วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แนะแนว เตรียมสอบ รับตรง โควตา Admissions 58,59 มารู้จัก GAT/PAT,O-NET,9 วิชาสามัญ,เครียร์ริ่งเฮ้าส์ คืออะไร !!?


ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาประจำปีการศึกษา 58,59 หลัก ๆ จะมี 2 วิธีดังนี้
 รับตรง โควตา โดยใช้ผลของคะแนน สอบตรง โควตา + 9 วิชาสามัญ + GAT/PAT + O-NET + GPAX  ตามเกณฑ์ของแต่ละสถานบันกำหนด  
 Admsisions กลาง โดยใช้ผลของคะแนน  GAT/PAT + O-NET + GPAX
         ( ไม่ใช้วิชาสามัญ 9 วิชานะครับ  และ Admissions กลาง GPAX ที่นำมาคิดจะไม่ใช้ O-NET มาถ่วงน้ำหนักจ้า )  
ตัวอย่างเกณฑ์ คัดเลือก Admissions กลาง
ตัวอย่างระเบียบการ Admisisons กลาง 2558  อันนี้แนะนำเลย !! จะได้รู้เกณฑ์คัดเลือกว่าต้องสอบวิชาอะไรบ้าง

ปล. สอบถามเกณฑ์คัดเลือก 2559 ไปที่ สอท พี่เค้าบอกว่าเหมือน 58 ครับ
 รับตรง โควตา ของแต่ละสถาบันจะเป็นคนกำหนดสัดส่วนการใช้คะแนนเองนะครับ เช่น
ธรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ และ รัฐศาสตร์ ใช้ระบบสอบตรง
จุฬา คณะวิศวะใช้  GPAX+ GAT+ PAT1 + PAT3
จุฬา คณะอักษรศษสตร์  GPAX +PAT7 + วิชาสามัญ :ไทย สังคม อังกฤษ
มหิดล  7 วิชาสามัญ : ไทย สังคม อังกฤษ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ
เกษตรศาสตร์ ใช้ :  GAT/PAT + 9 วิชาสามัญ
ถ้าสอบติดรับตรง ของ ม.สถาบันรัฐ  กสพท จะโดนส่งชื่อตัดสิทธ์ Admissions กลาง
ราชภัฎ เอกชน ราชมงคล  สอบติดจะไม่เสียสิทธิ Admissions กลางครับ
ระบบเคลียร์ริ่งเฮาส์ หรือศูนย์ประสานงานรับตรง ที่จะคอยรับรายชื่อของเด็กที่สอบติดรับตรงและโควตาของสถาบัน รัฐต่างๆที่เข้าร่วม ถ้าน้องท่านใดสอบติดมากกว่า 1 สถาบัน จะเลือกได้เพียง 1 สถาบัน หลังจากน้องๆมายืนยันสิทธ์ในระบบ เคลียร์ริ่งเฮ้า /// ถ้าไม่ยืนยันสิทธ์ถือว่าสละสิทธ์ แอดกลางได้จ้า
รายชื่อมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมในโครงการรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ (Clearinghouse)
ปี 2559 ยังไม่ประกาศนะครับ อันนี้เป็นข้อมูลเก่าจากปี 58
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น    (ไม่เข้าร่วม)
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยทักษิณ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
พระจอมเกล้าพระนครเหนือ 
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยนครพนม
มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร  (ไม่เข้าร่วม)
มหาวิทยาลัยพะเยา (ไม่เข้าร่วม)
มหาวิทยาลัยมหิดล
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มหาวิทยาลัยศิลปากร 
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
กสพท
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิวาช  เกื้อการุณย์  (ไม่เข้าร่วม)
วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์   (ไม่เข้าร่วม)
วิทยาลัยพยาบาลทหารบก ทหารอากาศ ทหารเรือ และตำรวจ   (ไม่เข้าร่วม)
วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย
สถาบันพระบรมราชชนก   (ไม่เข้าร่วม)
+ แม้บางสถาบันจะไม่เข้าร่วม เครียร์ริ้งเฮ้า แต่ก็ตัด Admissions กลางนะครับ  
+ สถาบันพระบรมราชนก ไม่ตัดแอด
+ ราชภัฏ ราชมงคล เอกชน ไม่ตัดแอด
+ เกื้อการุณย์ ไม่ตัดแอด
+ วิทยาลัยพยาบาล ทหาร ตำรวจ ไม่ตัดแอด
+ ภาคพิเศษ ของ ม.รัฐบาล ไม่ตัดแอด
+ นานาชาติ ม.รัฐ ไม่ตัดแอด
+ ยังไงก็ให้ดระเบียบการเป็นหลักอ่านให้ระเอียดนะครับ
+ แม้จะเป็น ม.รัฐ โครงการปกติ ไม่ตัดแอดกลางก็มีนะครับ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของช่วงเวลาการรับสมัครที่คาบเกี่ยว ส่งรายชื่อตัดสิทธ์ไม่ทัน

การสอบคัดเลือกระดับชาติ : GAT/PAT  O-NET และ วิชาสามัญ
GAT/PAT  จัดสอบปีละ 2 ครั้ง เก็บคะแนนใช้ได้ 2 ปี
ความถนัดทั่วไป (GAT : General Aptitude Test)
คือ การวัดศักยภาพในการเรียนในมหาวิทยาลัยให้ประสบความสำเร็จ แยกได้ 2 ส่วน คือ 
1. ความสามารถในการอ่าน เขียน คิดวิเคราะห์ และแก้โจทย์ปัญหา 50 %             
2. ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ 50 %
 
ความถนัดทางวิชาชีพและวิชาการ (PAT :Professional and Academic Aptitude Test)
คือ ความรู้ที่เป็นพื้นฐานที่จะเรียนต่อในวิชาชีพนั้น ๆ กับศักยภาพที่จะเรียนในวิชาชีพนั้น ๆให้ประสบความสำเร็จ มี 7 ประเภท คือ
1.  PAT 1 ความถนัดทางคณิตศาสตร์
2. PAT 2 ความถนัดทางวิทยาศาสตร์
3. PAT 3 ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์
4. PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์             
5. PAT 5 ความถนัดทางวิชาชีพครู             
6. PAT 6 ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์             
7. PAT 7 ความถนัดทางภาษาต่างประเทศ
           PAT 7.1 ภาษาฝรั่งเศส
           PAT 7.2  ภาษาเยอรมัน
           PAT 7.3  ภาษาญี่ปุ่น
           PAT 7.4  ภาษาจีน
           PAT 7.5  ภาษาอาหรับ
           PAT 7.6  ภาษาบาลี
GAT/PAT เราต้องสอบวิชาอะไรบ้าง 
 ถ้าใน Admissions กลาง ตามเอกสาร 2 ชุดนี้นะครับ
 ตัวอย่างเกณฑ์ คัดเลือก Admissions กลาง
ตัวอย่างระเบียบการ Admisisons กลาง 2558

+ จะเห็นหลายคณะในสายสังคมของ ของม.เกษตรศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จะใช้ PAT7 ด้วย แต่ถ้าเด็กสายวิทย์ที่สอบ PAT1 นั้น ใน Admissions คะแนนจะสู้สายภาษาไม่ได้เพราะคะแนน PAT1 ยากครับ หลายคนเลยไปสอบ PAT 7.6 ภาษาบาลี นั่นเอง  หลายคนสามารถทำคะแนนได้ดีกว่า PAT1 คณิตศาสตร์เยอะมากนะครับ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสอบติดของเรา

+ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นอะไรที่แปลกนิดนึง ถ้าระบบรับตรง หลายสถาบันจะใช้ PAT1 แต่ แอดกลางจะใช้ PAT2 ดังนั้นน้องๆต้องสอบ GAT PAT1 PAT2 PAT3   ยากเรียนวิศวะนี่มันเหนื่อยจริงๆ

+ คณะทันตแพทยศาสตร์ ใช้ PAT1 ด้วยนะครับ >..<

+ คณะเภสัชศาสตร์ บางสถาบันรับตรงจะใช้ PAT1 ด้วยเช่น  ตัวอย่างระเบียบการรับตรงเภสัชศาสตร์ 

+ คณะพยาบาล รับตรงบางสถาบันเช่น สภากาชาดไทย ใช้ PAT1 ตัวอย่างระเบียบการรับตรงสภากาชาดไทย

+ ครุศาสตร์ แต่ละสถาบันอาจจะใช้เกณฑ์คัดเลือกไม่เหมือนกันนะครับ บางสถาบันใช้ PAT5 อย่าง เดียว บางสถาบันใช้ PAT5 + PAT1/PAT2/PAT7 เป็นต้น

+ GAT/PAT มีการสอบ 2 รอบแต่ผมคิดว่ารอบแรกสำคัญที่สุด เพราะคะแนนสูงก็ติดรับตรงเลย ไม่ต้องมาลุ้น Admissions กลาง และยิ่งคะแนนดีในรอบแรกขวัญกำลังใจมา ไม่เครียด

+ GAT เป็นวิชาที่สำคัญที่สุดเพราะทุกคณะต้องใช้ในแอดกลาง  และเป็นวิชาที่ทำคะแนนได้สูงที่สุด โดยเฉพาะ GAT เชื่อมโยง นั้นข้อสอบไม่ยาก ใช้เวลาสั้นในการฝึก แค่ 1 สัปดาห์ก็สามารถทำคะแนนเต็มได้ เพราะข้อสอบไม่ใช้ความจำ ใช้แค่ความเข้าใจ ตามหลัก ค.ว.ย 55+  คิด วิเคราะห์ แยกแยะ อิอิ  ในส่วนของ GAT เชื่อมโยง 150 เป้าหมายของน้องๆ คือ 100 ขึ้นไปนะครับ แต่ใครเน้นติด จุฬา มหิดล ธรรมศาสตร์  ขอ 145+ เลย 

+  เนื้อหาข้อสอบ GAT/PAT อิอิ อันนี้ได้ยินมาวันตอนไปประชุมแถลงข่าวแอดกลาง ได้ยินมาว่า การสอบ GAT/PAT รอบที่ 1 นั้นเค้าจะเน้นเนื้อหา 5 เทอม !!?  รอบที่ 2 ถึงจะครอบคลุมทั้ง 6 เทอม ไอ้หยะ !!

