พี่เริ่มอ่านหนังสือตอนไหน คือความจริงแล้วพี่อ่านหนังสือตั้งแต่ขึ้น ม ปลายนะคะ อ่านไปเรื่อยๆไม่ได้จริงจังอะไรเท่าไรหนัก ตอนม5 เทอม 2 พี่ได้ดูหนังเรื่อง Final score พอพี่ดูจบแล้วก็กลับมาคิดว่าตัวเองมานั่งทำอะไร ที่โรงหนังเนี๊ย เวลาที่เสียไป ไม่ใช่ว่าไม่มีคุณค่านะคะ แต่ลองนึกดูสิคะน้อง คนที่จะเอนกับเรามีกี่คน มีเป็นล้าน พี่ไม่ได้เล่าให้น้องเครียดนะคะและ พี่ก็กลับไปบ้าน พี่เริ่มอ่านหนังสือแบบจริงๆจังๆตอนนั้นเลยคะแต่ก่อนอ่านหนังสือ พี่ก็จัดว่าพี่จะอ่านหนังสือตอนไหนบ้าง น้องควรจัดการอ่านหนังสือก่อนอ่านหนังสือนะคะและสิ่งที่พี่เลิกไป ก็คือ ดูหนัง การ์ตูน เอ็มก็ออนบ้างแต่เราควรจะค่อยๆเลิกไปทีละอย่างคะเพื่อไม่ให้เลิกแบบหักโหมคะ หมายความว่า ถ้าเราเลิกสิ่งแรกได้เราก็เลิกสิ่งที่สองได้ คะสิ่งที่พี่จะแนะนำต่อไปนี้นะคะ1 ปิดโทรศัพท์มือถือ เรื่องโทรศัพท์บ้าน ถ้าเพื่อนโทรมาก็ให้พ่อแม่ถามว่า มีธุระอะไรด่วนไหม ถ้าเลิกตรงนี้ไปได้ก็จะดีมากเลยคะ2 หลังจากเรียนเสร็จควรรีบทำการบ้านให้เสร็จแล้วอ่านหนังสือ นั่งสรุปคะ3 ถ้าจะดูทีวีก็ดูแค่ข่าวเท่านั้นคะ4 เอ็มไม่ต้องออนคะ5 อินเทอร์เน็ตไม่ต้องยุ่งไปเลยคะ6 ชีวิตนี้ขอหนังสือ กระดาษเปล่า เอาไว้จดคะ เพื่อ short note
7 ควรทำข้อสอบบ่อยๆคะ แต่ต้องอ่านตำราเรียนให้แม่นแล้วนะคะ8 ถ้าบุคคลใดเรียนพิเศษและกลับดึก กะ ควรรีบทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดคะ ถ้าเหนื่อยหรือง่วง ก็ควรอาบน้ำหรือไม่ก็ล้างหน้าคะ9 ควรนอน ไม่เกิน เที่ยงคืนคะ10 ตื่น ตี 3 ไม่ควรเกินตี 5 คะ เพราะตอนนี้สมองจะรับมากๆคะ
11 ห้ามหักโหมมากคะ12 ห้ามเที่ยว ดื่ม หรือไรทั้งนั้นคะ จุดมุ่งหมายเราคือเอนท์คะ (คิดไว้นะคะน้อง ว่า ถ้าเราเอนท์เสร็จเราก็ได้ทำทุกอย่างที่เสียไป พี่ก็ได้ทำแล้วนี่ไง อ่านหนังสือแล้วไม่ได้ทำให้คนตาย นะคะ ทำให้คนประสบความสำเร็จเร็วขึ้นคะ13 ถ้ามีเวลาว่างที่โรงเรียนควรหาที่สงบอ่านหนังสือพยายามหลีกเลี่ยงเพื่อนๆคะ เพราะถ้าอยู่กับเพื่อนๆมากเกินจะทำให้อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง หรือทำให้เราไม่อยากอ่านหนังสือเลยคะ เพราะบางทีเพื่อนอาจแซวว่าอ่านไรไปมากมาย คะ น้องไม่ต้องคิดนะคะ นี่มันอนาคตเราคะ
14 ถ้าน้องทำได้ก็จะประสบความสำเร็จคะ15 ถ้ามีที่ไหนให้ไปสอบ น้องก็ลองไปสอบเลยคะ อิอิ จะได้ไม่ตื่นสนามเวลาสอบจริงนี่ก็เปนวิธีง่ายง่ายนะคะ ถ้าทำแล้วจะติดใจคะ
credit:dek-d
วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
(How To) หนีน้ำ..จนแอดมิชชั่นติด!!
