วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ครั้งแรกในชีวิต? พนักงานเซเว่นฯ ปิดร้านไม่เป็น


 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อย(คสช.) ประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 22.00-05.00 น. มีผลตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. เป็นต้นไป เป็นวันแรกของการออกประกาศเคอร์ฟิว ทำให้พนักงานต้องกลับบ้าน ปรากฎว่ามีการแชร์ภาพกันในโลกออนไลน์ เป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ 7-11 แห่งหนึ่ง กำลังปิดร้าน แต่เนื่องจากร้านเซเว่นฯเคยแต่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง หรือแทบจะไม่เคยปิดร้านเลย ทำให้การปิดร้านครั้งแรกในชีวิตเป็นไปด้วยความลำบาก 

แต่ละคนไม่รู้ว่าจะปิดร้านกันอย่างไร เพราะเคยแต่ "ซาละเปาเพิ่มไหมคะ ขนมจีบ ไส้กรอก เพิ่มไหมครับ ฯลฯ" ภาพของการปิดร้านจึงออกมาดังที่เห็นและแชร์กัน

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ

คิดแล้ว คิดอีก เมื่อต้องการเลือกซื้อของฝากใครสักคน โดยเฉพาะเพื่อนชาวต่างชาติ จะซื้ออะไรดี? จะถูกใจไหม? หลายคนคงเจอประสบการณ์นี้เหมือนกัน แม้แต่ Free magazine  “DACO”  นิตยสารสำหรับคนอยากรู้เรื่องญี่ปุ่น ยังเคยลงบทสัมภาษณ์ชาวญี่ปุ่นเพื่อคลี่คลายปัญหา ว่ามาไทยต้องซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับบ้าน ครั้งนี้ PaiNaiDii ได้รวบรวม "ของฝากสุดฮิตจากไทย" ยอดนิยมที่ควรซื้อไปฝากกัน มาดูกันว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเค้านิยมซื้ออะไรกลับบ้าน เผื่อจะเป็นไอเดียแจ๋วๆ ในการเลือกซื้อของฝากจากไทยในครั้งถัดไปของคุณ

ยาดม

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก ยาดม
 คุณค่าที่คุณคู่ควร ใช้ดม ใช้ทาในหลอดเดียวกัน

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก ยาดม
 สูดดมจน ชื่นอก ชื่นใจ แถมแพคเกจก็เก๋ไก๋ทีเดียว

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก ยาดม
รูเดียวไม่พอเหรอ! นั้นก็จัดยาดมแฝด ซู้ดดดด กันให้สะใจเลย

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก ยาดม
 จะมาคู่ มาเดี่ยว พี่ไทยก็มีสินค้าให้เลือกเยอะแยะ

มาแรงแซงโค้งจนต้องแนะนำเป็นอย่างแรกสำหรับ "ยาดม” นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนเป็นอันงงเมื่อต้องมาเจอพฤติกรรมอันน่าประหลาด ใจสำหรับสายตาเขา เพราะไม่ว่าจะไปท่องเที่ยวมุมไหนของไทย "มักเห็นคนไทยชอบเอาอะไรมาอุดจมูกกัน" อย่างที่รู้กันก็สูดดมเมื่อไร มันสดชื้น สดชื่น ส่วนสรรพคุณของยาดมก็มีอยู่มากมาย ทั้งบรรเทาอาการวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย คัดจมูก อาจจะเป็นพฤติกรรมเลียนแบบก็ได้ ที่พวกเขาเห็นคนไทยดมอะไรกัน เลยอยากจะดมมั่ง แล้วเกิดความรู้สึกชอบ จนทำให้สินค้าชนิดนี้ฮอตขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ดูได้จากโซนที่จำหน่ายยาดมในห้าง KING POWER ที่นักท่องเที่ยวชาวเอเชียต่างรุมซื้อ ประดุจแจกของฟรี! แถมที่นั่นยังมีแพกเกจน่ารักๆ ให้ได้เลือกช็อปอย่างมากมาย เห็นทีคงต้องไปหามาอุดจมูกเพิ่มอีกอันแล้วล่ะสิ


กูลิโกะ เพรทซ์ รสลาบ


ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กูลิโกะ เพรทซ์ รสลาบ

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กูลิโกะ เพรทซ์ รสลาบ
เพรทซ์ "ลาบ" แซ่บอีหลีแท้น้อ ขนาดเพรทซ์รสต้มยำกุ้งตกอันดับไปเลย

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กูลิโกะ เพรทซ์ รสลาบ
หลากหลายรสชาติของเพรทซ์ที่มีจำหน่ายในไทยเท่านั้น!

