วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

10 เหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องเรียนภาษาอังกฤษ!? รู้ไว้ดีกว่านะ….

คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่า ภาษาอังกฤษ ถือว่ามีความจำเป็นและสำคัญต่อการใช้ชีวิตในโลกยุคอนาคต เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่เราควรจะศึกษาให้เรียนรู้และเข้าใจนั่นเอง วันนี้เราเลยมีความสำคัญ 10 ข้อของการเรียนภาษาอังกฤษมาฝากกัน….

learn-eng

1 ภาษาอังกฤษคือภาษาที่เป็นทางการของโลก ถึงแม้ว่าภาษาจีนจะมีคนพูดมากที่สุดก็ตาม
2 เพิ่มโอกาสของการได้งานดีๆ และมีรายได้มากขึ้น
3 ภาษาอังกฤษ ถูกใช้เป็นทางการในกว่า 53 ประเทศทั่วโลก
4 มีคนกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่
5 ในแวดวงสื่อแล้ว ยังคงใช้ภาษาอังกฤษในการนำเสนอและติดต่อสื่อสารเป็นหลัก
6 ในอินเตอร์เน็ตก็เช่นกัน ภาษาอังกฤษยังคงเป็นภาษาหลักของโลกอินเตอร์เน็ต
7 ภาษาอังกฤษเรียนรู้ง่าย เพราะมีตัวอักษรเพียงแค่ 26 ตัว (หลายคนบอกว่าไม่จริง มันยากจะตาย -*-)
8 การเรียนรู้ภาษา จะช่วยให้เกิดความภูมิใจที่ได้เรียนและเข้าใจภาษาใหม่ๆ
9 ในหลายๆโรงเรียน สถาบัน และมหาวิทยาลัยทั่วโลก เปิดสอนสาขาวิชาต่างๆเป็นภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น แม้ประเทศนั้นจะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักก็ตาม
10 ได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ของประเทศนั้นผ่านภาษา โดยไม่ใช่ประเทศอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียว

ทั้ง 10 ข้อนี้ก็เป็นเหตุผลที่ช่วยให้เราได้เข้าใจมากขึ้น ว่าทำไมภาษาอังกฤษจึงสำคัญ และทำไมเราควรเรียนรู้เอาไว้ ยังไงซะการรู้หลายๆภาษาก็ย่อมได้เปรียบกว่ารู้ภาษาเดียวนั่นเองล่ะ….
ที่มา: visual

4 ข้อแนะนำก่อนสอบ TOEFL เพื่อทำคะแนนให้ดีและไร้ข้อผิดพลาด…

การทดสอบภาษาอังกฤษ TOEFL นั้นถือว่ามีความสำคัญ และเป็นที่ต้องการของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ในคราวนี้เราเลยอยากจะมาแนะนำเทคนิคดีๆ 4 ข้อที่ควรทำก่อนเข้าสอบ TOEFL เพื่อทำคะแนนให้ดีที่สุด…

toefl-tactics
1. จุดอ่อนของเราอยู่ตรงไหน
การสอบ TOEFL จะแบ่งออกเป็น Listening, Reading, Writing และ Speaking เพื่อทดสอบทักษะต่างๆของเราทุกด้าน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องรู้จุดอ่อนของเราเอง และปรับปรุงในจุดที่เราอ่อนที่สุด เพื่อให้สามารถทำคะแนนในส่วนนั้นๆได้ดี จะได้ไม่ไปกดคะแนนโดยรวมนั่นเอง

toefl-tactics2
2. เรารับมือกับสิ่งรบกวนได้ไหม
หลายคนมาพลาดตรงจุดนี้ เนื่องจากฝึกซ้อมทำข้อสอบอยู่ในห้องเงียบๆคนเดียว แต่ในสนามสอบจริง เราอาจจะต้องถูกรบกวนโดยผู้เข้าสอบที่อยู่โดยรอบ ที่อาจจะทำให้เสียสมาธิได้บ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่หลายคนลืมคือการฝึกทำข้อสอบในหลายๆที่ ให้ร่างกายได้ชินกับการสอบในทุกๆรูปแบบนั่นเอง