สวัสดีค่ะน้องๆ เด็กแอดฯ รุ่นหนีน้ำ(ตกลงว่ารุ่น55 ชื่อนี้จริงๆ หรอ)ทุกคน ตอนนี้ก็หนีกันจนเหนื่อย ยิ่งกว่าหนีผีปอบลงโอ่งอีก ความไม่แน่นอนแบบนี้ น้องๆ คงเหนื่อย และวิตกไปตามๆ กัน เพราะกลัวไม่มีที่เรียน แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ทุกอย่างมันต้องมีทางออกที่ดีเสมอค่า
ด้วยความเป็นห่วงพี่มิ้นท์ก็เลยเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อให้กำลังใจน้องๆที่นั่งทึ้งผมเพราะความเครียดอยู่ตอนนี้ เอาเป็นว่าพี่มิ้นท์มั่นใจว่า ถึงแม้จะเป็นรุ่นที่(เหมือนจะ)ซวยที่สุด แต่ก็แอดฯติดคณะในฝันได้ทุกคน ด้วยวิธีง่ายๆ ต่อไปนี้
1.ติดตามข่าวสาร แทบจะอัพเดทเป็นวินาที เพราะทุกๆ วันข่าวมันเคลื่อนไหวอยู่ตลอด แม้แต่ข่าวการศึกษา --!! การติดตามข่าวก็ทำให้เรามีชัยไปกว่าครึ่งแล้วนะ เพราะจะได้วางแผนอนาคตข้างหน้าได้ถูก ดังนั้น บ้านใครยังไม่ตัดน้ำตัดไฟ ขอให้เปิดคอม จะเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ก็ได้ สื่อเหล่านี้ข่าวไว(แต่ก็ต้องกรองกันหน่อย) เมื่อรู้ข่าวแล้วก็โทรแจ้งข่าวเพื่อนที่ไม่รู้ข่าวด้วยจะดีมาก วิกฤติแบบนี้ก็ต้องการน้ำใจแม้กระทั่งเรื่องเรียนค่ะ
2.ช่วงเวลาที่เลื่อนสอบหรือเลื่อนเปิดเทอม แนะนำว่าเอาเวลาที่เหลือเฟือในช่วงนี้ไปอ่านหนังสือ ตะลุยโจทย์ เพราะพอเปิดเทอมแล้ว อาจจะต้องเรียนชดเชยในวันหยุด เวลาอ่านหนังสือจะน้อยลงแบบไม่รู้ตัว วิกฤติแบบนี้ต้องรู้จักพลิกให้เป็นโอกาส ประโยชน์จะได้เกิดกับตัวเราแน่นอน
ถ้าน้องๆ ตุนความรู้ไว้ได้เท่ากับที่ตุนมาม่าไว้ที่บ้านนะ รับรองว่าจะให้สอบเมื่อไหร่ สอบกี่ครั้ง เราก็พร้อมค่ะ
ถ้าน้องๆ ตุนความรู้ไว้ได้เท่ากับที่ตุนมาม่าไว้ที่บ้านนะ รับรองว่าจะให้สอบเมื่อไหร่ สอบกี่ครั้ง เราก็พร้อมค่ะ
3.อย่าคิดว่าตัวเองซวย ที่ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เท่าที่เจอมา น้องๆ หลายคนก็ไม่อยากให้เลื่อนสอบ เพราะอ่านมาแล้ว หรือถ้าจะยุบเหลือครั้งเดียวก็ไม่อยากให้ยุบ กลัวสอบครั้งเดียว คะแนนจะไม่ดีแล้วจะเสียเปรียบคนอื่น
ลองมองอีกด้านนึงดูค่ะ เพื่อนๆ เราเค้าก็เป็นเหมือนกันหมด ซวยก็ซวยพร้อมกันหมด ทั้งเลื่อน ทั้งยกเลิก ถ้าคิดว่าตัวเองลำบาก ลองมองเพื่อนเราที่ลำบากกว่า คนที่เค้าท่วมก่อนเราแบบไม่ทันตั้งตัว หนังสือลอยไปกับน้ำ ไฟก็ไม่มีอีก แย่กว่าเยอะเลย เรื่องนี้โทษใครไม่ได้จริงๆ นี่หน่า เพราะฉะนั้นต้องทำทุกวันให้มีคุณค่า และทำออกมาให้ดีที่สุด ช่วงนี้ต้องให้กำลังใจตัวเองมากๆ นะ
ลองมองอีกด้านนึงดูค่ะ เพื่อนๆ เราเค้าก็เป็นเหมือนกันหมด ซวยก็ซวยพร้อมกันหมด ทั้งเลื่อน ทั้งยกเลิก ถ้าคิดว่าตัวเองลำบาก ลองมองเพื่อนเราที่ลำบากกว่า คนที่เค้าท่วมก่อนเราแบบไม่ทันตั้งตัว หนังสือลอยไปกับน้ำ ไฟก็ไม่มีอีก แย่กว่าเยอะเลย เรื่องนี้โทษใครไม่ได้จริงๆ นี่หน่า เพราะฉะนั้นต้องทำทุกวันให้มีคุณค่า และทำออกมาให้ดีที่สุด ช่วงนี้ต้องให้กำลังใจตัวเองมากๆ นะ
4.อย่าเครียด ดูข่าวใช้สติมากกว่าอารมณ์ อย่าเครียดจนเกินเหตุ เพราะเราจะไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรซักอย่าง ทำแล้วก็ไม่ได้ผลดี อ่านหนังสือก็ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นเสพข่าวแต่พอดี เฉลี่ยความสำคัญให้กับทุกๆ เรื่อง อย่าไปจมอยู่กับความทุกข์ เหมือนพี่ๆ ทีมงาน Dek-D.com นี่ไง ก็ลุ้นอยู่ทุกวันว่าบ้านน้ำจะท่วมวันไหน แต่เราจมอยู่กับความทุกข์ไม่ได้ ต้องมาอัพเดทข่าวสารให้น้องๆ อ่าน :)
5.พักผ่อนให้เพียงพอ พี่มิ้นท์ไม่ได้เน้นแต่เรื่องนอนนะ พักผ่อนในที่นี้ ทั้งเที่ยว เล่น นอน หรือทำอะไรก็ได้ที่เราชอบ หลังจากที่เราอ่านหนังสือหรือทำโจทย์มาเหนื่อยๆ ให้สมองได้พักบ้าง จิตใจก็ได้พักตามไปด้วย จะได้เก็บแรงไปสู้วันอื่น เพราะมีเรื่องให้สู้อีกเยอะะะ!!