+ การวางแผนสมัครสอบแจ้งให้ทราบว่าควรสมัครสอบ ทุกวิชาที่ต้องใช้ทั้งรอบ 1 และ 2 เพราะความยากง่ายของข้อสอบไม่เท่ากัน เช่น ปี 2/58 ข้อสอบ PAT2 คะแนนสูงกว่า รอบ1/58 มากมาย  ดังนั้นน้องควรจะสอบทุกวิชาที่จำเป็น
รับสมัครสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2559 วันที่ 1-20 กันยายน 2558
กำหนดการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2559 วันที่ 29 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2558
ประกาศผลการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2559 วันที่ 12 มกราคม 2559

รับสมัคร GAT/PAT ครั้งที่ 2/2559 วันที่ 6-25 มกราคม 2559
กำหนดการสอบ GAT/PAT ครั้งที่2/2559 วันที่ 5-8 มีนาคม 2559
ประกาศผลการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/2559 วันที่ 12เมษายน 2559


9 วิชาสามัญ จัดสอบปีละ 1 ครั้ง เก็บคะแนนได้เพียง 1 ปีเท่านั้น !!
รับสมัครสอบ 9 วิชาสามัญ วันที่ 1-20 ตุลาคม 2558
กำหนดการสอบ 9 วิชาสามัญ วันที่ 26-27 ธันวาคม 2558
ประกาศผลการสอบ 9 วิชาสามัญ วันที่ 8กุมภาพันธ์ 2559
ปีการศึกษา 59 (สอบ 26-27 ธันวาคม 2558) จะมีการจัดสอบถึง 9 วิชาจากในอดีต จัดสอบเพียง 7 วิชาเท่านั้น >.<
-  คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษาฯ 
- 
 และ อีก 2 วิชาที่เพิ่มขึ้นมา วิชาคณิตศาสตร์ทั่วไป และวิทยาศาสตร์ทั่วไป   ผมเดาว่าน่าจะเน้นของสายศิลป์ เป็นหลัก
9 วิชาสามัญ ต้องสอบอะไรบ้าง
ต้องแจ้งให้ทราบว่า วิชาสามัญนั้นใช้เฉพาะรับตรง โควตา เท่านั้นไม่ได้ใน Admissions กลาง นะครับ  โดยเชื่อว่าปีการศึกษา 2559 นี้หลายสถาบันจะหันมาใช้ วิชาสามัญมากขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นได้จากระเบียบการเก่านะครับ
ปีนี้เพิ่มเป็น 9 วิชาสามัญ เป็นครั้งแรกดังนั้นเกณฑ์คัดเลือกของหลายสถาบันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือ แยกสาขารับมากกขึ้น
+สายวิทย์คงไม่มีปัญหาอะไรเพราะต้องเตรียมสอบทุกวิชา อยุ่แล้ว
แต่สายศิลป์นี่สิครับ วิชาหลักๆ ยังคงเป็น ไทย สังคม อังกฤษ  และ น่าจะเป็น วิชาคณิตศาสตร์ทั่วไป และวิทยาศาสตร์ทั่วไป 
ยังไงก็รออีกไม่นานผมเชื่อว่าเกณฑ์คัดเลือกของหลายๆมหาวิทยาลัยน่าจะทยอยออกมาครับ

ตัวอย่างข้อสอบเก่า
 ปี 2555  
 วิชา55เฉลย
1ไทย
2สังคม
3อังกฤษ
4คณิตศาสตร์
5ฟิสิกส์
6เคมี
7ชีวะ

 ปี 2556  
 วิชา56เฉลย
1ไทย 
2สังคม 
3อังกฤษ
4คณิตศาสตร์
5ฟิสิกส์
6เคมี 
7ชีวะ 

 ปี 2557  
 วิชา57เฉลย
1ไทย
2สังคม
3อังกฤษ
4คณิตศาสตร์
5ฟิสิกส์ 
6เคมี
7ชีวะ 

O-NET  โอเน็ตสอบครั้งเดียว ใช้ได้ตลอดชีวิต !!
เป็นวิชาบังคัมที่ ม.6 ทุกคนจะต้องสอบ โดยไม่ต้องสมัคร เพราะทางโรงเรียนจะดำเนินการสมัครให้ครับ แต่น้องๆ ที่เทียบเท่า เช่น กศน. หรือ ปวช อันนี้ต้องสมัครเอง ในช่วงเดือน พฤษศจิกายน (เรียกปี ตาม ปีการศึกษา ของมัถยมศึกษา แต่ การรับตรงเรียก 2559 เพราะเรียกตาม ปีการศึกษาที่น้องจะได้เรียนตอนเข้ามหาวิทยาลัย)
สอบ O-Net ปีการศึกษา 2558 วันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ 2559
ประกาศผลการสอบ O-Net ปีการศึกษา 2559 วันที่ 21 มีนาคม 2559
O – NET คือ แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน เป็นการวัดผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดสอบ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ 
1. ภาษาไทย
2. สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
3. ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
4. คณิตศาสตร์
5. วิทยาศาสตร์
ปีนี้ ได้มีการลดการสอบ จาก  8 วิชา เหลือ 5 วิชา ตัดพวก สุขศึกษา ศิลปะ การงานและอาชีพ
+ O-NET ได้มีการนำมาใช้ถ่วงน้ำหนัก เกรดเฉลี่ย แต่ ใน Admissions หรือ รับตรง ของหลายๆสถาบันใช้เกรดเฉลี่ยสะสมที่เป็นคะแนนดิบ ไม่ได้คิดจากถ่วงน้ำหนัก O-NET
+ O-NET ห้ามขาดสอบแม้แต่วิชาเดียว ไม่งั้นจะทำให้ คุณสมบัติไม่ครบ ไม่สามารถแอดกลางได้
เกร็ดน่ารู้ ระบบรับตรง โควตา
+ รับตรง กับ โควตา คือระบบคัดเลือกนักศึกษาเหมือนกันนะครับ

+ โควตา อาจจะมีแตกต่างคือจะมีการระบุคุณสมบัติเพิ่มเติม เช่น จังหวัดที่ศึกษา , ความสามารถพิเศษ , ประกวด เป็นต้น

+ น้องๆสามารถสมัคร ได้ ทุกสถาบันแม้จะสอบติดสถาบันใดสถาบันหนึ่งไปแล้ว   รับตรงของแต่ละสถาบันจะไม่ตัดสิทธ์กันเพราะไม่มีระบบตรวจสอบ >.< แต่จะมีระบบ เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ ใน เดือน เมษา-พฤษภา ของปี 59 น้องจะเลือกได้เพียง 1 สถาบัน

+ รับตรง บางสถาบันอาจจะมีกำหนด ถ้าสอบติดรับตรงของ สถาบัน A ไปแล้ว จะไม่สามารถสมัครรับตรงโครงการอื่นๆของสถาบัน A ได้อีก

+ รับตรง ไม่จำเป็นต้องสมัครทุกสถาบันนะครับ เอาแค่สถาบันที่ชอบพอแล้ว

+ รับตรง การสัมภาษณ์ มีผลต่อการคัดเลือกบ้าง หลักๆ ยังจะอยุ่ที่คะแนนสอบ

+ รับตรง บางสถาบันเปิดหลายรอบเหมือนเกิน -*-

+ รับตรง สถาบันที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ จะมีทั้งรอบรับตรงโควตาจังหวัด และ รับตรงทั่วประเทศ

+ การสอบติด รับตรงเร็วๆ อาจจะไม่เป็นผลดีเสมอไป เพราะจะทำให้รู้สึกปลอดภัย ขาดความมุ่งมั่น ประหมาด ทั้งทีความสามารถเราไปได้ไกลกว่านั้น ควรตั้งเป้าหมายให้สูงไว้ก่อน

+ ย้ำว่า GAT/PAT รอบแรกสำคัญมากเพราสามารถใช้ได้ทั้งรอบรับตรง และ แอดกลาง

+ ข้อดีของการสอบตรงเยอะ แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่จะทำให้เราตื่นตัว รู้จุดอ่อนของตัวเอง