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กูลิโกะ เพรทซ์ รสลาบ
ขนาดศิลปินเกาหลีอย่าง "ฮโยซอง” ยังถือติดมือกลับบ้านด้วยเลย
(Thanks. Photo : http://www.siamzone.com/board/view.php?sid=3402308)

ถ้าพูดถึงขนมที่รู้จักกันทั่วทั้งเอเซียคงหนีไม่พ้นผลิตภัณฑ์จาก "กูลิโกะ"  แต่แค่ขนมกูลิโกะจะแปลกอะไร แทบจะมีวางขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วทั้งโลกด้วยซ้ำ แต่ทีเด็ดบางอย่างมีอยู่เฉพาะที่เมืองไทยเท่านั้น นั่นก็คือ "เพรทซ์ รสลาบ" กัดเข้าไปคำแรกจะสัมผัสได้ถึงรสชาติที่เป็นลาบจริงๆ แถมยังมีข้าวคั่วให้ได้เคี้ยวกรุบกรับ กรุบกรับ เพรทซ์นั้นเป็นเบเกอรี่ที่มาในรูปแบบเบรดสติ๊ก ทำจากแป้งสาลีมีรสชาติเลียนแบบอาหารทั้งแฮมชีส พิซซ่า ต้มยำกุ้ง แต่ที่ได้หน้าไปจริงๆ คงต้องยกให้ "รสลาบ"เพราะของเขาแซ่บคัก...แซ่บหลายจริงๆ  ในขณะที่พี่ไทยเราไปแห่ซื้อคิตแคทชาเขียวจากญี่ปุ่น  ต่างชาติเองอย่างญี่ปุ่นก็ขน "เพรทซ์ รสลาบ" กลับไปบ้านเขาเป็นลังๆ เช่นกัน  ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นเป็นต้นตำรับแห่งกูลิโกะเลยนะ … ภูมิใจมั้ยล่ะพี่ไทย!!!


รองเท้าบูท

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก รองเท้าบูท

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก รองเท้าบูท

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก รองเท้าบูท

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก รองเท้าบูท
ก็แบบสวยเซ็กซี่ อินเทรนด์ซะขนาดนี้ แถมราคาก็ถู๊ก ถูก

เอ๊ะ! บ้านเรานิยมใส่บู๊ทกันด้วยเหรอ จำได้ตอนที่รองเท้าบู๊ทฮิตสุดๆ คงเป็นช่วงตอนน้ำท่วมปลายปี 54 แต่ทำไมเหล่าสาวๆ ชาวเอเชียต้องแวะเวียนมาซื้อ "รองเท้าบู๊ท" ที่เมืองไทยกันด้วยนะ  สาเหตุที่รองเท้าบู๊ทเป็นที่นิยมกันในเหล่านักท่องเที่ยวสาวๆ คงเป็นเพราะราคาที่ถูกมากกกก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบ ราคาซื้อ 1 คู่ที่บ้านเขา สามารถซื้อที่บ้านเราได้ถึง5 -10คู่เลยทีเดียว อีกทั้งมีแบบให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าบู๊ทแฟชั่นแบบยาวสวย สูงเซ็กซี่ ส้นตึก บู๊ทสั้น บู๊ทยาว ฯลฯ ส่วนแหล่งช็อปที่สาวๆ ไปเลือกซื้อก็คือ สวนจัตุจักร นั่นเอง แต่ถ้าเราจะใส่ขึ้นมาบ้าง ชาวบ้านคงมองเป็นตาเดียว และแอบนินทาเล็กๆ ว่า "ใส่ทำไม ร้อนจะตาย”


ทุเรียนทอดกรอบ

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก ทุเรียนทอดกรอบ

 ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก ทุเรียนทอดกรอบ
ทุเรียนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก ทุเรียนทอดกรอบ
เฟรนช์ฟรายด์ ก็ เฟรนช์ฟรายด์ เหอะ! เจอทุเรียนทอดหน่อยเป็นไง!

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก ทุเรียนทอดกรอบ
เอาซี๊! ทุเรียนโปะอยู่บนซูชิ

เมื่อสแน็คไทย "ทุเรียนทอดกรอบ” โกอินเตอร์ จากภูมิปัญญาชาวบ้านเพียงต้องการถนอมอาหารแก้ปัญหาทุเรียนล้นตลาด จึงลองคิดค้นขึ้นมา และจำหน่ายจนได้รับความนิยมแพร่หลายส่งออกกันทั่วโลก ปกติ "ทุเรียน" (King of Fruit) ก็มีความอร่อย หอม มัน หวาน จนเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองไทยอยู่แล้ว ขนาดที่มี "ทัวร์กินทุเรียน" จากต่างชาติเลยทีเดียว ยิ่งมาแปรรูปให้พกพาได้ง่าย แถมรสชาติยังอร่อยล้ำถูกใจแบบนี้ มีหรือจะไม่ติดใจ เหล่านักท่องเที่ยวจึงพากันเหมา "ทุเรียนทอดกรอบ”  ที่ทั้งหอม หวาน มัน กรอบ กินง่าย ไม่เลอะมือ กลิ่นก็ไม่รัญจวนไปรบกวนคนข้างๆ  กลับไปฝากที่บ้านกันเป็นทิวแถว เรียกได้ว่า  "ทุเรียนทอดกรอบ” กลายเป็นของฝากที่เป็นหน้าเป็นตาของไทยได้ดีเลยทีเดียว


เบนโตะ ปลาหมึกอบปรุงรส

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก เบนโตะ ปลาหมึกอบปรุงรส
 ปลาหมึกอบทรงเครื่อง รสนี้หวานและเผ็ดมากกกกก

