% นมข้นจืด 11% เนยเทียม 3.8% เกลือเสริมไอโอดีน 1% กลิ่นกาแฟ 0.2% เจือสีและแต่งกลิ่นสังเคราะห์ และใช้วัตถุกันเสีย นอกจากนั้นก็มีระบุเลขที่ อย.และวันหมดอายุ ซึ่งเก็บได้นานมากกว่า 15 วัน เฉลี่ยแล้วตกซองละ 27.5 บาท 
 
สวีทบานาน่า VS เลอ แปง บานาน่า ชิมแล้วรู้ว่าต่าง!
        โดยในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก โตเกียวบานาน่า เมืองไทย (Siam Banana) พบว่า สินค้าชนิดนี้ได้เริ่มจำหน่ายมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน 2557 ทั้งที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และในกรุงเทพมหานคร โดยมีทั้งหมด 3 รส คือ กล้วยหอม กาแฟ และช็อกโกแลต
       
       ทีมข่าวจึงได้ลองนำขนมทั้ง 2 ยี่ห้อนี่ให้บุคคลต่างๆ ภายในกองบรรณาธิการ ได้ผลดังต่อไปนี้ 
 
สวีทบานาน่า VS เลอ แปง บานาน่า ชิมแล้วรู้ว่าต่าง!
        • ปาณี ชีวาภาคย์ บรรณาธิการกองบรรณาธิการข่าวสังคม-สตรี
       
       เปิดซองมากลิ่นกล้วยหอมของสวีทบานาน่าลอยออกมาชัดมาก ส่วนทางเลอแปงกลับไม่ได้กลิ่นเท่าไหร่ เท่าที่ดูลักษณะทั้ง 2 ชิ้นเป็นเนื้อเค้กชิฟฟ่อน ของสวีท จะดูแน่นกว่า คาดว่าคงเอากล้วยไปผสมด้วย เมื่อลองทาน เริ่มจากของเลอแปง เนื้อเค้กมีลักษณะนิ่ม เบา น่าจะมีการแต่งกลิ่นกล้วยที่เค้กด้วย ส่วนไส้เป็นครัมผสมเนื้อกล้วยบด รสชาติออกหวานปานกลาง
       
       ส่วนของสวีท เนื้อเค้กหนักแน่นกว่า มีความเป็นกล้วยผสมอยู่ คงบดกล้วยผสมไปกับเนื้อเค้กอย่างที่คิดไว้ตอนแรก กลิ่นจึงชัดมาก นอกจากนี้ยังมีความหอมมันของนมเนย ตัวไส้เหมือนคัสตาร์ดเนื้อข้น รสออกหวานนิดๆ รู้สึกอร่อยกว่า 
 
สวีทบานาน่า VS เลอ แปง บานาน่า ชิมแล้วรู้ว่าต่าง!
        • พิศุทธิ์ ศรีภา ผู้สื่อข่าวกองบรรณาธิการข่าวท่องเที่ยวและอาหาร
       
       เค้กและไส้ของสวีท ให้รสของกล้วยน้อยกว่าถ้าเทียบกับโตเกียวบานาน่าของญี่ปุ่น เนื้อเค้กไม่ละเอียด มีรสหวานนำก่อนรสของกล้วย เหมือนทานขนมปังไส้กล้วยหอมอยู่ตรงกลาง ส่วนเลอ แปง เหมือนทานเค้กกล้วยหอม จัดว่าหวานเลย เนื้อเค้กนุ่มดี 
 
สวีทบานาน่า VS เลอ แปง บานาน่า ชิมแล้วรู้ว่าต่าง!
        • นฤมล ไชยขันธ์ ผู้สื่อข่าวกองบรรณาธิการข่าวท่องเที่ยวและอาหาร
       
       สวีท กลิ่นกล้วยหอมชัดมาก แต่เมื่อลองชิม ตัวเนื้อเค้กไม่นุ่ม ออกแนวหยาบ ครีมไส้ในรสสัมผัสด้าน ไม่ละเลียดเท่าไหร่ รสหวานแต่ไม่จัดมาก ส่วนเลอ แปง ดูรูปลักษณ์เค้กนุ่มกว่า แต่กลิ่นกล้วยไม่ชัดเจนนัก เมื่อลองทานเนื้อเค้กนุ่ม ไส้ครีมก็นุ่ม แต่ไม่ค่อยมีกลิ่นกล้วย และหวานกว่า 
 
สวีทบานาน่า VS เลอ แปง บานาน่า ชิมแล้วรู้ว่าต่าง!
        • วรัญญา งามขำ ผู้สื่อข่าวกองบรรณาธิการสัมภาษณ์พิเศษ
       
       รสของสวีท ไม่หวานมาก เนื้อเค้กร่อนกว่า รสสัมผัสครีมเหมือนทานกล้วยจริง ส่วนเลอ แปง ดูจากภายนอกเนื้อเค้กเนียนกว่า เมื่อชิมครีมกล้วยเหมือนแต่งกลิ่นเลียนแบบ เนื้อเค้กนิ่ม แต่ค่อนข้างหวานมาก 
 
สวีทบานาน่า VS เลอ แปง บานาน่า ชิมแล้วรู้ว่าต่าง!
        พนิดา พลอยมุข ผู้สื่อข่าวประจำกองบรรณาธิการมอนิเตอร์
       
       • ของสวีท ชิมแล้วรู้สึกไม่หวานจัด เนื้อเค้กแน่นดี ตัวครีมมันเหมือนรสกล้วยไม่ได้ฟุ้งขึ้นมา เหมือนกินครีมคัสตาร์ด ส่วนเลอ แปง ดูเนื้อเค้กละเอียดและนุ่มกว่า กลิ่นกล้วยชัดและหวานกว่า ทานรวมกันแล้วออกแนวนุ่มหยุ่นๆ 
 
สวีทบานาน่า VS เลอ แปง บานาน่า ชิมแล้วรู้ว่าต่าง!