+ ปัญหาหลักของน้องๆส่วนใหญ่อาจจะไม่ใช่เรื่องการสอบ แต่เป็นเรื่องไม่รู้จะเรียนอะไรดี ให้หาข้อมูลเยอะๆ ไม่ใช่แค่ถามว่าเราอยากเรียนอะไร คณะอะไร ต้องถามคำถามต่อไปว่าอยากทำงานแบบไหน 

+ มั่นติดตามข่าวสารอยุ่เสมอ แวะเข้า unigang ด้วยนะฮาฮา

+ น้องๆคนไหนที่ฐานการเงินไม่ได้มีพอมีพอใช้ อาจจะต้องวางแผนค่าใช้จ่ายให้ดี จำกัดเฉพาะโครงการที่น่าสนใจ  อย่าไปสมัครมั่วเยอะ โดยเฉพาะการสอบตรง มันมีใครใชจ่ายอื่นๆอีก ทั้งค่าเดินทาง ค่าทีพัก พยายามคุมค่าใช้จ่ายให้ดี ยิ่งถ้าสอบติดต้องมีนัดสัมภาษณ์ อีกถ้าสัมภาษณ์แล้วเราเกิดไม่อยากได้ก็เสียตังฟรี  ถึงยังไงก็ยังมีรอบแอดมิชชั่นกลาง ขอให้คะแนนเราพร้อม โอกาสติด ม.ดังๆยังมี

+ สอบติดรับตรงไปแล้ว บางสถาบันจะใช้วิธีให้เราชำระเงิน !! เพื่อยืนยันสิทธ์ เลย บางคนก็ยอมเสียเงินหลักพัน ถึงหลักหมื่นเพื่อรักษาสิทธ์ แต่สุดท้ายไปติดสถาบันที่ชอบมากกว่า โดยยอมเสียเงินค่ายืนยันสิทธ์ ทำใจ
+ 
ตัวอย่างระเบียบการรับตรง จุฬา 58
ตัวอย่างระเบียบการรับตรง ธรรมศาสตร์ 58
ตัวอย่างระเบียบการรับตรง เกษตรศาสตร์ 58
ตัวอย่างระเบียบการรับตรง ม.มหิดล 58
ตัวอย่างระเบียบการรับตรง ม.มศว 58
ตัวอย่างระเบียบการรับตรงทั่วประเทศ ม.บูรพา 58
ตัวอย่างระเบียบการรับตรงโควตาภาคเหนือ ม.เชียงใหม่ 58
ตัวอย่างระเบียบการรับตรงรับตรงทั่วประเทศ โควตาเรียนดี ม.เชียงใหม่ 58

สรุปปฎิทินสอบ 2559
*58 คือข้อมูลของปีการศึกษา 2558 นะครับ ปี 59 ยังไม่ประกาศ
- จะเห็นได้ว่าน้องๆ จะต้องเริ่มสอบใหญ่ ปลายเดือน ตุลาคม หลังจากนั้นการสอบจะเริ่มมาเรื่อยๆ >..<
- ตอนนี้เหลือเวลาแค่ 5 เดือนเท่านั้นก่อนสอบ GA/PAT 1/2559
- หลายมหาวิทยาลัยใช้ยื่นคะแนนมากขึ้นนะครับ  เมื่อนก่อน มศว เป็นสอบตรง ตั้งแต่ 58 เปลี่ยนเป็นยื่นคะแนนแล้ว

รับตรง รอบที่ 2 วิศวกรรมการบินและนักบินพาณิชย์ ลาดกระบัง 2558 เปิดรับถึง 10 มิ.ย.นี้

เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี
แบบรับตรง คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรวิศวกรรมการบินและนักบินพาณิชย์

สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ประจำปีการศึกษา 2558 เปิดรับสมัครถึง10 มิถุนายน 2558
 

รับตรง รอบ 2 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มศว 58 เปิดรับ 1-20 มิ.ย. นี้

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความประสงค์จะรับสมัครบุคคล
เพื่อสอบคัดเลือกเข้าเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี 
ประจำปีการศึกษา 2558 ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 - 20 มิถุนายน 2558
โดยใช้ผลสอบ GAT/PAT ประจำปีการศึกษา 2558 และ/หรือ ผลสอบ วิชาสามัญ ประจำปีการศึกษา 2558

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

“เส้นลายมือ” เผยความลับของชีวิตเราได้…ไม่เชื่อลอง!

เพลงที่เราฟัง อาหารที่เราชอบ บางครั้งก็บ่งบอกความเป็นตัวเราได้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่บอกตัวตนเราได้ดีไม่แพ้กัน อยู่ในฝ่ามือของเราเอง นั่นคือ “เส้นลายมือ” เส้นลายมือ 4 เส้นที่สามารถเผยความลับต่างๆ ของชีวิตเราได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งศาสตร์ของการอ่านลายนิ้วมือนี้เรียกว่า “Palmistry” โดยเป็นศาสตร์ที่มีการศึกษา และใช้กันมาเนิ่นนานในแถบเอเชีย เปอร์เซีย อิสราเอล บาบิโลเนีย ซึ่งความสำคัญของมันนั้น แม้แต่อริสโตเติลยังเคยกล่าวว่า “ลายมือของคนเรานั้น ไม่ได้ถูกขีดเขียนลงบนฝ่ามือมนุษย์โดยปราศจากเหตุผลหรอก”
และที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์นั้น ก็มีบุคคลสำคัญหลากหลายท่านที่หลงใหลในสเน่ห์ของการอ่านเส้นลายมือ อย่างเช่นโธมัส เอดิสัน มาร์ก ทเวน และโกรวเวอร์ คลีฟแลนด์ ที่ชื่นชอบการอ่านลายนิ้วมือจากปรมาจารย์อย่าง Cheiro ที่อินเดียนั่นเอง
 
ถ้าหากคุณเริ่มสนใจแล้ว เรามาดูกันว่าการอ่าน “เส้นลายมือ” ขั้นต้น เป็นอย่างไรบ้าง
อย่างแรก ก้มลงดูมือของตัวคุณเอง ทั้งสองข้างเทียบกัน หากต่างกันระหว่างสองมือ แสดงว่าคุณทำงานอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของตัวคุณเอง ขอให้คุณเลือกดูที่มือที่คุณถนัด หรือมือที่คุณใช้เขียนหนังสือแทน
1
Maya Borenstein for LittleThings
 
เมื่อเลือกมือที่ถนัดได้แล้ว เรามาดูกันเลยว่า เส้น 4 เส้น ที่เป็นเส้น หัวใจ เส้นสมอง เส้นชีวิต และเส่นดวงชะตา อยู่ตรงไหน ซึ่งดูเทียบตามภาพได้เลย จำไว้นิดนึงก่อนว่า เส้นในแนวนอน เวลาอ่าน ให้ยึดทางด้านของนิ้วโป้ง เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นเสมอ
2
Maya Borenstein for LittleThings
มาเริ่มกันที่เส้นหัวใจก่อนเลย
3
Maya Borenstein for LittleThings
ถ้า…
1.ปลายด้านหนึงอยู่ข้างมือ อีกด้านอยู่ที่นิ้วชี้ คุณมีความสุขกับชีวิตรักดี
2.ปลายด้านหนึงอยู่ข้างมือ อีกด้านอยู่ที่นิ้วกลาง คุณเป็นคนเห็นแก่ตัว เมื่อถึงเรื่องของความรัก
3.ปลายด้านหนึงอยู่ข้างมือ อีกด้านอยู่ที่ระหว่างนิ้วกลางกับนิ้วนาง คุณตกหลุมรักง่าย
4.เส้นสั้นและตรง คุณไม่สนใจเรื่องความรักและเรื่องโรแมนติก
5.อยู่ใกล้นิ้ว คุณเป็นคนมีความปรารถนาเรื่องความรักสูงและขี้หึง
6.ยางตั้งแต่ข้างมือด้านหนึ่งจรดอีกด้านหนึ่ง อารมณ์รุนแรงเมื่อมีความรัก
7.แตะกับเส้นชีวิต คุณจะโดนหักอกได้ง่าย
8.โค้งเข้ามานิ้วชี้ เป็นคนชอบแสดงออกทางความรัก
9.ตรงขนานกับเส้นสมอง คุณจะควบคุมอารมณ์ได้ดี
10.โค้งงอเป็นคลื่น คุณเป็นคนมีคนรักมาก แต่ไม่จริงจังกับใครเลย
11.มีช่องว่าง คุณเคยผ่านการอกหักมาก่อน
12.มีเส้นสั้นๆ ข้ามผ่านเส้นหัวใจ คุณเป็นคนตาไว มีปัญหาในการรักษาความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์
เลื่อนลงมานิด เป็นอีกเส้นนอน ที่อยู่ใต้เส้นหัวใจ นี่คือเส้นสมอง
4
Maya Borenstein for LittleThings
ถ้า…
1.สั้น แสดงว่า คุณต้องการความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม มากกว่าทางจิตใจ
2.ตรง ยาวข้ามจากมือด้านหนึ่งไปยังอีกด้าน คุณเป็นคนมีเหตุผล มีตรรกะ
3.โค้งงอ ซิกแซก ไม่ตรง เป็นคนไม่สมาธิสั้น ไม่ค่อยโฟกัสกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานๆ
4.โค้งลงด้านล่าง มายังทางข้อมือ คุณเป็นคนสร้างสรรค์ ไว้ในคน
5.เส้นแยกออกจากเส้นชีวิต คือคุณต้องการความผจญภัย และมีความกระตือรือร้นเกี่ยวกับชีวิต
6.มีวงกลมบนเส้น คือคุณเคยประสบกับวิกฤติทางอารมณ์
7.มีเส้นข้ามเยอะ คือคุณมีเรื่องที่ตัดสินใจครั้งใหญ่
 