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก เบนโตะ ปลาหมึกอบปรุงรส
 ปลาหมึกอบน้ำพริกตำรับไทย รสชาติไท๊ย ไทย แซ่บบาดใจ

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก เบนโตะ ปลาหมึกอบปรุงรส
ปลาหมึกอบปรุงรส รสนี้กลมกล่อม เผ็ดน้อย(แต่ก็เผ็ดอยู่ดี)

ของฝากสุดฮิตชิ้นถัดไป ยกนิ้วให้กับ เบนโตะ ปลาหมึกอบปรุงรส อาหารว่างที่วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อในเมืองไทยเท่านั้น  เพราะอะไร? สแน็คชนิดนี้ถึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายกันนะ จากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารสำหรับคนอยากรู้เรื่องญี่ปุ่น DACO ที่ถามถึงของฝากจากไทยที่คุณซื้อกลับญี่ปุ่นบ่อยที่สุด สรุปออกมาว่า สาเหตุที่ เบนโตะ ติดอันดับอย่างไม่น่าเชื่อนั้น มาจากเหตุผลก็คือ เผ็ด อร่อย ซื้อง่าย และราคาถูกมาก เรียกได้ว่านักท่องเที่ยวที่เคยได้ชิมแล้ว ต้องกลับมากวาดซื้อกันแทบทุกคนเลยทีเดียว

กล้วยฉาบ

 ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กล้วยฉาบ
 กล้วยฉาบ จ๊าบ จ๊าบ สไตล์ไทย

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กล้วยฉาบ

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กล้วยฉาบ
กล้วยฉาบก็อร่อย แพคเกจก็สวย

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กล้วยฉาบ
มัวแต่กินมันฝรั่งทอด รู้มัย?ต่างต้องต่อคิวซื้อกล้วยฉาบกันเลยนะ

สแน็คไทยธรรมดาที่โกอินเตอร์อย่างไม่น่าเชื่ออีกอย่างคือ "กล้วยฉาบ”  อะไรกันเนี่ย! เรากินกล้วยฉาบกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ขนมโบราณที่คุณย่า ยาย มักทำให้ทานอยู่เป็นประจำ แต่ทำไมถึงเพิ่งจะมาฮอตฮิตกันตอนนี้  คงเป็นเพราะสินค้านี้ถูกนำมาRe-Product จับใส่แพคเกจสวยๆ แล้วขึ้นนั่งรอบนชั้นวางเพื่อรอคนมาจับจ่าย ใช่ว่าแค่จับแต่งตัวแล้วต่างชาติจะติดใจ กล้วยฉาบชิ้นบาง เคลือบน้ำตาลนิดๆ เค็มประแล่มหน่อยๆ กรอบ หวาน มัน เค็ม เหล่านี้ตะหากที่ถูกใจ พากันแห่ซื้อกลับไปฝากคนที่บ้านกันเป็นทิวแถว ถ้าของไม่ดีจริง ไม่อร่อยจริง คงไม่ติดอันดับของฝากสุดฮิตเป็นแน่ 

กระเป๋านารายา

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กระเป๋านารายา

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กระเป๋านารายา

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กระเป๋านารายา

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก กระเป๋านารายา
อีกหนึ่งสินค้าของฝากที่บ่งบอกความเป็นไทยได้อย่างแท้จริง ยกให้กับผลิตภัณฑ์จาก "นารายา” ทุกชิ้น ทุกชนิดล้วนทำมาจากผ้าสไตล์ไทยๆ ด้วยเนื้อผ้าที่สวยงาม การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร และวัสดุคุณภาพก็เลิศ ทำให้ แบรนด์ "นารายา” ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มีรูปแบบเฉพาะของนารายาเอง สังเกตุได้ง่ายๆ เมื่อก้าวเข้าไปใน Shop จะเห็นสาวๆ มากมาย พร้อมเรียกหา "คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้า" ที่สำคัญที่น่าตกใจ ลูกค้าแทบจะทั้งหมดในร้านไม่ใช่คนไทยเลย น่าภูมิใจแทนจังที่มีคนมาแย่งซื้อสินค้าไทย ๆ 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า ยำยำ ไวไว

 ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า ยำยำ ไวไว

ของฝากสุดฮิตจากไทย ที่ชาวเอเชียนิยมซื้อ สินค้าไทย เล่านอกเรื่อง,เว็บท่องเที่ยว ไปไหนดี PaiNaiDii DACO ของฝาก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มาม่า ยำยำ ไวไว
มาม่า ยำยำ ไวไว จะยี่ห้อไหนๆ ขอแค่เป็นรสชาติเลียนแบบอาหารไทยๆ นักท่องเที่ยวชาวเอเชียเป็นหลงไหลได้ปลื้มทั้งนั้น"บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" ของไทยนั้นนับเป็นสินค้าที่ถูกใจเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุผลเหมือนเดิม(แต่พี่ไทยเราภูมิใจมาก) คือ ทั้งอร่อย ถูก หาซื้อง่าย อยากกินต้มยำกุ้ง ต้มโคล้ง  แกงเขียวหวาน สุกี้ ผัดขี้เมา เพียงแค่กดน้ำร้อน รอ 3 นาที แค่นี้ก็ฟินละ แถมรสชาติก็อร่อยเหาะ จ่ายก็น้อย อิ่มสบายท้อง ไม่แปลกใจเลยที่นักท่องเที่ยวจะต้องเหมากลับบ้าน
 