toefl-tactics3
3. เราบริหารเวลาได้ดีหรือไม่
อย่าลืมที่จะทดสอบทำข้อสอบย้อนหลัง โดยจับเวลาไปด้วยให้เหมือนสถานการณ์จริง และถ้าให้ดีเราก็ควรจะลดเวลาลงจากสถานการณ์จริงให้เหลือ 80-90% เนื่องจากในการสอบจริงเราจะมีความตื่นเต้น ซึ่งจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นกว่าการทำปกตินั่นเอง

toefl-tactics4
4. อย่าลืมปรับความเครียดของตนเอง
ถึงแม้เราจะทำแบบทดสอบได้ดีแค่ไหน แต่ความเครียดมักจะทำให้การสอบจริงเราทำได้แย่กว่าเดิม นั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะผ่อนคลายให้มากที่สุดก่อนเข้าสอบ ทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนพักผ่อนให้มากๆ การนั่งสมาธิก็สามารถช่วยให้เราฝึกจิตใจให้ลดความเครียดได้เช่นกัน


หวังว่าคะแนะนำทั้ง 4 ข้อก่อนการสอบ TOEFL คงจะช่วยให้เพื่อนๆชาว WeGoInter.com หลายๆคนได้มีแนวทางให้การทำคะแนนข้อสอบให้ออกมาดีที่สุด และได้คะแนนเยอะๆกันทุกคนเลยนะครับ…..
ที่มา: usnews ภาพจากเน็ต

University of Twente มอบทุนปริญญาตรี ให้นักศึกษาต่างชาติเรียนต่อเนเธอร์แลนด์

The Academy of Technology and Liberal Arts & Sciences จาก University of Twente จากประเทศเนเธอร์แลนด์ เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสมัครรับทุนการศึกษาที่มีชื่อว่า ATLAS Scholarship Fund เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีกับทางสถาบัน ประจำปีการศึกษา 2014

TW1

ผู้สมัครสามารถเลือกเรียนในสาขาต่างๆซึ่งเปิดสอนอยู่ในสถาบัน โดยดูได้จากที่นี่ครับ คลิกดูรายละเอียด สำหรับมูลค่าของทุนจะเป็นค่าเทอม อยู่ระหว่าง 5,700-11,400 ยูโร หรือประมาณ 230,000-450,000 บาทครับ

TW2

คุณสมบัติของผู้สมัครรับทุน
- มีผลการเรียนอยู่ในระดับดีเยี่ยม (น่าจะต้องเป็นระดับท็อปของโรงเรียน)
- ระหว่างรับทุนต้องรักษาผลการเรียนให้ผ่านการประเมิน
- สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี
- ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี ในหลักสูตรที่กำหนดให้เท่านั้น
- สมัครเข้าเรียนกับทางสถาบัน และผ่านการคัดเลือกแล้ว

TW3

สำหรับเพื่อนๆที่สนใจ ให้สมัครผ่านระบบออนไลน์ พร้อมกับเขียนเรียงความแสดงแรงจูงใจประมาณ 300 คำ โดยดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ www.utwente.nl  หมดเขตรับสมัคร วันที่ 1 เมษายน 2014 และจะประกาศผลในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

National University of Singapore มอบทุนเต็มจำนวน เรียนต่อปริญญาตรี

National University of Singapore (NUS) มหาวิทยาลัยเจ้าเก่าที่มีทุนมาฝากบ่อยๆ คราวนี้ก็ได้มอบทุนที่น่าสนใจอีกทุนหนึ่งสำหรับนักศึกษาอาเซียน เป็นทุนในระดับปริญญาตรี มีชื่อว่า Science & Technology Undergraduate Scholarship ครับ

NUS2

สำหรับทุนนี้จะเป็นทุนเต็มจำนวนอีกเช่นเคย โดยจะครอบคลุมค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน ยังไม่พอ รวมไปถึงค่าที่พัก ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ รวมถึงค่าใช้จ่ายรายเดือน ประมาณปีละ 150,000 บาทให้อีกด้วยครับ

แต่มีข้อแม้ของทุนนี้อยู่คือ นักเรียนทุนจะต้องทำงานในบริษัทใด้ก็ได้ที่จดทะเบียนเป็นของสิงคโปร์เพื่อชดใช้ทุนเป็นเวลา 6 ปีครับ

NUS3

สำหรับสาขาวิชาที่เปิดให้ทุนการศึกษา 
- Bioengineering
- Chemical Engineering
- Computer Engineering
- Computing (Computer Science)
- Computing (Information System )
- Civil Engineering
- Electrical Engineering
- Engineering
- Engineering Science
- Environmental Engineering
- Industrial & Systems Engineering
- Materials Science & Engineering
- Mechanical Engineering and Science