คราวนี้เส้นชีวิต คือเส้นแนวตั้งที่อยู่ด้านใกล้นิ้วโป้ง ซึ่งบอกก่อนว่า เส้นนี้ไม่ได้บอกว่าคุณจะอายุยืนเท่าไหร่นะ ไม่เกี่ยวเลย
5
Maya Borenstein for LittleThings
ถ้า…
1.เส้นหนาและลงลึก คุณมีความโหยหาในการใช้ชีวิตให้คุ้ม และพัฒนาตนให้ถึงขีดสุดความสามารถ
2.เส้นตื้นบาง คือคุณไม่ค่อยมีความทะเยอทะยานในชีวิต
3.เส้นโค้งงอ คือ คุณเป็นคนที่แข็งแรง
4.เส้นตรง คือคุณเป็นคนที่ระมัดระวังมากเมื่อก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์ครั้งใหม่
5.เส้นขาด คุณเคยเปลี่ยนไลฟ์สไตล์แบบกระทันหัน
6.มีวงกลม คือคุณเคยเข้าโรงพยาบาล หรือบาดเจ็บ
7.มีเส้นชีวิตมากกว่าหนึ่งเส้น คือ คุณเป็นคนที่มีชีวิตชีวา
เส้นสุดท้ายคือ เส้นโชคชะตา คือเส้นในแนวนอนเส้นยาว ที่ยาวไปถึงตรงกลางของมือเลยทีเดียว
6
Maya Borenstein for LittleThings
 
ถ้า….
1.เส้นตรงและชัด คือเป็นคนมีการงานชัดเจน มั่นคง
2.เส้นอ่อนบาง คือคุณไม่พอใจกับงานของคุณ
3.มีเส้นแตกออกมาจากเส้นหลัก คุณมีจุดเริ่ม จุดเปลี่ยนในชีวิตการงานหลายครั้ง
4.มันเริ่ม และแตกออกจากเส้นชีวิต คือคุณสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง ไฟแรง
5.ไปรวมกับเส้นชีวิตตรงกลาง คุณจะถึงจุดหนึ่งที่ต้องเสียสละเพื่อคนอื่น
6.เริ่มจากฐานของนิ้วโป้ง และไปตัดกับเส้นชีวิต คุณมีเพื่อนและครอบครัวสนับสนุนอย่างดี
ตรงหรือเปล่าล่ะ? ถ้าอ่านแล้วชอบ ก็อย่าลืมแบ่งปันให้เพื่อนๆ คุณดูด้วยนะ แชร์เลย!

เทคนิคการเตรียมตัวสอบ ผู้สอบผ่าน ผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ จากเด็ก ม.ปลายเกรดไม่ถึง 2.00 แอดก็ไม่ติด !!

 
...จากประสบการณ์เตรียมสอบสนามใหญ่ โดย...คุณ อภิรัฐ บุญทอง (Apirath Boonthong) ผู้สอบผ่านข้อเขียนผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามใหญ่) สนามล่าสุด 1 ใน 15 คน!!!

        ทักทาย 
        หลังจากผลการสอบข้อเขียนในการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามใหญ่ ๒๕๕๕ ที่สอบผ่าน ๑๕ คนและการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยสนามใหญ่ ๒๕๕๕ ที่สอบผ่าน ๘๗ คน ประกาศลงอินเตอร์เน็ตแล้วปรากฏว่ามีชื่อผม นอกจากเสียงชื่นชมยินดีของพี่ๆเพื่อนๆและน้องๆที่มีไมตรีต่อผมอย่างมากมายนั้น ก็ยังมีคำถามจากหลายต่อหลายท่านอีกว่าผมเตรียมตัวอย่างไรจึงสามารถสอบผ่านได้ทั้งสองสนาม
 
 
 
 
 
 
 
 
ซ้ำยังยุแกมบังคับให้ผมเขียนบทความขึ้นเพื่อเป็นการแนะแนวทางการเตรียมตัวสอบ ซึ่งผมก็ได้บอกเลี่ยงไปเพราะผมรู้ตัวเองดีว่าผมไม่มีความสามารถมากพอที่จะไปแนะนำใครได้ แต่กระนั้นก็ยังมีเพื่อนๆอีกหลายคนถามและขอให้ผมถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ผมจึงตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อตอบคำถามของเพื่อนๆ แต่ผมไม่ถือว่าเป็นการสอนหรือแนะนำใครนะครับ ผมขอถือว่าเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ให้กันและกันจะดีกว่า
 

       ผมขอออกตัวไว้ในที่ตรงนี้ก่อนเลยว่าผมเองนั้นไม่ใช่คนเก่งหรือมีสมองดีกว่าคนอื่นๆ ซึ่งผมขอยืนยันนั่งยันและนอนยันว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะหลักฐานทางทะเบียนการศึกษาในอดีตนั้นสามารถยืนยันได้ว่าผมเป็นคนหัวไม่ดี สมัยเรียนมัธยมต้นตลอดถึงมัธยมปลายที่โรงเรียนนครสวรรค์นั้นแต่ละภาคการศึกษาเกรดเฉลี่ยผมไม่เคยถึง ๒.๐๐ จบม.ปลายก็สอบเอ็นทรานซ์ไม่ติด จึงไปเรียนนิติศาสตร์ที่รามคำแหงซึ่งก็เรียนจบมาแบบโนเนมเกรดเฉลี่ย ๒.๗๖ ไม่ได้มีเกียรตินิยมอะไรพ่วงท้ายมาด้วย มาเรียนเนติบัณฑิตก็ใช้เวลาตั้ง ๒ ปีแถมได้ลำดับกลางๆไม่ได้ติดท๊อบเท็นอะไรอย่างคนอื่นเขา สอบผู้ช่วยฯผมต้องใช้ความพยายามถึง ๔ ครั้ง สอบอัยการฯต้องใช้ความพยายามถึง ๒ ครั้งกว่าจะสอบติด ทุกครั้งที่สอบตกผมมีน้ำตาเกือบทุกครั้งจนทำให้ผมนึกถึงคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่สอบอัยการได้ไปแล้วเมื่อปี ๒๕๔๓ ว่า “ถ้าเปรียบการสอบเป็นการรบ ก็เป็นนักรบที่แผลเต็มตัว” เห็นได้ว่าคนเก่งกว่าผมมีอีกมากมายเหลือเกิน แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจมากเหลือเกินว่าผมมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน นั่นคือความอดทนอดกลั้นต่อความเสียใจและความพยายามต่อสู้กับความท้อแท้มาตลอด ดังนั้นการเขียนของผมครั้งนี้ขอถือว่าเป็นการให้กำลังใจต่อคนที่ผิดหวังในการสอบไม่ว่าจะสนามใดก็ตามขอให้มีกำลังใจต่อสู้และพยายามต่อไป ผมเคยได้รับคำปลอบใจเมื่อเกิดความผิดหวังจากพี่ๆที่ผมเคารพรักว่า “ชัยชนะนั้นได้มาโดยการที่เราไม่เคยยอมแพ้” “ความพยายามอาจไม่ประสบผลสำเร็จไปทุกครั้ง แต่ความสำเร็จต้องผ่านความพยายามมาแล้วทุกครั้ง” ถ้อยคำเหล่านี้ผมขอส่งต่อไปถึงทุกคนที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงด้วยครับ
สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ของผมที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง ขอให้อ่านอย่างระมัดระวัง ผมจะพยายามเขียนอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อยากให้ทุกท่านเข้าใจว่าการเตรียมตัวสอบของแต่ละคนไม่ใช่สูตรสำเร็จ เนื่องจากชีวิตของแต่ละคนมีองค์ประกอบไม่เหมือนกัน ขอให้ท่านนำประสบการณ์เหล่านี้ไปประยุกต์และปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวของท่านเองครับ และการเขียนนี้ผมจะขอถ่ายทอดอย่างไม่แต่งเติมหรือเขียนให้ดูเว่อร์อย่างที่บางคนชอบพูดอวดหลังจากสอบได้แล้ว ผมขอถ่ายทอดประสบการณ์ตามความเป็นจริงล้วนๆนะครับ