ของฝากสุดฮิตที่ PaiNaiDiiiรวบรวมมาบอกกล่าวในวันนี้ คงช่วยแก้ปัญหาไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรไปได้เยอะเลยใช่มั้ยล่ะ  เท่าที่รวบรวมมาส่วนใหญ่จะเห็นว่าเป็นอาหาร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นที่เลื่องชื่อในสายตาชาวต่างชาติทั้งสิ้น  ยังไงก็ฝากบอกคนไทยว่า อย่าลืมหันมากินของไทย ใช้ของไทย กันตั้งแต่วันนี้นะ ไม่งั้นถ้ามัวแต่ละเลย ต่างชาติเอาแกงเขียวหวาน ข้าวหอมมะลิ รถตุ๊กตุ๊ก ไปจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยเมื่อไหร่ จะโวยวายตอนนั้นก็สายไปแล้วนะ..ขอบอก!!!

มหา’ลัยสอบรับตรงร่วมกัน เริ่มปี 59

สกอ. หารือร่วมมหา’ลัย แก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบ เห็นตรงจัดสอบรับตรงร่วมกันโดยใช้ข้อสอบกลางในวิชาสามัญ คาดจัดสอบประมาณเดือน ก.พ. หลังเด็กเรียนครบหลักสูตร พร้อมขอ ทปอ. หารือร่วม กสพท. จัดสอบก่อนการสอบอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเด็กสอบติดแพทย์แล้วสละสิทธิ์คณะอื่น จนกลายเป็นการกันสิทธิ์ผู้อื่น
       
       วันนี้ (28 พ.ค.) นางวราภรณ์ สีหนาท รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (รองเลขาธิการ กกอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมหารือพัฒนาระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ร่วมกับผู้แทนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีคุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธาน กกอ. เป็นประธาน ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ จะจัดสอบรับตรงในช่วงเวลาเดียวกัน และใช้ข้อสอบกลางร่วมกันและดำเนินการภายหลังนักเรียนเรียนครบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อลดปัญหาการวิ่งรอกสอบของนักเรียนและลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดสอบ ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มจัดสอบได้ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป โดยช่วงเวลาดังกล่าวถือว่าเหมาะสมที่จะจัดรับตรงร่วมกันที่สุด เพราะนักเรียนจะเรียนจบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเดือนมีนาคม ขณะที่มหาวิทยาลัยเลื่อนเปิดภาคเรียนรับอาเซียนเป็นช่วงเดือนสิงหาคมด้วย 
       
       นางวราภรณ์ กล่าวต่อว่า การสอบรับตรงจะใช้ข้อสอบกลางเฉพาะวิชาสามัญเท่านั้น ส่วนวิชาเฉพาะของแต่ละคณะ/สาขา มหาวิทยาลัยสามารถจัดสอบเองได้ โดยไม่จำกัดเวลา พร้อมกันนี้ ได้ขอให้ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก) เป็นตัวกลางไปหารือกับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาด้านศิลปะ ว่าจะสามารถจัดสอบวิชาเฉพาะร่วมกันได้หรือไม่ โดยที่ประชุมเห็นว่าในสาขาอื่นๆ ที่จำเป็นต้องสอบวิชาเฉพาะ หากจัดสอบร่วมกันได้ก็จะช่วยลดภาระการสอบของเด็กได้มาก อย่างไรก็ตาม จากนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องมาหารือร่วมกันในรายละเอียดของการสร้างข้อสอบ ช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องดำเนินการให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อแจ้งให้นักเรียนทราบ โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ในปีการศึกษา 2559 
       
       “ส่วนที่ว่าการรับตรงร่วมกันจะใช้ข้อสอบ 7 วิชาสามัญ ซึ่งใช้ในการรับตรงในระบบเคลียริ่งเฮาส์ ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ด้วยหรือไม่ ในอนาคตคงต้องมาดูว่าจะใช้ข้อสอบใดจึงจะเหมาะสม เพราะการเคลียร์ริ่งเฮาส์เป็นวิธีการให้ ให้มหาวิทยาลัยส่งรายชื่อนักเรียน เพื่อยืนยันสิทธิ์ในระบบร่วมกัน เพื่อที่จะได้รู้ว่าหลังการรับตรงมหาวิทยาลัยต่างๆ ยังมีที่ว่างในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือ แอดมิชชันเท่าไร” นางวราภรณ์ กล่าว
       
       นางวราภรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมขอให้ ทปอ. ไปหารือกับกลุ่มสถาบันแพทยศาสตรแห่งประเทศไทย (กสพท.) ให้จัดสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์ ก่อนการจัดสอบอื่นๆ เพราะที่ผ่านมาพบว่านักเรียนที่สอบติดในคณะอื่น เมื่อรู้สอบติดแพทย์ก็จะสละสิทธิ์คณะที่สอบติดเพื่อมาเรียนแพทย์ทำให้เป็นการกันสิทธิ์นักเรียนคนอื่น ดังนั้น หาก กสพท. จัดสอบและประกาศผลก่อนนักเรียนก็จะได้ตัดสินใจและไม่ต้องสอบหลายที่

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โทร.เพลิน เสี่ยงได้ยินลดลง ร่างกายแย่ ผลการเรียนดิ่ง



ผลสำรวจการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของเยาวชน ใน กทม.ชี้กระทบสุขภาพ คุยนานเป็นเหตุปวดหู หูอื้อ การได้ยินลดลง ปวดข้อมือ ปวดไหล ทำสมาธิสั้น ผลการเรียนต่ำ
 
 
        คณะผู้บริหาร สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ระดับอุดมศึกษาร่วมแถลงผลการสำรวจเยาวชนกรุงเทพฯ เกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และผลกระทบต่อการเรียนรู้ สุขภาพ รวมถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-25 ปี จำนวน 1,092 คน ในระหว่างวันที่ 25-31 มกราคม 2557 เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจให้วัยรุ่นใช้เวลาในการพูดคุยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปริมาณที่เหมาะสม
      
       จากการสำรวจสามารถสรุปผลได้ว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 51.47 ส่วนร้อยละ 48.53 เป็นเพศชาย ขณะที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 19-22 ปี คิดเป็นร้อยละ 38.19 และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 32.51 จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าแล้ว
      
        ในด้านพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อใช้ติดต่อพูดคุยเป็นของตนเองมาเป็นระยะเวลาประมาณ 4-6 ปีแล้วคิดเป็นร้อยละ 28.11 รองลงมาคือกลุ่มตัวอย่างที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของตนเองประมาณ 1-3 ปี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 21.98 สำหรับระยะเวลาในการใช้ติดต่อพูดคุย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อพูดคุยเป็นระยะเวลาประมาณ 10-30 นาที โดยเฉลี่ยต่อหนึ่งครั้งคิดเป็นร้อยละ 32.69 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างประมาณหนึ่งในสี่ หรือคิดเป็นร้อยละ 25.55 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อพูดคุยเป็นระยะเวลาประมาณ 31-45 นาทีโดยเฉลี่ยต่อหนึ่งครั้ง โดยที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อพูดคุยติดต่อกันนานที่สุดในหนึ่งครั้งเป็นระยะเวลาประมาณ 60 นาทีซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30.40
      
        เรื่องที่กลุ่มตัวอย่างนิยมพูดคุยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่สูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ สนทนากันในเรื่องทั่วๆ ไป คิดเป็นร้อยละ 84.16 พูดคุยเรื่องการเรียน/การทำงาน คิดเป็นร้อยละ 79.3 และนัดเวลา/สถานที่พบกัน คิดเป็นร้อยละ 75.73 สำหรับกลุ่มบุคคลที่นิยมใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อพูดคุยนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เกือบหนึ่งในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 31.32 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อพูดคุยกับเพื่อนๆ มากที่สุด รองลงมาคือใช้ติดต่อพูดคุยกับแฟน/คนรักมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 24.36 ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 20.42 ใช้ติดต่อพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัว
       
        นอกจากนี้ กิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างนิยมทำผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่นอกเหนือจากการใช้ติดต่อพูดคุยสูงสุด 3 อันดับ คือ ส่งข้อความ/ภาพ/คลิป คิดเป็นร้อยละ 83.24 เล่นเกม คิดเป็นร้อยละ 79.95 และติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 76.74 โดยมีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 2.29 ที่ระบุว่าไม่ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทำกิจกรรมอื่นเลยนอกเหนือจากใช้ติดต่อพูดคุย
      
        สำหรับความคิดเห็นต่อผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น กลุ่มตัวอย่างระบุผลกระทบกับสุขภาพที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่สูงสุด 5 อันดับคือ มีอาการปวดหู/หูอื้อ/ความสามารถในการได้ยินลดลง คิดเป็นร้อยละ 78.57 มีอาการปวดข้อมือ/นิ้ว คิดเป็นร้อยละ 75.64 มีอาการปวดหัวไหล่/แขน คิดเป็นร้อยละ 70.97 มีอาการปวดหัว คิดเป็นร้อยละ 67.77 และอ่อนเพลีย/สมองไม่ปลอดโปร่ง คิดเป็นร้อยละ 62.45 
      
        ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างประมาณสองในสาม หรือคิดเป็นร้อยละ 68.41 และร้อยละ 68.5 ระบุว่าการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนไม่ได้ส่งผลให้ความใกล้ชิดกับครอบครัว และการพบปะกับเพื่อนฝูงนอกเหนือจากเวลาเรียนหรือการทำงานลดลง ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างเกือบหนึ่งในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 30.31 ยอมรับว่าการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันส่งผลให้ตนเองมีผลการเรียนหรือการทำงานโดยรวมแย่ลง ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 36.26 ระบุว่าทำให้ตนเองมีสมาธิในการเรียนหรือการทำงานลดลง และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 48.26 ยอมรับว่าการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันส่งผลให้ตนเองมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้น