แอดมิชชั่นรุ่นนี้ไม่ได้แข่งกันที่ความเก่ง แต่แข่งกันที่ความพร้อมและการวางแผนค่ะ ขณะที่เราออกมากรีดร้องโวยวาย เพื่อนเราอาจจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ก็ได้ ดังนั้นตั้งสติ และทำตามที่เขียนแนะนำไว้ แอดมิชชั่นหนนี้ หนีน้ำแค่ไหนก็ได้เรียนคณะในฝันแน่นอน
วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
เปลี่ยนแปลงระเบียบการ รับตรงโดยใช้ GAT-PAT บางมด 2555
เกณฑ์การรับสมัคร
เกณฑ์การรับนักศึกษา (ใช้ผลการเรียน 5 ภาคการศึกษาเท่านั้น)
สถาบันเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่นเลื่อนสอบระบบโควตาและชิงทุน
สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ประกาศเลื่อนสอบสัมภาษณ์ระบบโควตา ประจำปีการศึกษา 2555 จากเดิมสัมภาษณ์ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2554 เปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2554
หรือดูได้ที่ลิ้งค์ http://www.tni.ac.th/web/th/index.php?option=news&category=2&id=197
- สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ประกาศ เลื่อนสอบตรงชิงทุน จากวันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม 2554 เปลี่ยนเป็นวันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2554
หรือดูได้ที่ลิงค์ http://www.tni.ac.th/web/th/index.php?option=news&category=4&id=201
หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : ศูนย์รับสมัครนักศึกษา 02-763-2601-5, 081-692-8001
โควตาคณะวิทยาศาสตร์ลาดกระบัง 2555
โครงการดีดี ไม่ต้องสอบ ไม่ต้องใช้ GAT-PAT
ไม่ใช้ 7 วิชาสามัญ สอบสัมภาาณ์อย่างเดียวจ้า !!
แต่กำหนด GPAX ขั้นต่ำ 3.00 นะครับ
รับสมัคร 8 สาขาวิชา 660 คน
ไม่ใช้ 7 วิชาสามัญ สอบสัมภาาณ์อย่างเดียวจ้า !!
แต่กำหนด GPAX ขั้นต่ำ 3.00 นะครับ
รับสมัคร 8 สาขาวิชา 660 คน
รับสมัคร 1 ธันวามคม ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2555
รายละเอียดทั้งหมด http://www.reg.kmitl.ac.th/filecontainer/q_sci55.pdf
วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
เธอผู้ไม่แพ้ .......
เธอผู้ไม่แพ้ น้องเค้ก เหยื่อ สาดน้ำกรด จากดาวมหาลัย จนกลายเป็นคนเสียโฉม
Mthainews: รายการวีไอพี ออกอากาศวันที่ 5 กันยายน นำเสนอเรื่องราวความแข็งแกร่งของ น้องเค้กอัญธิกา ธรรมกิตติ นักศึกษาสาวดาวมหาวิทยาลัย ที่วันหนึ่งต้องมาเผชิญกับชะตากรรมที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อคนร้ายบุกถึงสถาบัน สาดน้ำกรด จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ใบหน้าเสียโฉม เกือบทั้งหมด อีกทั้งตาซ้ายยังบอดสนิท สุขภาพของเธอต้องย่ำแย่ทั้งร่างกายและจิตใจ เนื่องจากสภาพใบหน้า ร่างกายไม่ได้สวยงามเหมือนเช่นอดีต
แต่เธอก็มีหัวใจเข้มแข็ง และกำลังใจที่ดีจากครอบครัว ทำให้เธอ ยืนหยัดจนถึงวันนี้
น้องเค้ก เคยเป็นดาวมหาลัย ของมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับสองมาได้
คุณกนกวรรณ แสงแก้ว คุณแม่น้องเค้กกล่าวว่า น้องเค้ก เป็นคนน่ารักตั้งแต่เด็กๆ ทำกิจจกรรมโรงเรียนแทบทุกอย่าง นอกจากนั้นเค้กยังขยันเริ่มหาเงินตั้งแต่ม.3 โดยไปเป็นเด็กเสริฟที่โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซต์ หลังจากเลิกเรียน มีรายได้วันละ 200 บาท สามารถจุนเจือครอบครัวได้ ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่
และด้วยรูปร่าง หน้าตาที่สวยงาม ทำให้เธอก้าวเข้าเป็นนางแบบ ตั้งแต่ช่วงเข้ามหาวิทยาลัย ปี1 อาทิ นางแบบนิตยสาร จากนั้น รับเป็นพริตตี้ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผิวพรรณทั่วไป นอกจากนั้นยังรับพิมพ์งาน งานโฟโต้ชอปไปด้วย รายได้ระหว่างเรียนได้ถึง 1หมื่น ถึง2 หมื่นบาท สามารถนำเงินไปจ่าายค่าเล่าเรียนได้โดยไม่ต้องขอเงินคุณแม่
ด้วยความที่เธอมุ่งมั่นทำงาน เธอเสิร์ชข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จนพบกับชายคนหนึ่ง ที่กำลังหาคนปล่อยของไปขาย เช่นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยเธอไปทำความรู้จัก ติดต่อเรื่องงาน แต่ทำได้สักพัก การขายมีคู่แข่งขึ้น จนวันหนึ่งงานเงียบไป แต่วันหนึ่งชายคนดังกล่าวโทรขอความช่วยเหลือให้ช่วย เนื่องจากถูกตั้งข้อหา คดีพยายามฆ่า จนคดีสิ้นสุด