 

Credit   Manager

ประวัติหลวงพ่อคูณ “ปราชญ์แห่งที่ราบสูง“

ประวัติหลวงพ่อคูณ “ปราชญ์แห่งที่ราบสูง“
วันนี้ ( 16 พฤษภาคม) เป็นอีกหนึ่งวันที่คนไทยได้สูญเสียพระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่รักของทุกคน โดยวันนี้คณะแพทย์รพ.มหาราชนครราชสีมา ได้แถลงว่าหลวงพ่อคูณ ละสังขารแล้ว เมื่อเวลา 11.45 น. ที่ผ่านมา
พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทโธ) หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ "หลวงพ่อคูณ" เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ เมื่อวันที่ 12 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2547 โดยมีราชทินนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า พระเทพวิทยาคม วิ. อุดมธรรมสุนทร ปสาทกรวรกิจ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี 
ประวัติหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
หลวงพ่อคูณ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2466 ตรงกับแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ที่บ้านไร่ หมู่ 6 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนาที่อยู่ห่างไกลความเจริญ บิดาชื่อ นายบุญ ฉัตรพลกรัง มารดาชื่อ นางทองขาว ฉัตรพลกรัง มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ 
1. หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ 
2. นางคำมั่น แจ้งแสงใส 
3. นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์ 

มารดาคือ นางทองขาว เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า ก่อนตั้งครรภ์ กลางดึกของคืนวันหนึ่งเวลาประมาณตี 3 นางได้ฝันเห็นเทพองค์หนึ่ง มีกายเรืองแสงงดงาม ลอยลงมาจากสวรรค์ มาที่บ้านของนางและกล่าวว่า "เจ้าและสามีเป็นผู้มีศีลธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ประกอบการงานอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งยังสร้างคุณงาม ความดีมาตลอดหลายชาติ เราขออำนวยพรให้เจ้า และครอบครัวมีแต่ความสุขสวัสดิ์ตลอดไป" 

และเทพองค์นั้นยังได้มอบดวงแก้วใสสะอาดสุกว่างให้แก่นางด้วย "ดวงมณีนี้ เจ้าจงรับไปและรักษาให้ดีต่อไปภายหน้า จะได้เป็นพระพุทธสาวกหน่อเนื้อพระชินวร เพื่อสืบพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญ ที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งปวง"
การศึกษา หลวงพ่อคูณ
บิดามารดาของหลวงพ่อคูณ ได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกทั้ง ๓ คน ยังเป็นเด็ก หลวงพ่อคูณกับน้อง ๆ จึงอยู่ในความอุปการะของน้าสาว สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ ๖-๗ ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ สถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง ๓ ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย
หลวงพ่อคูณอุปสมบท
หลวงพ่อคูณอุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๘๗ (หนังสือบางแห่งว่า ปี ๒๔๘๖) ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ 

หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง) หลวงพ่อแดง เป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและลูกศิษย์เป็นอย่างมาก
บุคคลทั่วไปหากมิได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงของหลวงพ่อคูณ มักจะมีความเข้าใจว่า หลวงพ่อคูณเป็นพระที่แกร่งกล้าอาคม แต่หากได้พบและได้สนทนาธรรม จะทราบทันทีว่า ท่านคือ "ปราชญ์แห่งที่ราบสูง" หลวงพ่อคูณได้สนทนาธรรมกับหลาย ๆ คน ต่างกรรมต่างวาระแสดงให้เห็นความเป็นปราชญ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ทีท่าตรงไปตรงมาพูดจามึงกู

แต่ภายในจิตวิญญาณของหลวงพ่อคูณท่านเป็นพระที่เป็นพระจริง ๆ คือมีจิตเมตตาเป็นที่ตั้ง แม้ในยามที่วัดบ้านไร่มีปัญหาหรือมีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างลูกศิษย์ หลวงพ่อคูณท่านได้ตัดสินใจเดินจากวัดบ้านไร่ไปอย่างเงียบ ๆ พร้อมทั้งปรัญชาที่ว่า "เป็นธรรมดา เปรียบเสมือนต้นไม้หากมีลูกไม้ ย่อมจะเป็นที่จิกกินของสัตว์หรือนกแม้กระทั่งคน หากแม้นเมื่อหมดลูกหมดผล ก็หมดการแก่งแย่ง แต่อีกไม่นานต้นไม้นั้นก็จะออกลูกออกผลมาให้ เป็นเช่นนี้เรื่อยไป" ง
สร้างวัตถุมงคล
หลวงพ่อคูณสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่บวชแล้ว ๗ พรรษา โดยเริ่มทำวัตถุมงคล ซึ่งเป็นตะกรุดโทน ตะกรุดทองคำ เพื่อฝังที่ใต้ท้องแขน ณ วัดบ้านไร่ ราว พ.ศ.๒๔๙๓ "ใครขอ กูก็ให้ ไม่เลือกยากดีมีจน" เป็นคำกล่าวของท่าน เนื่องจากวัตถุมงคลของหลวงพ่อได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ เมื่อมีผู้ถามว่า หลวงพ่อแจกให้กับคนไม่ดีเป็นโจรผู้ร้ายอย่างนี้หลวงพ่อไม่บาปหรือ"กูจะไปรู้หรือว่ามันเป็นใคร ถ้ามันเป็นโจร เมื่อมันได้รับประโยชน์จากของที่กูแจก มันคงคิดได้ว่า เป็นเพราะพระศาสนา มันจะได้เข้ามาสนใจปฏิบัติธรรม...." "ถ้ามีใจอยู่กับ "พุทโธ" ให้เป็นกลางๆ ไม่สอดส่ายไปไหน นั่นหมายความว่า ใจเป็นสมาธิ จะช่วยปกป้องคุ้มครองเราได้ดียิ่ง... ยิ่งกว่ามีวัตถุมงคลใดๆ ในโลก"