ทุน แบบแปลกๆ ของมหาวิทยาลัยไทย

ปัจจุบันนี้หลายมหาวิทยาลัยใช้ทุนการศึกษาเพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน นักศึกษา บางทุนต้องการเด็กเก่ง บางทุนต้องการเด็กมีความสามารถ บางทุนต้องการเด็กหน้าตาดี!! บางทุนต้องการเด็ก ...........
- ทุนแบบปกติ เรียนฟรี หอพักเรียน มีค่าอาหาร
ทุนแบบนี้ส่วนใหญ่จะรับเด็กที่มีความสามารถทางด้านกีฬาและวิชาการ  
- ทุนเรียนฟรี มีงานทำ !!
ทุนนี้จะเป็นความร่วมมือของมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน ผมชอบนะครับเพราะเรียนฟรี และได้ฝึกงานมีเบี้ยงเลี้ยง  แต่ก็มีข้อผูกมัดว่าต้องทำงานให้ภาคเอกชนเพื่อใช้ทุนด้วย  ( ตอนใช้ทุนก็ได้เงินเดือนตามปกตินะ เหมือนแพทย์ ใช้ทุนครับ)
ปล.ที่มีของทุนนี้ผมมองว่ามีการแข่งขันในภาคธุรกิจค้าปลีกที่ขยายตัว และขาดแคลนแรงงาน  โดยภาคเอกชนนี้ไม่มีมหาวิทยาลัยของตัวเองก็ใช้ระบบให้ทุนและร่วมมือกับมหาวิทยาลัย  เยี่ยม ๆ
- ทุนสนับสนุนพิเศษ
ทุนนี้เข้าใจง่าย ได้ง่าย ถ้าคุณมาสมัคร+ลงทะเบียน ภายในวันที่ xxx จะได้รับเงิน xxxx   ทุนนี้น่าจะดีสำหรับคนที่ตัดสินใจจะเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้นแล้วนะ  แต่ถ้าน้องคนไหนยังอยากแอดมิชชั่นก็แนะนำไม่ต้องไปสมัคร ไว้หลังแอดไม่มีที่เรียนค่อยไปสมัครก็ได้แม้ไม่ได้ทุนก็ไม่เป็นไร
- ทุน หน้าตาดี !?
ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยไทยเลยก็ว่า  โดยมีการแจกทุนในปีการศึกษา 56  เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮามากในวงการศึกษาไทย  เพราะให้ทั้ง หอพัก ค่าเทอม ตั๋วหนัง Iphone Ipad ค่ามอไซต์ ถ่ายเอกสาร คอร์บำรุงผิว แถมสาหร่ายให้ทานฟรี  แต่ทุนนี้ให้แค่ 1 ปีเท่านั้น  ส่วนอีก 3 ปีก็ตัวใครตัวมันนะครับ   โดยเกณฑ์คัดเลือกไม่ต้องใช้ทั้ง GAT/PAT ONET หรือ GPAX  แต่จะคัดจากหน้าตาและบุคลิกาพ *0*     โดยส่วนตัวผมมองว่าเป็นทุนการตลาดโดยแท้ แต่ก็สร้างความฮือฮาได้อย่างมาก    ปล. ปี 57 นี้คงไม่มีทุนแบบนี้อีกแล้ว สงสัยโดนโจมตีเยอะ แหะ ๆ
- ทุน หัวคิว
ทุนนี้ต้องใช้ความสามารถหน่อยเพราะต้องพาคนรู้จักมาลงทะเบียนให้ได้ตามจำนวนที่มหาวิทยาลัยกำหนด ถ้าเป็นหลักสูตรนานาชาติก็จะได้ทุนมากกว่าภาคภาษาไทย   ชักไม่แน่ใจว่าแบบนี้ควรเรียกว่าทุนหรอ
สุดท้ายขอฝากถึงน้องๆ ที่ได้ทุนมหาวิทยาลัยต่าง ก็อยากให้ศึกษารายละเอียดให้ดีๆก่อนนะครับว่าต้องทำอะไร  หลายทุนจะกำหนดเลยว่าจะต้องช่วยงานมหาวิทยาลัย ต้องทำเกรด  โดยเรื่องเกรดนี่อาจจะทำให้เด็กทุนบางเครียดได้ เพราะเทอมไหนทำไม่ถึงโดนตัดทุน T_T

จัดอันดับ เลือกคณะแบบนี้เลย ไม่มีที่เรียน ไม่ติดแอดมิชชั่่น บร๊ะ !!


บทความนี้ขอยกกรณีตัวอย่าง เหตุการณ์ในอดีต ที่ทำให้เด็กแอด  Admissions ต้องน้ำตาตกกันมาแล้ว  หลายคนคะแนนดี แต่ไม่ติดแอดมิชั่น  หลายคนติดไปแล้วแต่ตกสัมภาษณ์

1. เลือกคณะ ที่คะแนนต่ำสุด !!!