แต่เรื่องระหว่างเขาและเธอไม่สิ้นสุด เมื่อชายคนนี้โทรจิก โดยอ้างว่าเรื่องคดียังไม่จบ หลังจากนั้นชายคนนี้ก็สารภาพรัก แต่เธอปฏิเสธไป ชายดังกล่าวจึงตั้งคำถามขึ้นว่า “ในเมื่อไม่ชอบ จะไปช่วยทำไม” จนกระทั่งเรื่องราวบานปลายถึงขั้น ขู่ ดักทำร้าย ถ้าเขาไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ได้ จนต้องแจ้งความกับตำรวจ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ สิ่งที่ได้กลับมาคือคำขู่ของชายคนเดิม ที่ล่าวว่า ถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรขึ้นมา นั่นก็คือฝีมือตน
ด้วยความชะล่าใจ ในมหาวิทยาลัย สัปดาห์ที่สอง เธอถูกชายคนเดิมสาดน้ำกรดเข้าที่ใบหน้า ความรู้สึกทั้งร้อน แสบ มีควันขโมง พยายามเหลือบตาเห็นร้านซักรีด จึงรีบเอาฝักบัวราด เพื่อนของเธอจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
น้องเค้กต้องรักษาตัวด้วยการสครับเนื้อที่ตายออก เพื่อไม่ให้ติดเชื้อด้วยความทรมาน ความแสบ คัน ทำให้เธอร้องไห้ด้วยความทุกข์ ราวกับมดคันไฟทั้งรังรุมกัดตัว พญ.พงศ์รวี โอแสงธรรมนนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง โรงพยาบาลยันฮี แพทย์เจ้าของคนไข้ระบุว่า ส่วนของเนื้อตายต้องตัดทิ้ง ซึ่งแผลน้องลึกมาก ปัจจุบันยิงเลเซอร์ไป 27 ครั้ง ฉีดยา 15-16 ครั้ง ยังต้องรักษาต่อเนื่อง
น้องเค้กกล่าวว่า หลังจากที่ส่องกระจกเห็นใบหน้าตัวเอง เธอรับไม่ได้ พร้อมกับร้องไห้ ล็อคประตูขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำโรงพยาบาล ครั้งนั้นเธอบอกว่า จะอยู่อย่างไรหน้าตาแบบนี้ ผี หรือคน แต่โชคดีที่มีคุณแม่คอยปลอบใจ อธิบาย และให้ความรักมาโดยตลอด
“ ลูกสวยที่สุดสำหรับแม่ คนเป็นแม่ยิ่งเห็นสภาพลูก ยิ่งเจ็บยิ่งกว่า แม่ไม่เคยร้องไห้ให้ลูกเห็น ” คุณแม่กล่าว
จนวัหนึ่งเธอเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก เสียใหม่ด้วยความที่เห็นความลำบากของพ่อแม่ ที่เฝ้าดูแลเธอ จนหมดเงินไปมากพอสมควร โชคดีที่เธอเป็นคนไข้ในพระราชูปถัมภ์
ส่วนคนร้าย น้องเค้ก พยายามคิดว่า ชาตินี้เป็นการชดใช้กรรมที่เคยทำมาชาติที่แล้ว อโหสิให้แก่กัน บวกทั้งไม่มีพยานหลักฐาน จึงไม่สามารถเอาผิดได้ คนร้ายอาจไม่ใช้เขา แต่อาจเป็นคนที่ถูกจ้างมา ขณะที่คุณแม่บอกว่า ในเมื่อลูกไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ ก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะได้ แต่แน่นอนคุณแม่ยังทำใจไม่ได้จนถึงปัจจุบันในฐานะคนเป็นแม่
น้องเค้ก กล่าวว่า ปัจจุบันสุขภาพกายดีขึ้นแล้ว 50% แต่จะมีปัญหาเรื่องแผลเป็น และต้องรักษาดวงตาที่โรงพยาบาลศิริราช และการรักษาเรื่องการผ่าตัดศัลยกรรมที่โรงพยาบาลยันฮี ซึ่งการรักษาจะต่างจากคนทั่วไปเนื่องจากน้ำกรดทำลายผิวถึงชั้นที่สอง ทำให้เมื่อต้องโดนแดด หากไม่ป้องกันไม่ใส่หมวก หรือไม่ทาครีมกันแดด ผิวจะไหม้ ล่าสุดต้องผ่าตัดใบหู เนื่องจากโดนน้ำกรดกินไปจนไม่มีเนื้อเยื่อ เหลือแต่รูหู ต้องนำกระดูกอ่อนของหูข้างซ้ายมาทำเป็นโครง แล้วเอาผิวหนังใต้แขนมาทำเป็นเนื้อ
น้องเค้กวางอนาคตไว้ว่า จะเรียนต่อในระดับปริญญาโท เพื่อศึกษาในระดับที่สูงขึ้น และปัจจุบันถึงแม้ว่าจะเสียโฉม ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ยังมีชายหนุ่มที่เคยรู้จัก รับสภาพที่เธอเป็นได้ ไม่เคยทอดทิ้งเธอ แต่น้องเค้ก ยังไม่ตกลงปลงใจ
เธอได้ประสบการณ์เรื่องคน ว่า โลกไซเบอร์ เราจะไม่รู้นิสัยว่าเป็นอย่างไร ต้องระมัดระวังยิ่งกว่าคนที่เรารู้จักทั่วไป ส่วนใครที่ท้อแท้สิ้นหวัง น้องเค้กกล่าวว่า อย่ามัวนั่งเศร้า เสียใจ อย่าไปยึดติดกับมัน มองสิ่งที่เหลือว่าเราจะทำอะไรได้ต่อ ลุกแล้วเราจะมองเห็นสิ่งที่ดีๆเยอะแยะในโลกใบนี้ เพราะมียังมีหลายสิ่งมากมายให้เราเผชิญ
หัวใจอันแข็งแกร่งของหญิงสาว อย่างน้องเค้ก ที่ต่อสู้กับบาดแผลอันแสนสาหัสทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง สำหรับที่ใครท้อแท้สิ้นหวัง เผชิญหน้า ลุกและสู้กับมัน แล้วเราจะผ่านมันไปได้ อย่างที่น้องเค้กได้บอกเอาไว้
credit:unigang
ถ้าสู้ก็จะชนะ.......
เรื่องเล่า...จาก เซ้าท์แอฟริกา
ตอน “แอฟริกา คาราบาว หัวใจ...ยอดนักสู้”
แอฟริกา เป็นทวีปแห่งการต่อสู้ แผ่นดินผืนนี้มีตัวละคร มากมาย แต่ถึงอย่างไร ถ้าคุณไม่เป็น “ผู้ไล่ล่า” คุณก็อาจจะต้องเป็น“ผู้ถูกล่า” ได้...