ท่านั่งยอง

หลวงพ่อให้เหตุผลว่า เป็นท่าที่สบายที่สุด อีกทั้งเป็นลักษณะของคนเตรียมพร้อมที่ลุกเดินไปไหนมาไหนได้ทันที จะหยิบจับอะไรก็ง่ายและสะดวกในการทำงาน
การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ
หลวงพ่อคูณได้จัดสร้างโรงพยาบาลถึง 3 หลัง ตลอดจนโรงเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้บริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณะสุขต่างๆ ทุกๆวัน แต่ละเดือนเป็นจำนวนหลายแสนบาท
วันนี้แม้ท่านจะไม่อยู่แล้ว แต่คำสอนของท่านยังคงก้องอยู่ในหัวใจของคนไทยตลอดไป
เรียบเรียง    http://news.sanook.com/1796675/

รับตรง สาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 58

รับตรง สาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 58
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เห็นสมควรเปิดรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี ภาคภาษาไทย โดยมหาวิทยาลัยคัดเลือกตรง โครงการศึกษาศิลปศษสตรบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์  วิทยาลัยสหวิทยาการ ประจำปีการศึกษา 2558  จำนวน 30 คน
เปิดรับสมัคร 18 พฤษภาคม ถึง 12 มิถุนายน 2558

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Zoom In มุมชิคๆเก๋ๆ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Zoom In มุมชิคๆเก๋ๆ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Macintosh HD:Users:adapter1:Desktop:BU_adver3.jpg
ใครว่า มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มีดีแค่ตึกเพชร? Landmark สุดเด่นที่ใครเห็นเป็นต้องหยุดมอง.. แต่ความจริงมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ยังมีมุมชิคๆเก๋ๆซ่อนไว้อีกเพียบ ที่ไม่ใช่แค่สวยสะดุดตาแต่ยังช่วยสะกิดต่อมจินตนาการอีกด้วย เพราะที่นี้เขาเน้นให้คิดได้แบบสร้างสรรค์ คิดแบบเจ้าของ ว่าแล้วก็ขอพาเพื่อนๆไป Zoom In มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิตกัน กันเลยดีกว่า
1) ฮิตที่สุดในม.กรุงเทพ Imagine Lounge หรือเรียกน่ารักๆว่า ห้องหมี พื้นที่พบปะของคนคิดสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้เป็นแค่ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ แต่ที่นี้เต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่จะกระตุ้นจินตนาการให้พลุ่งพล่าน ทั้งยังเป็นพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ประชุมทำงาน พื้นที่ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือจะเป็นพื้นที่ให้ชาว Social มาถ่ายรูปอัพขึ้น IG ให้ยอดไลค์ถล่มก็ยังได้ เช่น
  • หมีแพนด้ายักษ์ซ่อนบันได
  • ห้องฉายหนัง Polka dot Theatre
  • กระท่อมซ้อมดนตรี Music House

Macintosh HD:Users:adapter1:Desktop:BU:2015:Admission_2015:CommunicationMaterial:Advertorial:3:Selected:418860_490861037608806_1870202070_n.jpg
Macintosh HD:Users:adapter1:Desktop:BU:2015:Admission_2015:CommunicationMaterial:Advertorial:3:Selected:538801_490861630942080_31969800_n.jpg
Macintosh HD:Users:adapter1:Desktop:BU:2015:Admission_2015:CommunicationMaterial:Advertorial:3:Selected:424244_490862294275347_1599398927_n.jpg
2) Quote ตามสถานที่ต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย อย่างตึก Tourism Tower ที่นอกจากจะมีอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัยสุดล้ำแล้ว ยังมีความเก๋ด้วย Quote บริเวณหน้าลิฟท์ของทุกชั้น ซึ่งก็ไม่ใช่ Quote อะไรก็ได้ใส่ให้เท่ๆ เพราะทุกข้อความจะเข้ากับห้องเรียนของชั้นนั้นๆด้วยนะ นี่ก็แอบได้ยินมาว่าคุณ เพชร โอสถานุเคราะห์ เจ้าของมหาวิทยาลัยเป็นคนเลือกข้อความต่างๆด้วยตัวเองนะเออ
All-Project:Bangkok University:Bangkok University Admission 2015:02_Photo:oat:R0001993.JPG
3) ลานวงกลม ตึกนิเทศ ลานกว้างหน้าคณะนิเทศ พื้นที่นัดพบสุดฮิตของเด็กนิเทศ ไม่ว่าจะรับน้อง ซ้อมเชียร์ ก็ตรงนี้นี่แหละ ส่วนใครอยากมาส่องสาวเหล่หนุ่ม บอกได้คำเดียวว่ามุมนี้เด็ด!!
Macintosh HD:private:var:folders:dt:rwwtgk5j3fq9ysx_0qq8qb4c0000gn:T:TemporaryItems:10469675_10153076280735272_271224306545838652_n.jpg
4) อาคาร SAC (Student Activity Center) ตึกที่นิตยสารสถาปัตย์ชื่อดัง DOMUS จัดอันดับให้เป็นศูนย์กิจกรรมนักศึกษาที่เจ๋งที่สุดแห่งหนึ่งในโลก!! เห็นแค่ข้างนอกว่าเท่แล้ว แต่ข้างในก็เด็ดด้วยสีสันสุดจี๊ด โดยตึกนี้เป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมนอกห้องเรียนทั้งหลาย ตั้งแต่สตูดิโอถ่ายภาพ จนถึง ลานซ้อมเต้นเชียร์ลีดเดอร์
Macintosh HD:private:var:folders:dt:rwwtgk5j3fq9ysx_0qq8qb4c0000gn:T:TemporaryItems:02_bu-sac.jpg
All-Project:Bangkok University:Bangkok University Admission 2015:02_Photo:oat:R0001995.JPG
บอกเลยว่านี่แค่บางส่วน เพราะม.กรุงเทพยังมีมุมชิคๆอีกเพียบ ที่พร้อมจะกระตุ้นความคิดของนักศึกษาทุกคน ให้คิดได้แบบสร้างสรรค์ คิดแบบเจ้าของ ใครอยากเป็นส่วนหนึ่งของ ม.กรุงเทพ ก็คลิกสมัครเรียนได้เลยที่http://bit.ly/1aQdLv6