หลายคนติดกับดัก คิดว่าเลือกคณะที่คะแนนต่ำๆ แล้วจะปลอดภัย ซึ่งไม่แปลกหรอกครับ เพราะสมัยผมอายุเท่าน้องผมก็คิดแบบนี้เหมือนกัน นั่งเปิด ระเบียบการมองหา คณะที่เรามีคะแนนมากกว่า ซึ่งในระเบียบการของ สอท เองนั้นมีคะแนนขั้นต่ำแค่ ปีล่าสุดแค่ 1 ปีเท่านั้น
ตัวอย่างจากหนังสือระเบียบการจะมีเพียง จำนวนรับ เกณฑ์คัดเลือก และคะแนนต่ำสุดเท่านั้น !!!  เรามาดูตัวอย่าง คะแนนต่ำๆ  
พวกคณะคะแนนต่ำเกินไปก็ต้องระวังไว้ เพราะเห็นคะแนนต่ำๆจะมีอาการใจตรงกัน แห่กันไปเลือก สุดท้ายน้ำตาตกไปตามๆกัน
คำแนะนำน้องๆควรจะดูข้อมูลอย่างรอบด้านนะครับ โดยสามาถให้คะแนนต่ำสุด คะแนนเฉลี่ย  ย้อนหลังสัก 3 ปี เพราะระบบ GAT-PAT เริ่มใช้มาตั้งแต่ ปี 53 54 55 56 นะครับ  โดยหาได้จาก เว็บไซต์  สอท นั่นเอง  หรือจะใช้คะแนนย้อนหลังที่มีขายตาม 7-11 ก็ได้นะครับ
ถ้าจะให้ง่ายและสะดวกขึ้น น้องๆสามารถใช้โปรแกรมคำนวนคะแนนของ เว็บไซต์การศึกษาต่างๆ เช่น ของ Dek-d หรือ ของ UniGang - http://unigang.com/UniCal ก็ได้นะครับ  เพราะจะมีข้อมูลเปรียบเทียบ แต่่น้องก็ควรจะโหลดของ สอท ไปดูซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
ปล. ใช้หลายๆที่นะเพราะบางครั้งเว็บไซต์อาจจะทำข้อมูลผิด โดยเฉพาะ unigang >.<

2. เลือกคณะที่ ยอดรับสมัครน้อยลง !

ยิ่งรับน้อยก็ยิ่งมีโอกาสทำให้คะแนนสูงขึ้น นะครับ  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด ของปีก่อนคือ วารสารศาสตร์ มธ   ซึ่งปี 56 เป็ยปีแรกที่แยกรับสมัคร GAT ล้วน  จาก 200 เหลือ เพียง 100 คน ทำให้คะแนนสูงขึ้น   22636.25  เป็น 23085.35  ทั้งที่ คะแนน GAT น่าจะเป็นขาลงครับ
ตัวอย่างที่ 2 ค่อนข้างซับซ้อน และไม่สามารถวิเคราะห์ได้แน่นอน  เช่น มหิดล มหาวิทยาลัยมหิดล อำนาจเจริญ สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คะแนนขึ้นจาก  15095.6 เป็น  16198.15  ทั้งที่คนสมัครก็ยอดลดลง  แต่ความจริงคือ
รับตามระเบียบการ  56   55  ก็รับ จำนวน 10 คนเท่ากัน  แต่่รับจริง
55  นั้นรับถึง 45 คน  แต่ ปี 56 นั้นรับจริง 10 คน
บอกได้เลยว่าถ้าเจอแบบนี้ก็ ซวย !!   ดังนั้นเราอาจจะต้องสมมุติไว้ก่อนว่า จำนวนรับสมัครจริง ปีก่อนจะมากขึ้นกว่าระเบียบการ   แต่ปีนี้เราอาจจะต้องคิดว่ามันเท่าระเบียบการจริงไว้ก่อน >..<
ซึ่ง- http://unigang.com/UniCal  มียอดจำนวนรับจริง ให้ดูนะครับ

3.เลือกคณะที่เปิดรับสมัครครั้งแรก

คณะที่เปิดรับสมัครเป็นครั้งแรก จริงทำให้ประเมินคะแนนยาก มีทั้งวิกฤต และ โอกาสมาพร้อมกัน
เพราะบางครั้งคะแนนก็ต่ำ แต่ะบางครั้งคะแนนก็สูงมาก !! 
ตัวอย่าง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรสถิติศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประกันภัย  จุฬาฯ 20386.2 คะแนนสูงใช่เล่น
 คณะเภสัชศาสตร์  ธรรมศาสตร์ 19215  คะแนนก็สูงปรี๋ดทั้งที่ค่าเทอมก็โหดนะ
แต่ที่คะแนนไม่สูงที่ผมเห็นในปี 56 นั้นคือ เชียงใหม่ คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ซึ่งมีคะแนนต่ำกว่า ครุศาสตร์ เชียงใหม่สาขาอื่นๆ อยู่เยอะเลยครับ