           ๑. การวางแผน
           สำหรับผมคิดว่าขั้นตอนของการวางแผนสำคัญที่สุด เพราะเราสามารถกำหนดแผนการของชีวิตตัวเองได้อย่างเป็นระบบ ชีวิตก็จะไม่สับสนวุ่นวายดำเนินไปอย่างเป็นปกติและเป็นระบบของมันอย่างเป็นธรรมชาติ ผมเองเวลาทำอะไรชอบทำให้เป็นระเบียบและมีวินัยอย่างสม่ำเสมอ การเตรียมตัวสอบก็เช่นกันหากเราวางแผนได้ละเอียดมากเท่าไรภาพก็จะออกมาชัดเจนมากเท่านั้น โดยผมจะวางแผนจากกว้างไปหาแคบกล่าวคือจากปีเป็นเดือนและเป็นวัน
           เมื่อเรากำหนดเป้าหมายแล้วว่าเราจะสอบเพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาและอัยการผู้ช่วย ผมก็ศึกษาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับการสอบ ไม่ว่าจะเป็นระเบียบต่างๆที่เกี่ยวกับการสอบคัดเลือกว่าการที่จะเข้าสอบได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง โดยท่านสามารถหาได้ในเว็บไซต์ของหน่วยงานนั้นๆ (www.ojc.coj.go.th และwww.cmiss.ago.go.th)
ขั้นตอนต่อไปผมก็ตรวจสอบเกี่ยวกับการสอบว่าข้อสอบที่เราต้องการจะเอาชนะให้ได้นั้นเป็นอย่างไร สอบกี่วัน วันละกี่ข้อ วิชาอะไรบ้าง ให้เวลาสอบกี่ชั่วโมง สอบประมาณช่วงเดือนไหนแล้วคำนวณดูว่ามีเวลาเหลืออีกกี่วันแล้วนับถอยหลังจากวันที่วางแผนนี้ไปถึงวันสอบ เราจะทราบเวลาที่เหลือในการเตรียมตัวสอบสำหรับใช้ในการทำตารางอ่านหนังสือของเราได้ โดยผมจะเขียนรายละเอียดต่างๆลงในไดอารี่ให้ละเอียด
เมื่อเรารู้ข้อมูลข้างต้นแล้วผมจะเลือกหนังสือที่จะให้อ่านสำหรับเตรียมตัวสอบ โดยจะลิสต์ออกมาเลยว่าวิชาใดออกข้อสอบกี่ข้อ อยู่ในข้อใดของข้อสอบ แล้วผมจะใช้หนังสือเล่มไหนในการเตรียมสอบ (หนังสืออะไรบ้างนั้นดูหัวข้อถัดไปครับ)
           เมื่อได้ชื่อหนังสือที่จะใช้อ่านแล้วผมจะไปซื้อมาจัดเข้าชั้นหนังสือเรียงตามวันสอบและเรียงตามข้อของแต่ละวันของการสอบเลย ต่อไปก็สำรวจหนังสือแต่ละเล่มว่ามีกี่หน้าผมจะต้องใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนั้นกี่วันสำหรับการอ่านรอบแรก เมื่อทำอย่างนี้ครบทุกเล่มแล้วผมจะจัดเรียงในไดอารี่เลยว่าวันใดจะอ่านหนังสือวิชาใดจากหน้าไหนถึงหน้าไหน เขียนให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ รอบแรกอาจให้เวลาหลายวันเนื่องจากผมต้องอ่านอย่างละเอียดทุกตัวอักษร พออ่านรอบแรกครบทุกเล่มที่จัดอยู่ในชั้นจนครบแล้วก็ย้อนกลับมาอ่านเล่มที่หนึ่งใหม่ โดยรอบที่สองนี้ก็ใช้เวลาน้อยลงและทำอย่างนี้ไปจนครบถึงวันสอบ การวางแผนเช่นนี้ทำให้รู้ได้ว่าผมจะอ่านหนังสือได้กี่รอบกว่าจะถึงวันสอบ
           เมื่อวางแผนอย่างนี้ได้แล้วจะเป็นแผนรายปีและรายเดือนว่าจะต้องอ่านอย่างไร แต่คราวนี้มาถึงรายวันบ้าง ในแต่ละวันผมจะถือว่าหัวใจของการเตรียมตัวสอบนั้น ๑ ดวงมี ๔ ห้องคือ ตัวบท หนังสือ คำพิพากษาใหม่ๆ และข้อสอบเก่า ในวันหนึ่งๆนี้ผมจะแบ่งเวลาให้กับหัวใจทั้งสี่ห้องอย่างครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่องในเรื่องใดเลย ซึ่งรายละเอียดในเรื่องต่างผมจะกล่าวในหัวข้อต่อไป แต่คร่าวๆได้ว่าช่วงเช้าผมจะดูตัวบท กลางวันอ่านหนังสือ ค่ำๆอ่านคำพิพากษาใหม่ๆ ดึกๆก่อนนอนก็จะทำข้อสอบเก่า

           ๒. การเลือกหนังสือเพื่ออ่าน
           ในการเลือกหนังสือเพื่ออ่านสอบนั้น อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าผมไม่ได้สอบครั้งเดียวติด ผมจึงผ่านการลองผิดลองถูกอ่านหนังสือหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นคำบรรยายเนติฯ หนังสือที่อาจารย์พิมพ์ขายเองออกมาเป็นคำอธิบาย รวมตลอดทั้งหนังสือตระกูลพิสดารทั้งหลายที่หลายคนเรียกว่าจูริสนั่นแหละครับ ผมอ่านมาหมดแล้ว ซึ่งคราวนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนแล้วละครับ
แต่สำหรับผมผมขอเล่าประสบการณ์อย่างนี้ดีกว่า ในการสอบครั้งแรกนั้นผมเพิ่งจบเนติฯ มาหมาดๆ ด้วยความที่ไฟแรงผมตะลุยอ่านคำบรรยายเนติฯทั้งหมดเพื่อเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาในปี ๒๕๕๑ ครั้งนั้นผมอ่านแต่คำบรรยายอย่างเดียวจริงๆ หนังสืออื่นไม่ได้แตะต้องเลย ต้องยอมรับว่าใช้เวลานานมากกว่าจะอ่านจบทุกวิชาสักรอบหนึ่ง ซึ่งในการสอบครั้งนั้นผมสอบได้ ๑๓๘ คะแนน ในการสอบครั้งถัดมาคำบรรยายผมมันล้าสมัยและอีกอย่างหนึ่งมันเละผมจึงซื้อหนังสือเป็นเล่มๆที่เนติฯจัดพิมพ์มาอ่าน เกือบจะทุกวิชา ผลการสอบคือผมตกอีกเหมือนเดิมได้ ๑๒๖.๕ คะแนน เลยมานั่งทบทวนดูว่าทำไมถึงสอบไม่ผ่านซักกะทีเลยพบว่าตนเองไม่แม่นยำเนื่องจากไม่ชอบอ่านฎีกา ครั้งต่อไปจึงเริ่มหาหนังสือที่เน้นแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นหลักก็ไปเจอหนังสือตระกูลพิสดารหรือที่เรียกกันว่าจูริสนั่นแหละครับ ผลสอบรอบที่สามนี้ออกมาก็ตกอีก ได้ ๑๒๗.๕ คะแนน เลยมาสำรวจตนเองว่าทำไมถึงตกอีก ก็มาพบตัวเองอีกว่าเราจำไม่แม่นเพราะขาดการเชื่อมโยงข้อมูลในประเด็นต่างๆ การอ่านไม่เป็นระบบ กระบวนการคิดไม่มีระบบ อ่านไปเรื่อยขีดไปเรื่อยไม่มีหลักการ ครั้งที่สี่ที่สอบได้นี้ก็อ่านจูริสอีกแต่อ่านอย่างมีระบบขึ้นซึ่งรายละเอียดจะขอกล่าวในหัวข้อที่ ๔ นะครับ คราวนี้ก็อยู่ที่ท่านแล้วนะว่าจะอ่านหนังสือเล่มไหน
           ผมขอสรุปดังนี้ว่า ในครั้งที่ผมสอบผ่านทั้งสองสนามนี้ผมเลือกหนังสืออ่านดังต่อไปนี้ครับ ๑.) นิติกรรม,สัญญา,หนี้,ละเมิด,เอกเทศสัญญา,ทรัพย์ ผมอ่านจากแพ่งพิสดารครับ ส่วนครอบครัว ผมอ่านหลักกฎหมายครอบครัว ของท่านอาจารย์ประสบสุข บุญเดช, มรดก ผมอ่านหนังสือของท่านอาจารย์หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์ ครับ ๒.) กฎหมายอาญา ผมอ่านคำบรรยายเนติฯของ ท่านศาสตราจารย์ ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ และอาญาพิสดารครับ ๓.) วิฯแพ่ง, วิฯอาญา ผมอ่านตระกูลพิสดารทั้งหมดครับ ๔.) พยาน ผมอ่านหนังสือของท่านศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล และจูริสประกอบกันครับ ๕.) รัฐธรรมนูญ,ปกครอง,พ.ร.บ.อัยการฯ อ่านหนังสือของท่านสุริยา ปานแป้น ๖.) พระธรรมนูญศาลยุติธรรมและวิแขวง อ่านของท่านอาจารย์ธานิศ เกศวพิทักษ์ ๗.) ล้มละลาย(วิชาเลือกผมเลือกล้มละลายนะครับลืมบอกไป) อ่านหนังสือของอาจารย์เอื้อน ขุนแก้วกับจูริสประกอบกันครับ ๙.) การค้าระหว่างประเทศ อ่าน หนังสือของท่านอาจารย์อรรถนิติ ดิษฐอำนาจและของอาจารย์ชวลิต อรรถศาสตร์ครับ ๑๐.)ภาษาอังกฤษ ตัวใครตัวมันครับ ฮ่าๆๆๆ
นี่เป็นแนวทางเท่านั้นนะครับ ไม่ได้รับรองว่าต้องอ่านหนังสือตามที่ผมแนะนำนี้เท่านั้นจึงจะสอบได้ แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลครับ

            ๓. การอ่านตัวบท
            การอ่านตัวบทนี้ผมจะให้ความสำคัญพอประมาณโดยผมจะอ่านในช่วงเวลาเช้า โดยดูว่าในวันนั้นตามตารางอ่านหนังสือของผมนั้นจะต้องอ่านวิชาใด ผมก็จะอ่านตัวบทในวิชานั้นให้จบเสียก่อน
วิธีอ่านของผมคือจะอ่านเหมือนอ่านหนังสือ อ่านทำความเข้าใจเป็นเรื่องๆ ไม่ได้ท่องแบบคำต่อคำ และในการอ่านรอบแรกจะอ่านคร่าวๆทุกมาตราเสียก่อนอย่างไวๆ โดยในมาตราสำคัญจะขีดเส้นและทำไฮไลไว้ โดยในการทำไฮไลนั้นผมจะใช้หลายสี เนื่องจากหากอ่านตัวบททั้งหลายแล้วจะเห็นได้ว่ากฎหมายแต่ละมาตราจะมีส่วนเหตุและส่วนผลอยู่ในมาตรานั้นๆเอง ผมก็จะใช้ไฮไลคนละสีกัน หากมาตราใดมีส่วนที่แบ่งย่อยๆได้ผมก็จะเขียนเลข ๑,๒,๓...กำกับไว้เพื่อความสะดวกในการอ่านทำความเข้าใจในการอ่านครั้งต่อไป
เทคนิคอีกอย่างหนึ่งที่อยากเล่าก็คือเวลาอ่านตัวบทรอบหลังๆที่ไม่ต้องขีดเส้นหรือทำไฮไลแล้วนั้น ผมอ่านตัวบทออกเสียงเพื่อบันทึกลงในโทรศัพท์ไว้สำหรับตอนไม่ได้นั่งอ่านหนังสือ ผมก็จะเอาหูฟังเสียบหูไว้แล้วเปิดเสียงตัวเองฟังไปด้วยเวลาไม่ได้อ่านหนังสือ เช่น เวลาเดินไปข้างนอก ทานข้าว อาบน้ำ (ถอดหูฟังแล้วเปิดลำโพงนะครับ เดี๋ยวพัง อิอิ) หรือออกกำลังกาย จะช่วยให้เราจำเป็นเสียงได้เลย
อีกประการหนึ่งในเวลาที่ผมอ่านหนังสือนั้นผมจะปิดตัวบท ไม่ได้เปิดตัวบทไปด้วยเนื่องจากผมต้องการที่จะนึกตัวบทเองในขณะที่อ่านหนังสือ เมื่อหนังสือกล่าวถึงเนื้อหาในมาตราใดผมจะพยายามนึกตัวบทมาตรานั้นๆให้ออก แต่ถ้านึกไม่ออกก็จะเปิดดูทันทีเพื่อให้จำได้อีกครั้ง

           ๔. การอ่านหนังสือ
           การอ่านหนังสือของผมนั้นจะอ่านตามตารางที่กำหนดไว้ในปฏิทิน โดยจะอ่านเรียงวิชาตามวันสอบคือ กฎหมายแพ่งฯ กฎหมายอาญา กฎหมายพิเศษ กฎหมายวิธีพิจารณาความ และอ่านเรียงข้อของข้อสอบในแต่ละวัน หากใครไม่ทราบว่าข้อสอบออกเรียงข้ออย่างไรให้อ่านข้อสอบเก่าดูนะครับ
ในการอ่านนั้นผมจะอ่านเป็นระบบโดยอ่านรอบแรกผมจะอ่านแล้วขีดเส้นใต้เนื้อหาที่สำคัญไว้ด้วยดินสอ โดยใช้ไม้บรรทัดวางไปทีละบรรทัดเจอบรรทัดไหนสำคัญก็จะขีดเส้นใต้ไว้ ในการขีดรอบแรกนี้ผมจะขีดให้เยอะที่สุด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าขีดแทบจะทุกหน้า แต่ขีดในส่วนสำคัญๆของแต่ละหน้า เวลาอ่านประเด็นใดที่เชื่อมโยงกันก็จะเขียนคำเชื่อมในแต่ละประเด็นไว้ เช่น และ หรือ แต่ถ้า อีกทั้ง อย่างนี้เป็นต้น เพื่อให้เกิดความคิดเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ หากเจอฎีกาใดที่คล้ายๆกันก็จะเขียนกำกับไว้ว่าให้ไปดูฎีกาที่เท่านั้นหน้านั้น อย่างนี้เป็นต้น
ในการอ่านรอบที่สองจะใช้เวลาน้อยกว่าการอ่านรอบแรกเพราะผมจะอ่านเฉพาะที่ได้ขีดเส้นใต้ไว้ในการอ่านรอบแรก โดยรอบที่สองนี้ผมจะใช้ปากกาไฮไลระบายไว้โดยจะใช้หลายๆสี ซึ่งแต่ละสีของผมก็จะมีความหมายที่ผมเข้าใจได้เอง การไฮไลนั้นไม่ได้ไฮไลทั้งหมดที่ขีดเส้นใต้ ผมจะเลือกระบายในส่วนที่เป็นสาระสำคัญจริงๆเท่านั้น โดยจะใช้สีต่างกันในส่วนต่างๆ เช่นในกรณีของผม สีชมพู จะเป็นการไฮไลข้อกฎหมายที่ตัวบทได้เขียนไว้หรือส่วนที่เป็นการแปลกลับตัวบท กล่าวคือเป็นหลักกฎหมายตามตัวบทนั่นเอง, สีเขียว ผมจะไฮไลข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาได้ตีความตัวบทและอธิบายข้อกฎหมายในเรื่องต่างๆไว้ซึ่งไม่มีในตัวบท, สีส้ม ผมจะไฮไลส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงของคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ ที่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องจำเป็นพิเศษ
ในการอ่านรอบที่สามผมจะใช้เวลาอ่านน้อยกว่ารอบที่สองลงไปอีกเพราะแทบจะไม่ต้องทำอะไรกับหนังสือแล้ว แต่ก็มีขั้นตอนที่สำคัญอยู่คือผมจะใช้ปากกาหมึกเจลทำเครื่องหมายดอกจันไว้ที่หน้าเลขคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ โดยหากน่าสนใจมากก็ ๕ ดอก สำคัญน้อยก็ ๓ ดอก ไม่สำคัญแต่ก็ไม่ควรมองข้ามก็ ๑ ดอก อย่างนี้เป็นต้น และในการอ่านรอบที่สามนี้ผมจะใช้ปากกาเจลนี้ตีกรอบถ้อยคำที่เป็นกุญแจคำ (key word) ของแต่ละฎีกาที่ผมเห็นว่าควรจำให้ได้ไว้ เพื่อไว้ท่องตอนใกล้ๆสอบ
การอ่านรอบที่สี่เป็นต้นไปนี้แทบจะไม่ได้ทำอะไรกับหนังสือเลย ผมจะอ่านเฉพาะที่ไฮไลไว้ด้วยสีเขียว แทบจะไม่อ่านสีอื่นเลยเนื่องจากสีชมพูก็เป็นตัวบทที่ได้อ่านทุกเช้าอยู่แล้ว ส่วนสีส้มเป็นข้อเท็จจริงซึ่งผมไม่มีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจอะไร นอกจากจะเป็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผมกาไว้ ๕ และ ๓ ดอก ผมจะอ่านทั้งหมดทุกสี
สิ่งที่ผมอยากเสริมอีกหน่อยก็คือหนังสือกฎหมายนั้นที่จะต้องใช้สอบมันมีมากเหลือเกิน หากเราอ่านหนังสือช้าจะทำให้กว่าจะกลับมาทวนรอบที่สองหรือรอบที่สามใช้เวลานานเกินไป แล้วจะส่งผลต่อความทรงจำระยะยาวด้วย ผมจึงหาหนังสือที่เกี่ยวกับการอ่านเร็วมาศึกษาวิธีการ พบว่าเมื่อผมได้ลองปฏิบัติตามขั้นตอนของวิธีการอ่านเร็วสามารถทำให้ผมอ่านหนังสือได้ไวขึ้นจากเดิม แม้ไม่ถึงขนาดอ่านได้เหมือนอย่างคนที่อ่านเร็วที่สุดในโลก แต่ระดับที่ผมทำได้ก็ถือได้ว่าน่าพอใจ ผมสามารถอ่านหนังสือจำนวน ๕๐๐ หน้าในรอบแรกที่ต้องอ่านด้วยขีดด้วยจบภายในเวลา ๔ ถึง ๕ วัน แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว รอบที่สองและสาม ๕๐๐ หน้าผมอ่านในเวลา ๒ ถึง ๓ วัน รอบที่สี่เป็นต้นไปผมสามารถอ่านได้เล่มละ ๑ ถึง ๒ วันเท่านั้น และผลที่ตามมาคือกว่าจะถึงวันสอบผมอ่านหนังสือได้ไม่ต่ำกว่า ๕ รอบ เรื่องนี้ขอยกผลงานให้กับหนังสือเกี่ยวกับการอ่านไวเลยละครับ ใครสนใจก็ลองหาอ่านดูได้ไม่ยากครับ