NUS1

คุณสมบัติของผู้สมัครรับทุน
- เป็นนักเรียนจากประเทศอาเซียน
- จบหลักสูตรมัธยมปลาย 6 ปี หรือกำลังจะจบ
- มีผลสอบ SAT 1 (Critical Reading 600 คะแนน, Writing 600 คะแนน, Mathematics 650 คะแนน)
- มีผลสอบ SAT เฉพาะ 3 วิชา ได้แก่ Mathematics ระดับ 2 และวิชาอื่นๆก็ได้ (ยกเว้น Math 1 นั่นเอง)

NUS4

สำหรับใครที่สนใจสามารถ ให้สมัครเข้าเรียนกับทางมหาวิทยาลัยก่อนได้ที่ nus.edu.sg ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 จากนั้นรายชื่อจะเข้าสู่ระบบการคัดเลือกรับทุนโดยอัตโนมัติครับ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รายละเอียดเพิ่มเติม

ทางมหาวิทยาลัยจะประกาศผลในช่วงเดือนมิถุนายน และเริ่มเปิดเรียนในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนครับ

พาไปดูกันว่า อาหารกลางวันของเด็กนักเรียนญี่ปุ่น เค้าทานอะไรกันบ้าง…?

ถ้าพูดถึงอาหารกลางวัน หลายคนอาจจะเบื่ออาหารในโรงอาหารแบบไทย แต่วันนี้เราจะพาไปชมอาหารกลางวันในโรงเรียนของญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ใส่ใจอาหารกลางวันดีที่สุดประเทศหนึ่ง
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะประกอบไปด้วยข้าว พร้อมกับอาหารโปรตีนเช่น ปลา ไก่ เนื้อวัว รวมถึงผัก น้ำซุป และนม ทำให้ได้คุณค่าทางโภชนาการครบครัน และเติมพลังระหว่างวันให้เด็กนักเรียนได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ

SchoolLunch10

ทางรัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายสนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้ทานอาหารที่มีคุณภาพและรสชาติอร่อย ในแต่ละมื้อเลยประกอบไปด้วยของดีทั้งนั้น เราลองมาดูกันเลยว่าเด็กญี่ปุ่นเค้าทานอะไรกันบ้าง…

SchoolLunch8SchoolLunch3aSchoolLunch1SchoolLunch3SchoolLunch9SchoolLunch2SchoolLunch5SchoolLunch7SchoolLunch4
ที่มา:thejapanguy

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วิกฤตหรือโอกาส อาชีพ ทันตแพทย์ หลังเปิด AEC ??

หมอฟันเป็นอีกวิชาชีพหนึ่งที่จะเปิดเสรีอาเซียน ทพ.ทองนารถ คำใจ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะมีขึ้นในปี 2558 กับอาชีพทันตแพทย์ไว้ว่า ประเทศไทยถือว่าเป็นที่หนึ่งในอาเซียนในด้านทันตกรรมและ มีความสามารถเป็นอันดับ ของโลก นอกจากนี้ยังมีราคาถูกกว่า ชาวต่างชาติทั้งยุโรป อเมริกา ลงทุนบินมาทำฟันที่เมืองไทยมากมาย เพราะประหยัดกว่า
   ประเทศไทยได้ลงนามข้อตกลงยอมรับร่วมหรือ MRA (Mutual Recognition Arrangement) ในวิชาชีพทันตแพทย์อาเซียนเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การอำนวยความสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายบริการในส่วนของผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม โดยมีการกำหนดคุณสมบัติผู้ให้บริการทางวิชาชีพทันตกรรม เพื่อทำให้แน่ใจว่าเมื่อมีการเปิดเสรีแล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมที่จะเข้ามาทำงานในแต่ละประเทศ เป็นผู้มีความสามา รถในวิชาชีพทันตกรรมอย่างแท้จริง