4.เลือกคณะโดยไม่ดู สถิติคะแนน GAT/PAT ,O-NET 

ถ้าถามว่า ปีนี้คะแนนจะขึ้นจะลง  ถามแบบนี้ตอบไม่ได้หรอกครับ ต้องระบุลงไปราย คณะเลยเพราะแต่ละคณะเกณฑ์คัดเลือกไม่เหมือนกัน แล้วเราต้องทราบ ด้วยว่าปีนี้คนสอบได้คะแนน  GAT/PAT ,O-NET ได้มากขึ้นหรือ น้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ  จากเหตุผลที่กว่ามา อาจจะทำให้หลายคนประเมินผิด
 
ปี 2557 นี่ก็น่าจะเป็นขาขึ้นของหลายๆ คณะเช่น ครุศาสตร์ PAT5 สูงมาก
และสาย บริหาร และมนุษย์ก็น่ากลัว เพราะ PAT1 คะแนนก็สูงเช่นกัน
 

5.เลือกคณะโดยไม่ดูคุณสมบัติ

- หลายคณะในสายวิทยศาสตร์สุขภาพ จะต้องมีการตรวจสุขภาพ เช่น ตาบอดสี  สายตาสั้น  หูตึง  โรคลมชัก ไตวายเรื่้อรัง
- บางสาขามีกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ เช่น  เภสัชจุฬา จะมีคะแนน O-NET ขั้นต่ำรายวิชาสูงกว่า 30 %
- เด็กสายศิลป์ หลายคนไปสอบ pat2 ไว้ และเลือก สาขาวิทยาศาสตร์ แม้จะเลือกได้ และอาจจะสอบติดด้วย แต่สุดท้ายก็จะไม่ผ่านรอบสัมภาษณ์นะครับ
- วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยีสาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (หลักสูตรนานาชาติ)  เชียงใหม่  วันสัมภาษณ์ต้องยื่นTOEFL 500 (Paper-based) หรือ 173 (Computer-based)หรือ IELTS Overall band 5.0ขึ้นไป
- ภาคอินเตอร์ทั้งหลาย จะมีการสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ด้วยนะครับ ถ้าพูดไม่ได้ ฟังไม่ออก อาจจะโดนปรับตกได้
- ภายภาพบำบัด ม.ธรรมศาสตร์ กำหนดส่วนสูงขั้นต่ำ ที่ 155 เซนติเมตร  !!
- ภาษาฝรั่งเศส ธรรมศาสตร์  ต้อเป็นเด็กศิลป์ภาษา -ฝรั่งเศษ ด้วยนะ
- บางสถาบันมีกำหนด gpa ขั้นต่ำด้วย นะ เช่น บูรพา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร จะต้องไม่ต่ำกว่า 2.00  มีโหดกว่านี้เช่น  คณะภูมิสารสนเทศศาสตร์  gpa ขั้นต่ำ 3.00
- พาณิชย์นาวี ต้องทดสอบร่างกายด้วยนะครับ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ดันพื้น   ปล มีคนรู้จักของผมเข้าไปเรียน ฝึกโหดกว่า รด เยอะนะครับ
- ต้องวิทย์สุขภาพ ต้องทำงานใช้ทุน 2 ปีด้วยนะครับ ไม่งั้นก็เสียค่าปรับ
- แล้วมีอีกรณี ถึงแม้จะเรียนสายวิทย์ แต่มีการกำหนดหน่วยกิตด้วยว่าต้องเก็บให้ครบเท่าไร มั้งงั้นก็โดนปรับตกสัมภาษณ์
ระเบียบการฉบับเต็ม ปี 2557 ยังไม่ออกนะครับ โดยสามารถซื้อแบบเป็นเล่มละ 100 บาท หรือจะรอโหลด ฟรีจากเว็บไซต์ cuas.or.th ก็ได้

6 เลือกคณะ โดยไม่ดูค่าเทอม !!!

พอรู้ว่าสอบติดแล้วหันมาดูค่าเทอม ไอ้หยะ โครตแพงเลย บางคนถึงแม้จะสอบติดไป แต่อาจจะต้องสละสิทธ์ในภายหลัง
ขอยกตัวอย่าง
- ธรรมศาสตร์  สถาปัตย์  57,585  บาท
- ธรรมศาสตร์ เภสัช  น่าจะประมาณ 50000 นะครับ ( กู้กยศ ได้เต็มนะครับ  )
- แม่ฟ้าหลวง  พยาบาล  30000 บาท
- บูรพา วิทยาลัยนานาชาติ สาขานิเทศศิลป์และการออกแบบ  110,000 บาท
- สภากาชาดิ เทอมละประมาณ 5 หมื่น นะครับ แต่มีทุนให้เต็มจำนวนทุกคน ดังนั้นไม่ต้องกลัว
- เชียงใหม่ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี   35000 บาท
- เชียงใหม่ สถาปัตย์  28,000 บาท
- ขอนแก่น : วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น  28,000 บาท

ุ7. เลือกคณะไปแล้ว แต่ลืมจ่ายเงิน !!!

อย่าคิดว่าจะไม่เกิดขึ้นนะครับ  ขอยกกรณีตัวอย่างจากปีก่อนเลยครับ