เรื่องเล่าจาก เซ้าท์แอฟริกา ตอน “แอฟริกา คาราบาว หัวใจ...ยอดนักสู้” วันนี้ เป็นเรื่อง “การไล่ล่า” ที่ไม่ธรรมดา เพราะถ้าเป็นเรื่องธรรมดาทั่วๆไป รับรองได้ว่า จะต้องไม่ใช่ที่นี่ ซึ่งในวันนี้ เราจะพานักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ไปรับชมเรื่องราวที่...สวนกระแส...ท้าทาย...เร้าใจ และเป็น...กำลังใจ ให้กับ “ใครๆ” ที่คิดว่า...
“ฉัน ทำไม่ได้ หรอก” หรือว่า...
“เป็นไปไม่ได้ หรอก” หรือว่า...
“ไว้ โอกาสหน้า ดีกว่า” หรือว่า...
“ให้คนอื่น เขาทำไปเถอะ” เป็นต้น
ภาพเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นที่ “อุทยานแห่งชาติ ครุเก้อร์” (Kruger National Park) ซึ่งเต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด และสัตว์ป่านานาพันธุ์ แถมยังอยู่ใกล้ “วัดใหม่” ของเรา เดินทาง เพียง 1ชั่วโมงเศษเท่านั้น ถ้าใครแวะมาเที่ยว โจฮันเนสเบิร์ก เราก็จะพาไปดูด้วยตนเอง
ก่อนอื่น ก็ต้องขอแนะนำตัว “ผู้ยิ่งใหญ่” แห่งผืนป่าแอฟริกากันซะก่อน เราเรียกผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง5 ว่า “The Big5” ซึ่ง ชาวเซ้าท์แอฟริกา ไม่ต้องกลัว ว่าจะจำไม่ได้ เพราะว่า “The Big5” ได้ถูกตีพิมพ์ไว้ ในธนบัตร ให้เห็นกันอยู่ทุกวัน...
เดี๋ยวเรามาดู ธนบัตร “The Big5” หรือ “เจ้าป่า 5สายพันธุ์” โดยมี “แอฟริกา คาราบาว” อยู่ในนั้นด้วย...แสดงว่า คาราบาว “พระเอก” ของเราในวันนี้...จะต้องไม่ธรรมดาทีเดียว... เรามาดูกัน ทีละพันธุ์
แบงก์ 10...เป็นอะไรที่มี...นอ (แรด)
แบงก์ 20...เป็นอะไรที่มี...งวง (ช้าง)
แบงก์ 50...เป็นอะไรที่มี...ขนคอ (สิงโต)
แบงก์ 100...เป็นอะไรที่มี...เขา (คาราบาว)
แบงก์ 200...เป็นอะไรที่มี...จุดๆ (เสือดาว)
Scoop พิเศษ จากเซ้าท์แอฟริกา ที่เราจะได้ดูต่อไปนี้เป็นอุบัติเหตุการต่อสู้ระหว่าง...คาราบาว กับ สิงโต พร้อมด้วย แขกที่ไม่ได้รับเชิญ อีก 2ตัว
สุภาษิตที่ว่า “หนีเสือ-ปะจระเข้” ถือเป็นเรื่องเด็กๆสำหรับแอฟริกา เพราะที่นี่ “คาราบาว เบบี้” (ลูกคาราบาว) ต้องประสบชะตากรรม ทั้งขึ้นทั้งล่อง
จะขึ้นบก ก็อ่วม เพราะว่าเจอ “5 รุม 1”
ครั้นพอจะ...ลงน้ำ ก็อ่วม เพราะว่าเจอ “2 รุมทึ้ง”
แล้ว “คาราบาว เบบี้” รอดมาได้อย่างไร...
เหตุการณ์ หนีสิงโตทั้ง5...ปะจระเข้ทั้ง2 เกิดขึ้นรวดเร็วมาก เรามาดูวินาที...ต่อ...วินาที ให้เห็นกันจะจะ ไปเลยก่อนที่จะชม Scoop
ครอบครัวคาราบาว...เดินทอดน่อง ชมนกชมไม้ในอุทยานแห่งชาติ
โดยไม่รู้ตัวเลยว่า มีผู้ซุ่มมองอยู่ มันมีด้วยกันทั้งหมด 5ตัว
พ่อคาราบาว รู้ตัวว่าจะมีภัย...
พาครอบครัวคาราบาว วิ่งหนี โดยมีเหล่าสิงโตวิ่งไล่ตาม
เป้าหมาย คือ ลูกคาราบาว
ลูกคาราบาว ถูกสิงโตกัด จนตกลงไปในน้ำ...น้ำแตกกระจาย
สิงโต ทั้ง 5ตัว ต่างมาช่วยกันรุม ลูกคาราบาว
แต่ขณะนั้น ก็เกิด “รักสามเส้า” ขึ้น เพราะในน้ำมีจระเข้...