รูปแบบบริการวิชาชีพทันตกรรมในประเทศไทยแบ่งออกเป็น
รูปแบบที่ 1 บริการข้ามพรมแดน
รูปแบบที่ 2 การใช้บริการวิชาชีพในต่างประเทศ
รูปแบบที่ 3 การเปิดสถานพยาบาลในประเทศไทย
 กำหนดว่า
   1. ต้องจัดตั้งเป็นคลินิกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาล
   2. ดำเนินการได้คนละ 1 แห่ง เท่านั้น
   3.ผู้ดำเนินการต้องได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมในประเทศไทย จากทันตแพทยสภา
   4. ถ้าเป็นนิติบุคคล สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ไม่เกิน 49 % ตั้งแต่ ปี 2558 ได้ถึง 70%
   5. ผู้ขอต้องมีถิ่นอยู่ในประเทศไทย
   6. ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลของประเทศไทย ไม่มีข้อห้าม หรือ ข้อบังคับให้ต้องไปเปิดสถานพยาบาลทันตกรรมในพื้นที่ท้องถิ่นใดโดยเฉพาะเท่านั้น จะไปเปิดสถานพยาบาลทันตกรรม ในพื้นที่ท้องถิ่นใดๆ ตามที่ต้องการได้
   7. ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมือง กฎหมายทำงานของคนต่างด้าวในประเทศไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องของกระทรวงแรงงาน ตลอดจนกฎหมายอื่นๆ และกฎระเบียบอื่นของประเทศไทย
รูปแบบที่ 4 การเข้ามาให้บริการทันตกรรมของทันตแพทย์ประเทศสมาชิกอาเซียนในประเทศไทย โดยกำหนดว่าทันตแพทย์อาเซียนจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ ได้รับปริญญาทันตแพทยศาสตร์บัณฑิตจากสถาบันการศึกษาที่ทันตแพทยสภาไทยรับรอง  มีประสบการณ์ในภาคปฏิบัติในการประกอบวิชาชีพทันตกรรมไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องในประเทศแหล่งกำเนิด ก่อนที่จะสมัครขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ต้องขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมจากทันตแพทยสภาไทย โดยต้องสอบผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม จากข้อสอบที่เป็นภาษาไทย เป็นต้น
   ส่วนหมอฟันไทยคนไหนอยากออกไปทำงานในประเทศอาเซียนนอกจากต้องสำเร็จการศึกษาวิชาชีพทันตแพทย์ ซึ่งได้รับการรับรอง หรือยอมรับจากองค์กรผู้มีอำนาจกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพทันตกรรม (Professional Dental Regulatory Authority: PDRA): ทันตแพทยสภา หรือ องค์กรที่เรียกชื่ออย่างอื่นแล้ว ยังต้องขึ้นทะเบียน และ หรือได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมในประเทศสมาชิกอาเซียน ต้องมีประสบการณ์ในภาคปฏิบัติทางวิชาชีพทันตกรรมไม่น้อยกว่า 5 ปี ต่อเนื่องในประเทศแหล่งกำเนิด ก่อนที่จะสมัครขอขึ้นทะเบียน หรือขอรับใบอนุญาต ต้องมีการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (Continuing Professional Development :CPD) ต้องได้รับใบรับรอง และไม่มีประวัติการกระทำผิดอย่างร้ายแรงตามมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันตกรรม ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับและกฎเกณฑ์ในการประกอบวิชาชีพทันตกรรมของประเทศที่เข้าไปประกอบวิชาชีพ (Domestic Regulation) ต้องเป็นสมาชิกทันตแพทยสภา ต้องผ่านการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม ต้องรักษาจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันตกรรม ตามกฎหมายไทย

   ตัวอย่างกฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับต่างๆ ของประเทศอาเซียนที่หมอฟันต้องปฏิบัติตามก็อย่างเช่น ที่มาเลเซียให้เฉพาะทันตแพทย์เฉพาะทาง ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญได้ไม่เกิน 2 คน ต่อ 1 แห่งเท่านั้น หรือในพม่า ทันตแพทย์ชาวต่างประเทศ จะประกอบวิชาชีพดังกล่าวต้องได้รับใบอนุญาต “Limited Medical License” หรือ “Dental License” ซึ่งใบอนุญาตดังกล่าวมีระยะเวลา 3 เดือน เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เรายังขาดแคลนทันตแพทย์เป็นจำนวนมาก มีแต่หมอฟันต่างชาติเท่านั้นแหละที่จะหลั่งไหลกันเข้ามาทำงานในประเทศเรา นี่เป็นเรื่องที่ต้องตั้งรับให้ดี ที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องของภาษา ไม่ว่าจะเป็นหมอฟัน พยาบาล หรือผู้ช่วยทันตแพทย์ต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรี เนื่องจากชาวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาทำงาน ส่งผลในทีมงานมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและภาษา ผู้ที่สามารถสื่อสารภาษากับหัวหน้างานได้ ก็จะมีโอกาสเติบโตทางหน้าที่การงานมากกว่า อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอาชีพหมอฟันอาเซียน คลิก http://www.thaidentalmag.com/dent-stream-detail.php?type=10&id=313
ขอขอบคุณรูปภาพประกอบการให้ความรู้จาก
ภาพหมอฟัน  http://nanamwit.blogspot.com/2010/08/blog-post.html
ภาพกราฟฟิกหมอฟัน http://www.clipartguide.com/_pages/0511-0905-2017-2763.htm
รียบเรียง  http://kbeautifullife.askkbank.com/