11 เคล็ดลับเรียนเก่ง ถ้าทำได้ทุกข้อรับรองต้องเรียนเก่งขึ้นอย่างแน่นอน!!

หลายคนอาจจะมีปัญหาในการเรียน เรียนไม่เข้าใจบ้าง ทำข้อสอบไม่ได้บ้าง เกรดน้อยบ้าง ซึ่งในบทความนี้ผมก็มี 11 เคล็ดลับเรียนเก่ง มาฝาก ถ้าเพื่อนๆทำได้ทุกข้อรับรองต้องเรียนเก่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันดูนะ

iStock_000003489347Small

1. ตั้งใจเรียนในห้องเรียน หลับบ้างในบางครั้งก็ไม่เป็นไรแต่อย่าบ่อยละ
2. อ่านหนังสือล่วงหน้าและหมั่นทบทวนบทเรียน
3. ขยันทำแบบฝึกหัดที่เรียนมาแล้ว
4. หาแรงจูงใจในการเรียน อ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด
5. ให้รางวัลตัวเองบ้างในบางครั้ง
6. ไม่อ่านหนังสือนานติดต่อกันเกินกว่า 40 – 45 นาที ควรจะมีการพักซัก 5 – 10 นาทีเพื่อนผ่อนคลายสมองบ้างหลังจากที่เหนื่อยล้ามากแล้ว เพราะถ้าเกินกว่านี้สมองของคนเรา จะไม่ค่อยรับรู้เรื่องอะไรอีกแล้ว(ยากที่จะให้จำ)
7. อย่าหักโหมและบังคับตัวเองจนมากเกินไป เพราะจากที่ดีแล้วจะเครียดเปล่าๆ
8. หากิจกรรมทำในยามว่างบ้าง เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา กิจกรรมต่างๆ
9. เมื่อมีเรื่องทุกข์ใจหรือไม่สบายใจไม่ควรอ่านหนังสือเพราะจะทำให้หงุดหงิดมากขึ้นเปล่าๆ
10. นั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบก่อนและหลังอ่านหนังสือทุกครั้ง หรืออาจทำในยามว่างก็ได้
11. ตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิตที่เราต้องการให้มีแรงใจทำให้สิ่งนั้นสำเร็จ
ข้อมูลจาก: 247friend

10 พฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook ที่จะสร้างความรำคาญให้กับคนอื่นได้


o-COMPUTER-STRESS-facebook

1. คนประเภทที่เรารู้โลกต้องรู้ บอกทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ด้วยการโพสต์ขึ้น facebook ตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงว่าเพื่อนๆใน Facebook ของคุณอยากรู้ความเคลื่อนไหวของคุณหรือไม่
2. เพื่อนประเภทที่ชอบส่งคำเชิญให้เราร่วมเล่นเกม รู้หรือไม่ว่าเกมเหล่านี้เขาไว้สำหรับเด็กๆ แต่อย่างพวกเราเป็นคนที่ทำงานเต็มเวลาไม่ได้มีเวลาว่างมาเล่นเกมไร้สาระแบบนี้หรอก
3. คู่แต่งงานใหม่ที่ชอบโพส์ความหวานซึ้งของกันและกัน ทำเหมือนว่าขาดกันไม่ได้ โดยไม่เห็นใจเพื่อนโสดใน Facebook ที่ต้องทนเห็นพวกคุณโชว์ความหวานต่อที่สาธารณะแบบนี้
4. ประเภทที่ชอบเอาเรื่องชีวิตรักมีปัญหามาระบายใน Facebook บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาเรื่องความรักที่มีปัญหามาประกาศให้โลกรู้ ถ้าอยากได้คำปรึกษาจริงๆ ลองโทรศัพท์ไปเล่าให้เพื่อนสนิทของคุณฟังสิ เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า”
5. ผู้ชายชอบโชว์ความเจ้าชู้ของตัวเอง โพสต์บอกตลอดว่าทำอะไรที่ไหนกับใคร ซึ่งผู้ชายก็คือผู้ชาย แต่ถ้าลองคิดว่าแฟนของคุณทำแบบนี้บ้างหล่ะคุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าผู้หญิงโพสต์ข้อความว่าเมื่อคืนเธอออกไปกับคนนั้น คนนี้มาหล่ะคุณจะเกิดอาการอย่างไร
6. ประเภทที่ชอบทำโทรศัพท์หายและโพสต์ใน Facebook เพื่อขอเบอร์โทรศัพท์เพื่อนๆใหม่ ไม่รู้บ้างหรือไงว่าเดี๋ยวนี้เข้าสามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้บน iCloud ได้แล้ว ที่สำคัญช่วยดูแลโทรศัพท์ของตัวเองดีๆหน่อยอย่าได้ทำหายบ่อยนัก
7. ทำตัวโอเวอร์กับทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าใครจะเกิด จะตาย น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ก็โพสต์ข้อความประหนึ่งว่าตัวเองเป็นคนอยู่ในเหตุการณ์ หรือประหนึ่งญาติสนิทกับคนตายคนนั้นเลยก็ว่าได้
8. การใช้ภาษาที่วัยรุ่นเกินไป จนละเลยหลักไวยากรณ์และคำสะกดไป จนกลายเป็นคำใหม่เกิดขึ้นมากมาย
9. พวกชอบร่ำร้อง คร่ำครวญผ่านเฟซบุ๊ก บรรยายว่าวันๆที่ผ่านไปนั้นคุณเจอเรื่องราวเลวร้ายอะไรบ้าง หรือบ่นเจ้านาย มันไม่ได้เป็นประโยชน์เลย ดีแต่จะสร้างความหดหู่มากกว่า
10. แท็กเราในทุกๆรูปที่มีเราอยู่ในภาพ ประหนึ่งทำตัวเป็นปาปารัซซี่ แอบถ่าย ซึ่งบางทีเราก็ไมได้อยากรู้เลยว่าเราไปโผล่ในรูปรูปนั้นได้ยังไง