          ๕. การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา
          คำพิพากษาศาลฎีกานั้นสำคัญมากสำหรับการสอบในสนามผู้ช่วยผู้พิพากษา ส่วนสนามใหญ่อัยการผู้ช่วยสิ่งที่ผมอ่านเพิ่มเติมคือคำชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุดและข้อหารือที่ได้จัดพิมพ์ไว้ในหนังสืออัยการนิเทศ
คำถามที่พบมากที่สุดก็คือคำพิพากษาศาลฎีกานั้นผมอ่านย้อนหลังไปกี่ปี คำตอบนี้ในส่วนตัวผมเองไม่ได้อ่านย้อนหลังเลย เนื่องจากหนังสือที่ผมใช้อ่านส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ครั้งใหม่เกือบจะล่าสุด เช่น จูริสที่ผมอ่านก็เป็นฉบับปรับปรุงในปี ๒๕๕๕ ดังนั้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผมอ่านก็จะเป็นของปี ๒๕๕๔ จนถึงเล่มที่ออกปัจจุบันจนถึงวันสอบ คือติดตามอ่านไปข้างหน้าเพื่ออัพเดทข้อมูลเอง
คำถามต่อไปคือว่าอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาของสำนักงานศาลหรือของเนติฯ ส่วนตัวผมอ่านทั้งสองสำนักครับ เพราะว่าสองสำนักนี้บรรณาธิการเป็นคนละชุดกันและฎีกาบางตัวไม่ซ้ำกันบางตัวก็ซ้ำกันแต่การย่อก็ไม่เหมือนกัน แต่ผมไม่ได้ซื้อนะครับผมไม่ค่อยมีตัง จึงอาศัยถ่ายเอกสารจากห้องสมุดเอา โดยเลือกถ่ายเฉพาะบางตัวที่น่าสนใจ และถ่ายเฉพาะส่วนที่เป็นย่อสั้น ส่วนบางตัวอ่านย่อสั้นไม่เข้าใจก็จะถ่ายย่อยาวไว้ด้วย ส่วนฎีกาที่อยู่ในเว็บไซต์ของศาลฎีกานั้นผมไม่ได้อ่านครับ ขี้เกียจค้นจริงๆ
เมื่อถ่ายมาแล้วผมก็จะอ่านโดยขีดแล้วก็ไฮไลและกาดอกจันเหมือนการอ่านหนังสือนั่นแหละครับ และที่สำคัญคือผมจะเขียนชื่อวิชาและเรื่องไว้ที่หัวกระดาษ เพื่อประโยชน์ที่จะจัดเรียงเป็นรายวิชาให้เป็นหมวดหมู่และใช้ตัวหนีบหนีบไว้ เพื่อความสะดวกในการค้นหาและหยิบมาอ่านเป็นรายวิชาไปได้
แหล่งฎีกาที่ผมรวบรวมอีกแหล่งหนึ่งก็คือบทบรรณาธิการของคำบรรยายเนติฯทั้งสองภาคนั่นแหละครับ ผมไปตามถ่ายเอกสารไว้ตั้งแต่สมัย ๖๐ จนถึง ๖๕ ของทั้งสองภาคเลย แล้วมาเข้าเล่มกระดูกงูไว้อ่าน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาดจริงๆครับ ท่านอาจารย์ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ท่านได้รวบรวมแต่เฉพาะเรื่องสำคัญๆไว้ทั้งนั้น แต่ละปีอาจจะมีฎีกาที่ซ้ำกันบ้างแต่ผมก็ถือว่าได้อ่านทวนหลายๆรอบ ก็ดีครับจำแม่นดี

           ๖. การฝึกทำข้อสอบเก่า
            หัวข้อที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้นเป็นส่วนของการรับข้อมูล (input) แต่ในส่วนการถ่ายทอดข้อมูล (output) ในสมองของเราออกไปนั้นหากเราไม่ได้ฝึกฝนให้ดี สิ่งที่อ่านมาทั้งหมดก็แทบจะไม่มีประโยชน์ ดังนั้นการฝึกทำข้อสอบเก่าก็นับว่าเป็นขั้นตอนที่จำเป็นมากสำหรับการสอบในระดับนี้ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ขอบเขตของเนื้อหาที่ออกสอบ รู้จักการจับประเด็น รู้จักการเรียบเรียงคำตอบ
การทำข้อสอบของผมไม่ได้ทำมาก แต่จะทำบ่อยๆครับ โดยการนั่งเขียนข้อสอบจริงๆไม่ใช่อ่านข้อสอบเก่าเฉยๆ ต้องเขียนด้วย โดยฝึกเขียนก่อนนอนวันละ ๓ ข้อใช้เวลา ๑ ชั่วโมง เท่ากับข้อละ ๒๐ นาที ซึ่งจะทำให้เราสามารถเขียนข้อสอบได้ไว เนื่องจากเวลาสอบจริง ๑๐ ข้อ ๔ ชั่วโมงนั้นเฉลี่ยแล้วจะต้องทำข้อละ ๒๔ นาที ผมจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเขียนไม่ทัน อย่าลืมนะครับการไม่ตอบสัก ๑ ข้อสำหรับคนหัวไม่ดีอย่างผมนั้นเท่ากับปีหน้าสอบใหม่ ดังนั้นผมจะเน้นการเขียนข้อสอบให้ทันเป็นสำคัญ
           คำถามที่พบคือตอบแบบวางหลักหรือตอบแบบฟันธงคือคละเคล้าหลักกฎหมายไปกับข้อเท็จจริง ส่วนตัวผมต้องแยกเล่าให้ฟังดังนี้ครับ ในการสอบผู้ช่วยฯนั้นผมเห็นว่าข้อสอบส่วนใหญ่ประเด็นจะเยอะมาก หากตอบวางหลักก่อนผมคิดว่าผมทำไม่ทันแน่ๆ ผมจึงตอบข้อสอบแบบปรับหลักกฎหมายไปกับข้อเท็จจริงเลย แต่ในบางข้อก็มีครับที่ประเด็นไม่เยอะมากหากมีเวลาผมก็วางหลักกฎหมายก่อนแล้วอธิบายตัวบทโชว์ไปสักหน่อยแล้วจึงฟันธง แต่เป็นส่วนน้อยนะครับสำหรับการสอบผู้ช่วยฯ ซึ่งต่างกับการสอบอัยการฯเลย ตอนสอบอัยการนั้นผมเห็นว่าประเด็นของข้อสอบน้อยกว่าของผู้ช่วยผู้พิพากษาพอสมควร หลายข้อมีเวลาวางหลักกฎหมายก่อนและสามารถเขียนอธิบายหลักกฎหมายนั้นได้ด้วยแล้วจึงฟันธง อีกอย่างเรื่องนี้แล้วแต่สไตร์ของแต่ละบุคคลครับ
การตอบข้อสอบนั้นผมจะมีคำขึ้นต้นให้ดูสละสลวยนิดนึงคือ “กรณีตามปัญหามีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า...” หากตอบแบบวางหลักก็ต่อด้วย “ตามประมวล...มาตรา...มีหลักกฎหมายว่า” แล้วก็วินิจฉัยไปครับ หากตอบแบบฟันธงก็ “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่...เป็นการ...ทั้งนี้ตามประมวล...มาตรา...” และเมื่อวินิจฉัยเสร็จก็ฟันธง “ดังนั้น...” อะไรก็ว่าไป
ในขั้นตอนการวินิจฉัยนั้นผมจะพยายามนึกคำในตัวบทเอามาใส่ให้มากที่สุด นึกถึงหลักกฎหมายในประเด็นที่คำถามชี้ให้ตอบเอามาตอบให้มากที่สุด และกุญแจคำหรือคำสำคัญในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผมได้ตีกรอบไว้ตอนอ่านรอบที่ ๓ นั่นแหละครับเอามาใส่เลยวางโชว์เลยครับถ้าจำได้ ซึ่งในการสอบครั้งนี้ผมวางอย่างนี้ไปหลายข้อเหมือนกัน

          ๗. ในช่วงสัปดาห์แห่งการสอบ
          ในช่วงระหว่างสัปดาห์ของการสอบในแต่ละวันคือระยะเวลาก่อนวันสอบ๕ วันนี้เป็นเวลาที่เครียดที่สุด เพราะสิ่งที่ผมอ่านมาทั้งหมดมันมากมายเหลือเกิน จำได้ไม่มีทางหมด และข้อสอบจะออกตรงที่จำได้หรือไม่ กังวลไปหมดครับช่วงนี้ ในช่วงเวลาอย่างนี้ถ้าขาดการวางแผนทบทวนเนื้อหาให้ดีสิ่งที่สร้างมาต้องพังแน่ๆ ผมเลยวางแผนอ่านหนังสือเรียงตามข้อไปครับ อ่านให้จบให้ได้วันละเล่ม ช่วงนี้ตัวบทไม่ได้อ่านแล้ว อ่านหนังสือก็อ่านตรงที่ไฮไลสีเขียวๆเท่านั้น กับฎีกาที่มีดอกจัน ๓, ๕ ดอก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่รวบรวมเอาไว้ก็เอามาอ่านในวิชาที่ใกล้จะสอบก่อน อ่านเฉพาะที่ไฮไลไว้ บทบรรณาธิการก็เอามาอ่านที่ไฮไลสีเขียวไว้ ทำอย่างนี้จนถึงวันสอบครับ แม้กระทั่งเช้าวันสอบผมก็ยังนั่งอ่านฎีกาเด็ดผักบุ้งของผมไปเรื่อยๆพยายามจำให้ได้ให้หมด แต่มันจำได้ไม่หมดหรอกครับสมองคนน่ะ พอถึงเวลาเที่ยงก็ปลงครับออกอะไรก็ออกมาช่างครับปล่อยวาง