เทคนิค จำแม่น ง่ายๆ แค่ กำหมัด !!!!

วันนี้เราไม่ได้มาชวนคุณๆ มาท้าตีท้าต่อยใครนะคะ คุณเคยเป็นไหมเวลาที่เหนื่อยล้าจากการทำงานหรือสมองออกจะตื้อๆ เราต้องลองเปลื่ยนอิริยาบถเสียหน่อย แต่ละคนก็จะมีวิธีแตกต่างกันไป เช่น การลุกไปยืดเส้นยืดสาย หรือเดินแกว่งแขน ท่าบริหารง่ายๆ ด้วยการกําหมัด เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้น
จากผลวิจัยล่าสุดของนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมอนต์แคลร์สเตท รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า การกำมือแน่นๆ ช่วยให้ความจำดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ความสามารถในการระลึกความทรงจำเก่าๆ กลับคืนมาได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
โดยได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครผู้ใหญ่จำนวน 50 คน ให้จดจำคำศัพท์จากลิสต์คำศัพท์จำนวนมากขณะที่ทดลองกำมือไปด้วย พบว่า การกำมือขวาเป็นเวลา 90 วินาทีจะช่วยให้การจดจำสิ่งใหม่ๆ ทำได้ดีขึ้น
ในขณะที่การกำมือซ้ายด้วยเวลาเท่าๆ กันจะช่วยให้การเรียกคืนความทรงจำเก่าๆ ทำได้ดีขึ้น การกำมือขวาก่อนเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ และการกำมือซ้ายก่อนจะเรียกคืนความทรงจำนั้นสามารถปรับปรุงระบบความทรงจำได้ โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนการทำงานของสมองชั่วคราว
ทั้งนี้ งานวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าการกำมือซ้ายและมือขวาสามารถกระตุ้นการทำงานของสมองซีกตรงกันข้ามได้ รวมถึงยังมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ด้วย เช่น การกำมือขวาเชื่อมโยงกับความความสุขและความโกรธ ในขณะที่การกำมือซ้ายเชื่อมโยงกับความเศร้าและความวิตกกังวล
ที่มา:หนังสือพิมพ์มติชน

โทร.เพลิน เสี่ยงได้ยินลดลง ร่างกายแย่ ผลการเรียนดิ่ง

ผลสำรวจการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของเยาวชน ใน กทม.ชี้กระทบสุขภาพ คุยนานเป็นเหตุปวดหู หูอื้อ การได้ยินลดลง ปวดข้อมือ ปวดไหล ทำสมาธิสั้น ผลการเรียนต่ำ
 
 
        คณะผู้บริหาร สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ระดับอุดมศึกษาร่วมแถลงผลการสำรวจเยาวชนกรุงเทพฯ เกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และผลกระทบต่อการเรียนรู้ สุขภาพ รวมถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-25 ปี จำนวน 1,092 คน ในระหว่างวันที่ 25-31 มกราคม 2557 เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจให้วัยรุ่นใช้เวลาในการพูดคุยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปริมาณที่เหมาะสม
      
       จากการสำรวจสามารถสรุปผลได้ว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 51.47 ส่วนร้อยละ 48.53 เป็นเพศชาย ขณะที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 19-22 ปี คิดเป็นร้อยละ 38.19 และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 32.51 จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าแล้ว
      