36 ข้อแนะนำในการใช้ชีวิตสำหรับวัยรุ่นยุคปัจจุบัน


 
เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้อ่านบทความนึงเรื่อง "สิ่งที่ควรทำก่อนอายุ 40" ซึ่งเค้าแชร์กันบน Social Media ต่างๆแล้วชอบ เพราะเหมือนได้อ่านหลายๆเรื่องที่เป็นข้อคิดที่ดีที่มีคนมีคนที่มีประสบการณ์มาสรุปไว้ให้ ก่อนที่ตัวเอง จะอายุถึง 40 (อีกนานเลย)

ในฐานะที่ตัวเองได้ทำงานกับเยาวชนค่อนข้างเยอะ ได้มีโอกาสทำงานหลายๆอย่างตั้งแต่งานบริษัท งานบริการ ได้สอนภาษาอังกฤษ จนถึงเป็นเจ้าของกิจการ

นอกจากนี้ก็ได้โตมาพร้อมๆกับหลายๆสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายๆท่านอาจจะเข้าไม่ถึงบ้าง เช่น การ์ตูน วีดีโอเกมส์ ตลอดจน social media ต่างๆ (จะพูดว่าได้เห็นอะไรมาหลายๆอย่างและยังไม่แก่เกินที่น้องๆเค้าจะเรียกว่าพี่และเข้าใจสิ่งที่น้องๆทำกันได้)

แต่หลังๆได้อ่านความเป็นไปในโลก online ต่างๆ และเริ่มสงสัยว่า เอ๊ะ จริงๆเราเข้าใจวัยรุ่นสมัยนี้อยู่หรือเปล่านะ? เลยมาลองเริ่มจดบันทึกข้อควรปฏิบัติต่างๆที่คิดว่าถ้าตัวเองทำได้ตั้งแต่เรียนจบได้ก็น่าจะดีเหมือนกัน เผื่อไว้เตือนตัวเองและรุ่นน้องๆด้วย ตอนแรกก็กะว่าจะจดไปเรื่อยๆ และค่อยมาตั้งชื่อเก๋ๆ ทีหลัง แต่จดไปจดมาก็เริ่มเยอะ เลยไม่ตั้งชื่อแล้ว และกลัวว่าจะเยอะไปกว่านี้เลยลงเลยแล้วกัน

สรุปว่าเป็นข้อควรปฏิบัติต่างๆ ในสังคมในยุคปัจจุบันทิ่ตัวเองคิดว่าทำแล้วดีกับตัวเองและคนรอบข้าง เลยพยายามทำมาเรื่อยๆ (ก็ใช่ว่าจะทำได้หมดทุกข้อแต่ก็พยายามทำตลอด) ครับ ยาวนิดนึง (เพราะเขียนแล้วมาแปะไว้เรื่อยๆ) ลองอ่านกันดู ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์กับลูกหลานก็แชร์ได้ครับ

1. รับผิดชอบตัวเองให้ได้ คือเป้าหมายแรกที่ควรทำหลังเรียนจบ (จากนั้นก็เลื่อนขั้นไปรับผิดชอบครอบครัวด้วย)

2. เป้าหมายนึงในการทำงานคือ เพื่อค้นหาว่าตัวเองสามารถทำงานอะไรได้โดยไม่เบื่อ ไม่บ่น เลี้ยงตัวเอง ครอบครัว และแมว ได้ และมีความสุขกับมันด้วย

3. คาดหวังให้น้อย ทำให้มาก และอย่าไปเสียเวลาเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นมากเพราะมีคนที่ดีและแย่กว่าเราเสมอ

4. ทุกสังคมมีกติกา ไม่ชอบกติกาอะไร ไม่จำเป็นต้องต่อต้านด้วยวิธีรุนแรง ใช้เหตุผลคุยกันดีกว่าเสมอ (กับคนที่มีเหตุผล)

5. การนำเสนอเป็นเรื่องสำคัญ หลายๆ คนมีไอเดียดีๆ แต่นำเสนอได้ไม่ดีเรื่องนั้นก็ไม่น่าสนใจและไม่ถูกนำไปใช้ในที่สุด

6. เรียกร้องสิทธิของตัวเองเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมที่จะเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย


7. คะแนนภาษาอังกฤษ (TOEIC / TOEFL / IELTS ) เปรียบเสมือนใบผ่านทางเวลาเข้าทำงาน แต่ที่สำคัญมากกว่าคือเราสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้จริงๆแบบมีประสิทธิภาพแค่ไหนในการสื่อสารในสถานการณ์จริง

8. เลิกอายในการใช้ภาษาอังกฤษ อย่าไปสนใจคนที่บอกว่าเราพูดผิดแกรมมา พูด accent ไม่ดี ตั้งใจฝึกต่อไป ไม่คุ้มที่จะยกเลิกความตั้งใจ เพียงคำพูดไม่กี่คำของใครก็ไม่รู้

9. เราเรียนรู้ภาษาอังกฤษและเรื่องอื่นๆ ได้จากสองทางหลักๆคือ การใช้ (ใช้ให้บ่อย) และความผิดพลาด (จะได้ไม่ทำซ้ำ) ดังนั้นไม่ต้องอายที่เราจะทำผิด (แต่ก็อย่าผิดซ้ำบ่อยเกินไป)

10. ภาษาอังกฤษหรือความรู้ใดๆ ก็ตาม อย่าไปคาดหวังว่าจะดีขึ้นในชั่วข้ามคืน หรือเวลาไม่นาน เราพูดไม่ได้ ใช้ไม่เป็นมาตั้งนานๆอยู่ๆให้มาพูดได้เลยคงเป็นไปได้ยาก

11. ล้มตอนเด็กๆ เจ็บไม่น้อยกว่าล้มตอนอายุเยอะๆเท่าไหร่ เพียงแต่เราอาจจะลุกขึ้นง่ายกว่า (เข่ายังไม่เสื่อม) อยากทำอะไรที่ไม่เดือดร้อนคนอื่น ให้ลองทำไปเลย

12. ออกเดินทางให้บ่อย ลองไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนบ้างสัก 6 เดือน ปีนึง สักครั้งในชีวิตถ้าทำได้ พบเจอรู้จักผู้คนและวัฒนธรรมใหม่ๆด้วยตัวเองต่างจากอ่านจากหนังสือหรือดูบน internet หรือ ในโทรทัศน์เยอะ

13. พยายามสร้างโอกาสให้ตัวเองมากกว่ารอโอกาส

14. การวางแผนสำคัญมากกับชีวิต แม้หลายๆครั้งอะไรๆอาจไม่เป็นไปตามที่เราตั้งใจไว้ แต่การมีแผนสำรองไว้บ้างก็น่าจะดีกว่าไม่มีเลย

15. วีธีที่ง่ายที่สุดสำหรับจัดการกับคนที่เราไม่ชอบหน้า คือไม่ต้องไปยุ่งด้วย อยู่ให้ห่างๆ ถ้าเป็น Facebook ก็กด unlike หรือ unfriend ไป ถ้าเป็นชีวิตจริงก็พยายามอย่าไปอยู่ใกล้ๆเค้า

16. หลายๆคนที่คิดไม่เหมือนกันกับเรา ไม่จำเป็นต้องไม่ชอบกัน เรื่องของเรื่องคือยากที่ใครจะไปคิดเหมือนกันหมด ไม่จำเป็นต้องแตกแยก ไม่จำเป็นต้องมีผู้ชนะในทุกๆเรื่อง

17. Social media ต่างๆมีประโยชน์มากมาย และมีโทษมหันต์ได้เช่นกัน ก่อนพิมพ์เรามีเวลาคิดเยอะกว่าเวลาพูดซะอีก ให้ใช้แบบระมัดระวัง

18. ถ้าทำผิดพลาด วิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือยอมรับผิด และหาทางแก้ไข การแก้ตัวไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

19. เรียนรู้ที่จะพอใจและมีความสุขกับตัวเองและสิ่งที่ตัวเองมี

20. ถ้าอะไรๆในชีวิตก็ไม่เป็นดั่งใจ คนนั้นคนนี้ก็กลั่นแกล้งเรา โชคชะตาก็รังแกเรา ขนาดแมวที่เลี้ยงไว้ยังข่วน ลองมองตัวเองดูก่อนแก้ไขอะไรที่ตัวเองได้บ้าง ผิดที่ตัวเองหรือเปล่า เพราะเริ่มที่ตัวเองง่ายกว่าไปหวังกับคนอื่น

21. ทำบุญ เพื่อความสบายใจ ช่วยคนที่ลำบากกว่าได้ให้ช่วย แต่ไม่ต้องหวังผล อย่าคิดไปทำบุญเฉพาะตอนที่ลำบากเท่านั้น

22. พ่อแม่อยู่กับเรานานเท่าไหร่ไม่รู้ ใช้เวลากับท่านให้เยอะๆ และพยายามให้เวลาเหล่านั้นเป็นเวลาที่มีคุณภาพ

23. พยายามพัฒนาตัวเองในหลายๆด้าน เพื่ออนาคต

24. คนพูดตรงกับคนพูดทุกอย่างที่ใจคิดโดยไม่สนใจความรู้สึกของผู้ฟังเป็นคนละเรื่องกัน

25. ลงทุนและวางแผนหลายๆอย่างเพื่ออนาคตเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็อย่าลืมที่จะใช้ชีวิตและมีความสุขกับปัจจุบันด้วย

26. ความอดทนเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของความสำเร็จ หากต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องใดที่ใหญ่ๆ อย่าไปคาดหวังว่าจะได้อะไรมาง่ายๆโดยเฉพาะอะไรที่ยิ่งใหญ่

27. คนดี คนไม่ดี เป็นเรื่องของบุคคลไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ สถาบันที่เรียน ศาสนา อาชีพ ถิ่นที่อยู่ หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ดูถูกคนอื่นที่เค้าไม่เหมือนเราไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ หน้าตา บุคลิก ฐานะ เพศ รูปร่าง เชื้อชาติ และอื่นๆ ไม่ว่าในกรณีใดๆ