ทั้งสิงโต และจระเข้ ต่างก็เหมือนกับจะบอกกับลูกคาราบาวว่า “ฉันรักเธอปานจะกลืนกิน”
....ในที่สุด สิงโตก็ช่วยกันลากลูกคาราบาวไปจนได้
พ่อ- แม่ คาราบาวที่วิ่งหนีไป...ต่างคิดได้ ไปหาพวกพ้องมาช่วย
ภาพที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ฝูงคาราบาว นำโดยพ่อ-แม่คาราบาวที่วิ่งหนีไป
กรูกันเข้าช่วยลูกคาราบาว ที่กำลังถูกเหล่าสิงโตรุมกิน
ฝูงคาราบาว ตรงเข้าขวิดเหล่าสิงโตจนพากันวิ่งหนี...คาราบาว “ร่วมใจ”
พ่อคาราบาว ผู้กล้าหาญ ยังคงไล่ขวิดสิงโตต่อไปอย่างไม่ลดละ
ฝูงคาราบาว พากันเข้าโจมตีเหล่าสิงโต
จนแตกกระจายไปคนละทิศละทาง “เขี้ยว” แพ้ “เขา”
“เอาลูกฉันคืนมา”
ปฏิบัติการ “บุกชิงตัวประกัน”
ถ้าสู้...ก็จะชนะ
ถ้าสู้...ก็จะชนะ
“บิ๊ก” ทั้งคู่ แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ “แรงใจ”
ชีวิตของ ครอบครัวคาราบาว ในเซ้าท์แอฟริกา ก็คล้ายๆกับชีวิตจริงของมนุษย์ ทุกคน โดยเฉพาะพวกเราที่เป็น “นักสร้างบารมี” ที่ถือกำเนิดมาเพื่อ “สร้างบารมี” เราก็จะต้องพบกับอุปสรรคเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่เจออุปสรรค...นี่สิ ถือว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะฉะนั้น...ในเมื่ออุปสรรคเป็นเรื่อง ธรรมดา แล้วเราจะไปกลัวอุปสรรคไปทำไม ซึ่ง อุปสรรค นั้น...กลัว...ก็...เจอ...ไม่กลัว...ก็...เจอ...ยิ่งกลัว...ก็...ยิ่งเจอ
เพราะฉะนั้น เรา “ต้องสู้” โดยเฉพาะเป้าหมาย “ข้างหน้า” และ “เฉพาะหน้า” ที่เราจะมาตักตวงบุญกัน คือ “โมดูล” ที่เรารับไป เราจะต้อง “ทำให้สำเร็จ” ให้ได้
เราได้ดูตัวอย่างจาก “คาราบาว แอฟริกา” ที่อยู่ ใกล้ๆ “วัดไทยแห่งแรกในทวีปแอฟริกา” ของเรา ซึ่งเราจะเห็นว่าไม่มีคาราบาวตัวไหน “ยอมแพ้” ต่อโชคชะตา แม้แต่ตัวเดียว
แล้วก็อย่าคิดว่า “ควายแอฟริกา” มัน “โง่” นะ...มัน ฉลาด ทีเดียวแหละ เมื่อมันสู้โดย “ลำพัง” ไม่ไหว พ่อ-แม่ คาราบาว มันก็ไป “เรียกพวก” มาช่วย จนกระทั่งเอาชนะในสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อว่า สิงโตจะ หนีควาย หางกระจุยไปเลย
อย่าง “โมดูล” ของเรา...ถ้าเราทำคนเดียวไม่ไหว...เราก็ไปทำหน้าที่ กัลยาณมิตร “ชักชวน” คนอื่นให้มาช่วยกันทำ...แล้วในที่สุด เราก็จะ...ทำได้
เพราะฉะนั้น จากนี้ไป เราจะต้อง “ฉลาด” เหมือน... “แอฟริกา คาราบาว” ต่อไป ถ้าจะชมใคร ก็ควรชมว่า “โห...พี่ ทำไมพี่ฉลาดยังกะควาย” เมื่อนึกถึง “แอฟริกา คาราบาว”
แล้วเราก็จะมีกำลังใจในการทำ “โมดูล” ของเราให้สำเร็จ ซึ่งที่ผ่านมาเราอาจมีข้ออ้างต่างๆที่เราเคยใช้...ต่อจากนี้ไป เราก็จะเลิกใช้แล้ว บรรดาข้ออ้างต่างๆเหล่านี้ เช่น...
“ฉันทำไม่ได้หรอก...โมดูล”
“เป็นไปไม่ได้หรอก...โมดูล”
“ไว้ชาติหน้าดีกว่า...โมดูล”
“ให้คนอื่นเขาทำไปเถอะ...โมดูล”
“โมดูล” ทุกคนทำได้ คุณครูไม่ใหญ่ ท่านยืนยันว่า “ถ้าสู้...ก็...จะชนะ”
Credit http://www.dmc.tv/pages/latest_update/Shosholoza_African_Carabao.html
เปลี่ยนแปลงระเบียบการรับตรงโดยใช้GAt PAT บางมด 2555
เกณฑ์การรับสมัคร
เกณฑ์การรับนักศึกษา (ใช้ผลการเรียน 5 ภาคการศึกษาเท่านั้น)
วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
8 วิธีอ่านหนังสือสอบได้อย่างเซียน
เมื่อ ลองย้อนเวลากลับไปในสมัยที่เรียนอยู่ ช่วงเวลาที่น่าเบื่อที่สุดคือ ช่วงเวลาแห่งการท่องตำราสอบ ไม่ว่าจะเรียนอยู่ในระดับไหนก็หลีกเลี่ยงการท่องตำราสอบกันไม่ได้ทั้งนั้น เคยเป็นไหมที่รู้สึกว่า อยากให้มีเวลาเยอะกว่านี้ เพื่อจะได้อ่านหนังสือสอบให้ทัน วันนี้เราจึงรวบรวมเทคนิคการอ่านให้ได้ประสิทธิภาพ ที่คิดว่าพอจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับการอ่านมานำเสนอ ดังนี้