           ๘. ในห้องสอบ
           ในวันสอบเตรียมบัตรประจำตัวสอบและปากกาไปให้พร้อมนะครับ ไปถึงห้องสอบก่อนเวลาสอบสักครึ่งชั่วโมง พอเข้าห้องสอบก็จัดแจงข้าวของเครื่องใช้ถุงปากกา ขวดน้ำ บัตรประจำตัวสอบและบัตรประชาชนไว้ในที่ที่ควรไว้ ไม่ให้เกะกะตอนเขียนข้อสอบ เขียนเลขประจำตัวสอบบนปกสมุดคำตอบ เสร็จแล้วนั่งนิ่งๆสูดหายใจลึกๆทำสมาธิครับ ไม่ต้องไปมองกรรมการคุมสอบ แม้จะสวยขนาดไหนก็ตาม อิอิ
พอกรรมการบอกให้เริ่มทำข้อสอบได้ผมจะใช้วิธีทำไปทีละข้อครับ ไม่ได้อ่านข้อสอบหมดทุกข้อแล้วค่อยทำ ผมอ่านข้อทำข้ออย่างนี้ไปจนครบ ๑๐ ข้อ แต่ผมจะทำข้อที่ตนเองมั่นใจก่อน เช่น วันแรกผมก็ข้ามไปทำกฎหมายอาญาก่อน แล้วมาทำข้อทรัพย์ ครอบครัวมรดก นิติกรรมสัญญา เอกเทศสัญญาเรียงกันไปตามความถนัดอย่างนี้ และทำอย่างนี้ทุกวันครับ ไม่ได้ทำจากข้อ ๑ ไปถึงข้อ ๑๐
การแบ่งเวลาทำข้อสอบผมจะเฉลี่ยเวลาให้พอดีโดยกะเวลาข้อละประมาณ ๒๔ นาที โดยผมจะใช้นาฬิกาที่เป็นเข็มครับ ไม่ใช่นาฬิกาที่เป็นดิจิตอล เพราะนาฬิกาที่เป็นเข็มมันจะกะช่องทุกๆ ๕ นาทีได้ง่ายกว่า ไม่ต้องมานั่งบวกเลข โดย ๔ ช่องเท่ากับ ๒๐ นาที ดังนั้นถ้าทำข้อสอบข้อนึงใช้เวลาเกิน ๔ ช่องไปแล้วเท่ากับว่าควรรีบเขียนให้เสร็จเพราะเกิน ๒๐ นาทีไปแล้ว และคิดง่ายๆโดยหากเวลาเลยไปสองชั่วโมงแล้วควรทำให้ได้ ๕ ข้อแล้ว เพราะนั่นเท่ากับเวลามาครึ่งทางแล้ว หากข้อไหนทำจนนาฬิกาเดินไปเกิน ๔ ช่องแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จข้ามไปก่อนครับ ไปทำข้ออื่นก่อน คิดง่ายๆว่าทำสองข้อ ข้อละ ๕ คะแนน ยังดีกว่าทำได้ ๙ ข้อนึง อีกข้อนึง ๐ จริงมั้ยครับ หากไปทำข้อใหม่แล้วเวลาเหลือแล้วจึงกลับมาทำข้อที่ค้างไว้ก็ไม่เสียหาย
           คำถามต่อไปคือเขียนสั้นหรือยาวแค่ไหน ผมเองเขียนข้อสอบไม่ยาวไม่สั้นครับ แต่ก็ไม่เคยนับบรรทัด คิดง่ายๆว่าตอบมากก็โอกาสผิดมาก ตอบน้อยก็โอกาสถูกน้อยหรือตกประเด็นบางประเด็นไป ดังนั้นเขียนให้ตรงประเด็นและเขียนให้ชัดเจนโดยใช้คำในตัวบทและคำในคำพิพากษาให้ครบถ้วนในประเด็นที่คำถามชี้ให้ตอบเป็นดีที่สุด จะสั้นจะยาวกี่หน้าก็ช่างมันครับ

          ส่งท้าย...
          ที่เล่าให้อ่านนี้ก็เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผมนะครับ ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จที่จะรับประกันได้ว่าทำแบบนี้แล้วจะสอบได้ ผมอยากให้ลองพูดคุยกันคนที่สอบได้ท่านอื่นๆด้วยว่าแต่ละท่านมีเทคนิคการเตรียมตัวสอบอย่างไร แล้วนำมาปรับใช้กับตัวท่านเองนะครับ
          อีกอย่างคือการสอบนั้นก็เป็นเกมส์อย่างหนึ่งครับ นอกจากความสามารถแล้วยังต้องอาศัยดวงด้วย แม้ท่านเตรียมตัวมาดีแค่ไหนหนังสืออ่านมาตั้งหลายรอบ แต่ถ้าข้อสอบออกมาตรงที่ท่านอ่านไปแล้วแต่ลืม อย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องทำใจน่ะครับ คนสอบตกไม่ได้หมายความว่าไม่เก่งหรือไม่มีความรู้นะครับ แค่จังหวะมันไม่ใช่ของเราเท่านั้นเอง อย่างผมเองก็ตกมาตั้งหลายรอบ รุ่นที่ได้ ๑๐๒ คนก็ตกไปแต่กลับมาสอบได้รุ่นที่สอบได้ ๑๕ คน คนสอบมันก็กลุ่มเดิมๆนี่แหละครับ รอจังหวะเวลาของเราเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องทำคือหาข้อบกพร่องของตัวเอง และพัฒนาให้สม่ำเสมอ อย่าทิ้งและอย่าท้อครับ การสอบเป็นแค่เกมส์เกมส์หนึ่ง แพ้เกมส์นี้ไม่ได้หมายความเราจะแพ้ตลอดไป หากเรายังฝึกซ้อมอยู่เสมอครับ ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆทุกท่านพยายามให้ถึงจุดหมายให้ได้ครับ
สุดท้ายนี้หากข้อเขียนชิ้นนี้มีประโยชน์อยู่บ้างขอให้กุศลครั้งนี้ได้รับแก่บิดามารดาของผมซึ่งเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังและให้กำลังใจผมตลอดมาครับ ส่วนข้อผิดพลาดประการใดผมขออภัยและรับไว้แต่ผู้เดียวครับ 
 
 
 
 

รับตรง ภาคพิเศษ จิตวิทยา เกษตรศาสตร์ 58

โครงการหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา ภาคพิเศษ ภาคจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน รับสมัครนิสิตเข้าศึกษาต่อ โครงการหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา ภาคพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2558 ระหว่าง วันที่ 1 พฤษภาคม - วันที่ 11 มิถุนายน 2558
จำนวนนิสิตที่รับเข้าศึกษา
จำนวนรวมประมาณ 113 คน 
โดยรับผ่านระบบรับตรง ดังนี้
สาขาจิตวิทยาคลินิก  จำนวน 25 คน
สาขาจิตวิทยาชุมชน  จำนวน 30 คน
สาขาจิตวิทยาพัฒนาการ จำนวน 28 คน
สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ 30 คน

รายละเอียดทั้งหมด   http://psy.educationregister.com/curriculum/readcurriculum

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

คำถามสำคัญในชีวิต คุณอยากเป็นอะไร !!??


ก่อนจบการศึกษา ม.ปลาย เพื่อนๆมารวมกลุ่มคุยกันว่าใครอยากเป็นอะไร

ผมอยากเป็นหมอ จะได้รักษาชาวบ้าน
ฉันอยากเป็นพยาบาล จะได้ดูแลชาวบ้าน
ผมอยากเป็นทนาย จะได้ปกป้องสิทธิ์ชาวบ้าน
ผมอยากเป็นตำรวจ จะได้คุ้มครองชาวบ้าน
ผมอยากเป็นทหาร จะได้คืนความสุขให้ ชาวบ้าน
ทั้งหมดหันมาถามเพื่อน คนสุดท้ายที่นิ่งเงียบอยู่...มึงอยากเป็นไร
.
.
.
.
.
.

กรูอยากเป็น... "ชาวบ้าน"

ฮากระจายภาพ ขอส่งงานย้อนหลังของนักเรียน

นักเรียนส่งงานให้อาจารย์ด้วยการยื่นย้อนหลังพร้อมโพสต์ข้อความว่าส่งงานไม่ทันขอส่งย้อนหลังได้ไหมครับ บอกเลยว่าฮาจริงอะไรจริง คิดไปได้ไงเนี่ย  เครดิตจาก : http://goo.gl/RzuPb7