28. หน้าตา รูปร่างที่ดี เป็นใบเบิกทางในหลายๆเรื่องในชีวิตได้ แต่ไม่อยู่คงทน อายุเยอะขึ้นก็อาจไม่สวยหล่อเท่าตอนวัยรุ่น ความสามารถ ประสบการณ์ และทัศนคติช่วยเราได้ในระยะยาวมากกว่า

29. ทัศนคติที่ว่าเป็นคนตรงๆ แรงๆ ไม่แคร์ใครหน้าไหน เกือบจะทุกครั้ง ไม่ช่วยอะไรมากนัก

30. อยากเป็นนายตัวเอง อยากเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเรื่องที่หลายๆคนอยากเป็น แต่ก็ไม่เสียหายที่จะเรียนรู้เรื่องความอดทน และทัศนคติในการทำงานจากการทำงานให้คนอื่นด้วย 
31. ไม่จำเป็นต้องคิดตามคนอื่น แต่การที่เรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จก็เป็นเรื่องที่ดี (ที่เล่นเกมส์ยังใช้สูตรกันได้เลย)
32. คิดนอกกรอบเป็นเรื่องดี แต่ก่อนหน้านั้นก็ควรจะรู้ก่อนว่ากรอบที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน มีไว้เพื่ออะไร และการมีกรอบนั้นไม่ดีอย่างไรการออกนอกกรอบนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง (ไม่ใช่อยากออกนอกรอบเฉยๆ)
33. เป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่ได้แปลว่าไม่สำเร็จ ไม่ได้แปลว่าไม่ดี คนเยอะแยะที่ทำงานรับเงินเดือน และประสบความสำเร็จในชีวิต
34. เจ้าของกิจการเองก็ไม่ได้เป็นงานที่สบาย กลับกันความรับผิดชอบและความเสี่ยงสูง หรือกว่าจะสบายก็ต้องสู้กันพอสมควรถึงจะประสบความสำเร็จกันได้
35. เป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่าคนที่ประสบความสำเร็จเค้าโชคดีโดยไม่รู้ว่ากว่าจะถึงตรงนั้นเค้าต้องพยายามมาแค่ไหน
36. ข้อมูลบนอินเทอเนทมีเยอะมากจนน่าตกใจ ให้ใช้วิจารณญาณให้ดีก่อนตัดสินใจเชื่ออะไร (รวมถึงข้อความอะไรยาวๆ แบบนี้ด้วย)

สิ่งที่แยกคนที่สำเร็จ ออกจากคนธรรมดา คือ “ความเชื่อในตัวเอง” !!!

เมื่อไหร่ที่คุณมี “ความเชื่อในตัวเอง” โลกทั้งใบก็เปลี่ยนไปตรงหน้าคุณ…
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้บนโลกใบนี้มี “คนที่ประสบความสำเร็จ” และคนธรรมดาๆ ที่ใช้ชีวิตไปวันๆ คนที่สำเร็จ คือคนที่รู้ว่าเขาจะชนะอะไร ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเริ่มแข่งเสียอีก ในขณะที่คนอื่นๆ กลัวเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแข่งซะแล้ว และถ้าคุณคือคนหนึ่งที่อยากจะ “ชนะ” เหมือนคนเหล่านั้น สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ คุณต้องมี “ความเชื่อในตัวเอง” ว่าคุณสามารถสร้างความสำเร็จนั้นได้ด้วยมือของคุณ
 

1. เมื่อคุณรู้ว่าความสำเร็จมันเป็นไปได้แน่ๆ คุณจะเลิกกังวลว่าจะล้มเหลว เพราะความกังวลนั่นแหละ ที่จะคอยกัดกินโอกาสไปสู่ความสำเร็จของคุณ

การมี “ความเชื่อในตัวเอง” คือการเข้าใจว่า ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น คุณก็จะชนะมันได้ และคุณจะรู้ได้อย่างไรล่ะ?
ก็เพราะว่าคุณเชื่อยังไงล่ะ คุณจะรู้ด้วยตัวของคุณเองจากใจคุณ ว่าไม่มีอะไรเอาชนะคุณได้ คนส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวนั้น เป็นเพราะเขาไม่ได้มองความล้มเหลวว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกที่อาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่มองว่ามันเป็นผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมาก
จำไว้นะ คุณไม่สามารถเอาชนะในสงครามได้ ถ้าคุณไม่มีความเชื่อในศักยภาพและความแข็งแกร่งของคุณว่าวันคุณจะชนะในสมรภูมินั้น
 

2. การเชื่อในตัวเอง จะทำให้คุณเชื่อว่า “โลกนี้เป็นคนของคุณ” เพียงแต่คุณต้องคว้ามัน!