        ในด้านพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อใช้ติดต่อพูดคุยเป็นของตนเองมาเป็นระยะเวลาประมาณ 4-6 ปีแล้วคิดเป็นร้อยละ 28.11 รองลงมาคือกลุ่มตัวอย่างที่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นของตนเองประมาณ 1-3 ปี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 21.98 สำหรับระยะเวลาในการใช้ติดต่อพูดคุย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อพูดคุยเป็นระยะเวลาประมาณ 10-30 นาที โดยเฉลี่ยต่อหนึ่งครั้งคิดเป็นร้อยละ 32.69 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างประมาณหนึ่งในสี่ หรือคิดเป็นร้อยละ 25.55 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อพูดคุยเป็นระยะเวลาประมาณ 31-45 นาทีโดยเฉลี่ยต่อหนึ่งครั้ง โดยที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อพูดคุยติดต่อกันนานที่สุดในหนึ่งครั้งเป็นระยะเวลาประมาณ 60 นาทีซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30.40
      
        เรื่องที่กลุ่มตัวอย่างนิยมพูดคุยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่สูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ สนทนากันในเรื่องทั่วๆ ไป คิดเป็นร้อยละ 84.16 พูดคุยเรื่องการเรียน/การทำงาน คิดเป็นร้อยละ 79.3 และนัดเวลา/สถานที่พบกัน คิดเป็นร้อยละ 75.73 สำหรับกลุ่มบุคคลที่นิยมใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อพูดคุยนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เกือบหนึ่งในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 31.32 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการติดต่อพูดคุยกับเพื่อนๆ มากที่สุด รองลงมาคือใช้ติดต่อพูดคุยกับแฟน/คนรักมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 24.36 ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 20.42 ใช้ติดต่อพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัว
       
        นอกจากนี้ กิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างนิยมทำผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่นอกเหนือจากการใช้ติดต่อพูดคุยสูงสุด 3 อันดับ คือ ส่งข้อความ/ภาพ/คลิป คิดเป็นร้อยละ 83.24 เล่นเกม คิดเป็นร้อยละ 79.95 และติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 76.74 โดยมีกลุ่มตัวอย่างเพียงร้อยละ 2.29 ที่ระบุว่าไม่ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทำกิจกรรมอื่นเลยนอกเหนือจากใช้ติดต่อพูดคุย
      
        สำหรับความคิดเห็นต่อผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น กลุ่มตัวอย่างระบุผลกระทบกับสุขภาพที่เกิดจากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่สูงสุด 5 อันดับคือ มีอาการปวดหู/หูอื้อ/ความสามารถในการได้ยินลดลง คิดเป็นร้อยละ 78.57 มีอาการปวดข้อมือ/นิ้ว คิดเป็นร้อยละ 75.64 มีอาการปวดหัวไหล่/แขน คิดเป็นร้อยละ 70.97 มีอาการปวดหัว คิดเป็นร้อยละ 67.77 และอ่อนเพลีย/สมองไม่ปลอดโปร่ง คิดเป็นร้อยละ 62.45 
      
        ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างประมาณสองในสาม หรือคิดเป็นร้อยละ 68.41 และร้อยละ 68.5 ระบุว่าการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนไม่ได้ส่งผลให้ความใกล้ชิดกับครอบครัว และการพบปะกับเพื่อนฝูงนอกเหนือจากเวลาเรียนหรือการทำงานลดลง ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างเกือบหนึ่งในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 30.31 ยอมรับว่าการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันส่งผลให้ตนเองมีผลการเรียนหรือการทำงานโดยรวมแย่ลง ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 36.26 ระบุว่าทำให้ตนเองมีสมาธิในการเรียนหรือการทำงานลดลง และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 48.26 ยอมรับว่าการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันส่งผลให้ตนเองมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้น

สทศ แจ้ง ตรวจสอบสนามสอบอีกครั้ง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์


ขอให้ผู้มีสิทธ์สอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2557 ตรวจสอบสนามสอบและพิมพ์บัตรแสดงข้อมูลเลขที่นั่งสอบ สถานที่สอบอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไป
ตามที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้ออกประกาศ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงกำหนดการวันทดสอบการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT)  ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๗ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยได้กำหนดการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ ๑/๒๕๕๗  ใหม่  เป็นวันที่ ๘ – ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

รับตรง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2557 (รอบ 2) 2535 คน !!

รับตรง  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2557 (รอบ 2)  
จำนวน 2535 คน !!
เปิดรับสมัคร 30 มกราคม ถึง 8 เมษายน 2557
เว็บไซต์หลัก  http://reg.ssru.ac.th/rg/