1. หัดให้ตัวเองมีวินัยให้ได้ คือ ถ้าเราวางแผนว่าจะอ่านหนังสือให้ได้เท่านี้สำหรับวันนี้ เราก็ต้องทำให้ได้ วิธีฝึกเริ่มแรกให้กำหนดง่ายๆ ก่อนว่า วันนี้เราจะอ่านตำราแค่ 1 บท หรือ 10 หน้า เป็นต้น เอาแค่นี้ให้ได้ ถ้าอ่านจบเร็วก็ไปทำอย่างอื่น พอวันต่อๆ ไปก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามสมควร แล้วก็ต้องอ่านให้ได้ตามเป้าหมาย เมื่อเราอ่านได้ตามเป้าแล้วในแต่ละครั้งก็อย่าลืมให้รางวัลตัวเองด้วยทุก ครั้ง โดยรางวัลก็อาจจะเป็นอะไรง่ายๆ เช่น ได้ดูละครหนึ่งเรื่องตอนกลางคืน เป็นต้น
2. วางแผนการอ่านหนังสือ เมื่อเรามีวินัยและเคารพการวางแผนของตัวเองแล้ว ต่อไปก็ต้อง วางแผนการอ่านหนังสือ การวางแผนที่ดีนั้นสำคัญมาก เพราะทำให้เราเดินไปถูกทิศทาง การวางแผนไม่ถือเป็นการเสียเวลา แต่เป็นการประหยัดเวลาในระยะยาว เพราะไม่ต้องไปเสียเวลาเดินผิดทาง
3. อย่าตะบี้ตะบันอ่านเกินควร อย่าคิดว่าตัวเองเป็น superman คือ สามารถอ่านหนังสือได้เยอะเกินกำลังภายในเวลาอันสั้น อย่าวางตารางการอ่านให้แน่นเกินไป เพราะนอกจากจะทำไม่ได้ตามแผนอยู่แล้ว ยังทำให้ตัวเองเครียดเพราะแผนนั้นโดยไม่จำเป็นด้วย แรกๆ อาจจะกะความสามารถตัวเองยากหน่อย หรือการอ่านตำราภาษาอังกฤษกับภาษาไทยก็ใช้ระยะเวลาการอ่านไม่เท่ากัน ก็ใช้เก็บสถิติจากการอ่านในรอบแรกๆ เช่น การอ่านภาษาอังกฤษ 1 หน้า เราใช้เวลา 10 นาที เราก็จะประมาณถูกว่าต้องใช้เวลาเท่าไรจึงจะอ่านจบบทหรือจบวิชา เป็นต้น
4. หาที่อ่านที่สงบเงียบและนั่งสบาย ส่วนบรรยากาศก็แล้วแต่คนชอบ บางคนชอบอ่านที่บ้าน ในห้องสมุด ในสวนมีต้นไม้เขียวๆ หรือในร้านกาแฟ หรือบางทีเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ควรไม่อยู่ใกล้ทีวี หรือสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เราเสียสมาธิ เพราะทำให้เราเสียเวลาในการอ่าน และทำให้จำได้ไม่ดีด้วย แต่ก็ทราบมาว่าบางคนจะชอบให้มีเสียงเพลงหรือเสียงอื่นๆ เวลาอ่านหนังสือด้วย อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบ
5. อย่าให้สิ่งใดมารบกวนการอ่าน เวลาอ่านหนังสือ เราควรกำหนดว่า เวลานี้เราจะตั้งใจ และไม่ปล่อยให้อะไรมาขัดโดยไม่จำเป็น เช่น อาจจะปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น คนอื่นก็จะไม่มารบกวนโดยไม่จำเป็น การได้ทำงานหรืออ่านหนังสือเป็นช่วงเวลาติดต่อกันอย่างนี้มีประสิทธิภาพกว่า การอ่านที่ถูกหยุดด้วยสิ่งต่างๆ
6. พักผ่อนสมองบ้าง เมื่ออ่านหนังสือไปนานๆ เราก็จะเริ่มล้า ทั้งสมองที่ต้องคิด ทั้งร่างกายที่ไม่ได้ขยับ ทั้งสายตาที่ต้องจ้องอยู่นาน เราก็ควรกำหนดเวลาพัก อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบ อาจจะพักอ่านหนังสือทุกๆ ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง โดยออกไปเดินยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ ทานขนม หรือไปมองต้นไม้เขียวๆ เวลาพักก็ต้องกำหนดด้วยว่า 5 นาที หรือ 15 นาที เป็นต้น
7. ชอบขีดเส้นหรือเน้นข้อความที่สำคัญในหนังสือโดยไม่หวงหนังสือ ว่าจะดูเลอะเทอะเลย เพราะชอบเวลากลับมาอ่านทวน เราก็จะรู้ว่าจุดไหนเป็นข้อมูลสำคัญ เรายังสามารถใช้ทบทวนก่อนสอบได้ด้วย สำหรับคนที่ชอบหนังสือใหม่ๆ เกลี้ยงๆ ก็อาจจะต้องหาสมุดกับปากกามาจดสิ่งที่สำคัญจากหนังสือนั้นๆ เพื่อการอ่านทบทวนได้
8. พยายามจัดเวลาอ่านหนังสือในช่วงเวลาที่เราตื่นตัวที่สุด อันนี้แตกต่างกันไป บางคนจะจำได้ดีถ้าอ่านตอนเช้า บางคนเป็นตอนเย็น ก็ต้องสังเกตตัวเองดู ถ้าทราบแล้วอาจจะกำหนดเป็นเวลาประจำทุกวัน เช่น ทุกวันเวลา 2 ทุ่ม - 5 ทุ่ม เราต้องอ่านตำราทบทวนที่เรียนมา เป็นต้น
อย่าลืมทบทวนตำราเรียนทุกวันนะคะ แล้วเอาเทคนิคทั้ง 8 ไปใช้ดู เผื่อประสิทธิภาพในการอ่านจะทำให้เกรดภาคเรียนต่อไปดีขึ้นทันตาก็ได้