หลายๆ คนบอกว่า โลกเป็นของพวกเขา แต่น้อยคนเชื่อแบบนั้นจริงๆ และเมื่อเวลาผ่านไป ความคิดก็เริ่มเปลี่ยน และความเชื่อนั้นก็ไม่มีอีกต่อไป…
บางที เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองต่างๆ นานา ทั้งการกระทำและเป้าหมาย ว่าทำไมเราถึงห่างไกลจากสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ จนบางทีเราเริ่มท้อ และหยุดเดิน ยอมรับความพ่ายแพ้ นั่นเป็นเพราะเราเชื่อมั่นในตัวเองน้อยเกินไป และเรามีความเชื่อที่ผิดว่า โลกนี้เป็นของเรา โดยที่เราไม่สู้มากพอ เพราะจำไว้นะ โลกเป็นของเรา แต่เราต้องคว้ามันเอง ไม่มีใครเอาความสำเร็จมากองอยู่ตรงหน้าให้คุณหรอกนะ
เพราะฉะนั้น เมื่อคุณเชื่อในตัวเอง คุณจะกล้าออกไปสู่โลกกว้าง ไขว่คว้าประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อความสำเร็จที่คุณตั้งเป้าไว้ และคุณจะได้สัมผัสกับโลกใหม่ที่คุณไม่เคยมองมาก่อนเลยล่ะ

 

3. ล้มบ้างก็ได้ แค่ลุกขึ้นมาใหม่ให้ได้ก็พอ

ความล้มเหลว บางทีมันก็เกิดขึ้นได้ เพราะคุณไม่มีทางชนะ 100 ครั้ง จากการรบ 100 ครั้ง จริงมั้ยล่ะ! เพียงแค่คุณต้องคิดว่า ความล้มเหลวไม่ใช่หมายถึงความพ่ายแพ้ของคุณ แต่หมายถึง ก้าวของคุณที่เดินพลาด และคุณพร้อมที่จะกลับไปเดินสู่หนทางที่ถูกต้องอีกครั้ง และนี่จะเกิดขึ้นได้ ถ้าคุณมี “ความเชื่อในตัวเอง” ว่าวันหนึ่งคุณจะชนะ และถึงแม้ก่อนหน้านี้จะล้มไปบ้าง แต่คุณก็ย้ิมรับมันได้!

 

4. คุณจะพบความรักใหม่สำหรับตัวคุณเอง

มีหลายคนบนโลกใบนี้ที่ไม่รักตัวเอง ซึ่งเป็นความคิดที่บ้ามากๆ เพราะอะไรน่ะเหรอ? คุณคิดดูนะ ถ้าคุณไม่รักตัวเอง คุณจะคาดหวังให้คนอื่นมารักคุณได้ยังไง? และในทางกลับกัน ถ้าคนรอบข้างยังรักคุณ ทำไมคุณถึงหาเหตุผลที่คุณจะรักตัวเองไม่ได้ล่ะ?
ความเชื่อ มันก็เป็น รูปหนึ่งของความรัก นั่นแหละ มันคือความรักในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่คุณเชื่อว่ามันจะต้องเกิดขึ้น นั่นคือ ถ้าคุณรักในตัวตนของคุณที่จะเป็นในอนาคตได้ คุณก็สามารถรักตัวตนของคุณในวันนี้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น อย่ารู้สึกเสียใจ หรือ รู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่คุณมี หรือสิ่งที่คุณเป็นในวันนี้ เพราะทุกอย่างมันจำเป็นสำหรับก้าวทุกก้าวของคุณสู่คนที่คุณอยากเป็นในอนาคตน่ะสิ

 
5. ถ้าเชื่อแล้ว คุณจะมองโลกในมุมมองที่ดีขึ้น
เมื่อคุณเชื่อในศักยภาพตัวเองแล้วละก็ วิธีมองโลกของคุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นทันที ปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาคุณจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และไม่ใช่สิ่งที่หนักหนาอะไร แต่เป็นสิ่งที่มาท้าทายความสามารถของคุณ ให้คุณเอาชนะมันให้ได้เท่านั้นเอง 

 

6. คุณจะ “เคารพ” ตัวคุณเอง มากกว่าที่เคยเป็นมา

เพราะอะไร? เพราะคุณได้เรียนรู้แล้วว่า คุณค่าของคุณคืออะไร เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะเชื่อในอะไรก็ตามที่ไร้ความหมาย เพราะฉะนั้น การที่คุณมี “ความเชื่อในตัวเอง” คือคุณเห็นค่าในตัวเอง และทำให้คุณ “เคารพ” ตัวเองในที่สุด
หลายๆ คนในสังคมที่แก่งแย่ง สังคมที่บางทีก็โหดร้ายนั้น มักคิดว่าพวกเขาไม่มีค่า พวกเขาไม่มีที่ยืน ซึ่งถ้าวันหนึ่ง พวกเขาเปลี่ยนความคิดให้เชื่อในตัวเองได้ ทุกสิ่งก็จะดีขึ้น และที่สำคัญ ถ้าคุณเองยังไม่ “เคารพ” ตัวเอง ก็อย่าหวังให้คนอื่นมา “เคารพ” คุณเลย

 

7. คุณจะซาบซึ้งในชีวิตคุณมากกว่าที่เคยเป็นมา

ไม่เพียงแค่ชีวิตของคุณเองเท่านั้น แต่เป็น “ชีวิต” ของมนุษย์โดยทั่วไปด้วย ที่คุณจะรู้สึกซาบซึ้งมากขึ้นเมื่อคุณมีความเชื่อในตัวเอง เพราะคุณจะใช้ชีวิตออกห่างจากคำว่า เกลียดตัวเอง เกลียดการตัดสินชีวิตของตัวเอง การตัดสินชีวิตคนอื่น การดูถูกคนอื่น สิ่งเหล่านี้ คุณจะไม่ข้องเกี่ยว และเป็นอิสระจากมัน
และเมื่อคุณทำได้แบบนั้น ไม่ว่าคนรอบข้างในสังคม จ้องจะทำร้ายคุณอย่างไร ไม่ว่าสังคมจะบีบคั้นคุณมากแค่ไหน คุณก็จะอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้นได้ เพราะบางที มันคือแค่การเปลี่ยนมุมมองเท่านั้นแหละ แค่นี้ อิสรภาพก็อยู่ในมือคุณ
H/T: Elitedaily
เรียบเรียงภาษาไทย  http://www.kiitdoo.com/