1. หัดให้ตัวเองมีวินัยให้ได้ คือ ถ้าเราวางแผนว่าจะอ่านหนังสือให้ได้เท่านี้สำหรับวันนี้ เราก็ต้องทำให้ได้ วิธีฝึกเริ่มแรกให้กำหนดง่ายๆ ก่อนว่า วันนี้เราจะอ่านตำราแค่ 1 บท หรือ 10 หน้า เป็นต้น เอาแค่นี้ให้ได้ ถ้าอ่านจบเร็วก็ไปทำอย่างอื่น พอวันต่อๆ ไปก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามสมควร แล้วก็ต้องอ่านให้ได้ตามเป้าหมาย เมื่อเราอ่านได้ตามเป้าแล้วในแต่ละครั้งก็อย่าลืมให้รางวัลตัวเองด้วยทุก ครั้ง โดยรางวัลก็อาจจะเป็นอะไรง่ายๆ เช่น ได้ดูละครหนึ่งเรื่องตอนกลางคืน เป็นต้น
2. วางแผนการอ่านหนังสือ เมื่อเรามีวินัยและเคารพการวางแผนของตัวเองแล้ว ต่อไปก็ต้อง วางแผนการอ่านหนังสือ การวางแผนที่ดีนั้นสำคัญมาก เพราะทำให้เราเดินไปถูกทิศทาง การวางแผนไม่ถือเป็นการเสียเวลา แต่เป็นการประหยัดเวลาในระยะยาว เพราะไม่ต้องไปเสียเวลาเดินผิดทาง
3. อย่าตะบี้ตะบันอ่านเกินควร อย่าคิดว่าตัวเองเป็น superman คือ สามารถอ่านหนังสือได้เยอะเกินกำลังภายในเวลาอันสั้น อย่าวางตารางการอ่านให้แน่นเกินไป เพราะนอกจากจะทำไม่ได้ตามแผนอยู่แล้ว ยังทำให้ตัวเองเครียดเพราะแผนนั้นโดยไม่จำเป็นด้วย แรกๆ อาจจะกะความสามารถตัวเองยากหน่อย หรือการอ่านตำราภาษาอังกฤษกับภาษาไทยก็ใช้ระยะเวลาการอ่านไม่เท่ากัน ก็ใช้เก็บสถิติจากการอ่านในรอบแรกๆ เช่น การอ่านภาษาอังกฤษ 1 หน้า เราใช้เวลา 10 นาที เราก็จะประมาณถูกว่าต้องใช้เวลาเท่าไรจึงจะอ่านจบบทหรือจบวิชา เป็นต้น
4. หาที่อ่านที่สงบเงียบและนั่งสบาย ส่วนบรรยากาศก็แล้วแต่คนชอบ บางคนชอบอ่านที่บ้าน ในห้องสมุด ในสวนมีต้นไม้เขียวๆ หรือในร้านกาแฟ หรือบางทีเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ควรไม่อยู่ใกล้ทีวี หรือสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เราเสียสมาธิ เพราะทำให้เราเสียเวลาในการอ่าน และทำให้จำได้ไม่ดีด้วย แต่ก็ทราบมาว่าบางคนจะชอบให้มีเสียงเพลงหรือเสียงอื่นๆ เวลาอ่านหนังสือด้วย อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบ
5. อย่าให้สิ่งใดมารบกวนการอ่าน เวลาอ่านหนังสือ เราควรกำหนดว่า เวลานี้เราจะตั้งใจ และไม่ปล่อยให้อะไรมาขัดโดยไม่จำเป็น เช่น อาจจะปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น คนอื่นก็จะไม่มารบกวนโดยไม่จำเป็น การได้ทำงานหรืออ่านหนังสือเป็นช่วงเวลาติดต่อกันอย่างนี้มีประสิทธิภาพกว่า การอ่านที่ถูกหยุดด้วยสิ่งต่างๆ
6. พักผ่อนสมองบ้าง เมื่ออ่านหนังสือไปนานๆ เราก็จะเริ่มล้า ทั้งสมองที่ต้องคิด ทั้งร่างกายที่ไม่ได้ขยับ ทั้งสายตาที่ต้องจ้องอยู่นาน เราก็ควรกำหนดเวลาพัก อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบ อาจจะพักอ่านหนังสือทุกๆ ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง โดยออกไปเดินยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ ทานขนม หรือไปมองต้นไม้เขียวๆ เวลาพักก็ต้องกำหนดด้วยว่า 5 นาที หรือ 15 นาที เป็นต้น
7. ชอบขีดเส้นหรือเน้นข้อความที่สำคัญในหนังสือโดยไม่หวงหนังสือ ว่าจะดูเลอะเทอะเลย เพราะชอบเวลากลับมาอ่านทวน เราก็จะรู้ว่าจุดไหนเป็นข้อมูลสำคัญ เรายังสามารถใช้ทบทวนก่อนสอบได้ด้วย สำหรับคนที่ชอบหนังสือใหม่ๆ เกลี้ยงๆ ก็อาจจะต้องหาสมุดกับปากกามาจดสิ่งที่สำคัญจากหนังสือนั้นๆ เพื่อการอ่านทบทวนได้
8. พยายามจัดเวลาอ่านหนังสือในช่วงเวลาที่เราตื่นตัวที่สุด อันนี้แตกต่างกันไป บางคนจะจำได้ดีถ้าอ่านตอนเช้า บางคนเป็นตอนเย็น ก็ต้องสังเกตตัวเองดู ถ้าทราบแล้วอาจจะกำหนดเป็นเวลาประจำทุกวัน เช่น ทุกวันเวลา 2 ทุ่ม - 5 ทุ่ม เราต้องอ่านตำราทบทวนที่เรียนมา เป็นต้น
อย่าลืมทบทวนตำราเรียนทุกวันนะคะ แล้วเอาเทคนิคทั้ง 8 ไปใช้ดู เผื่อประสิทธิภาพในการอ่านจะทำให้เกรดภาคเรียนต่อไปดีขึ้นทันตาก็ได้
Credit บทความ http://fahsai26.myfri3nd.com/blog/2011/01/17/entry-2
และภาพสวยๆ จาก สสส
และภาพสวยๆ จาก สสส
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
