รายงานข่าวจาก ศูนย์ข่าวการศึกษาไทย แจ้งว่า จากการประชุม ที่ประชุมอธิการอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เรื่องรับตรงกลาง ได้ผลสรุปกำหนดแนวทาง เบื้องต้นการรับตรงกลาง คือ สทศ. จะจัดสอบรับตรงกลางในเดือน มกราคม 2555 โดยเป็นการสอบ 7 วิชา เพื่อจะนำคะแนนไปยื่นในการคัดเลือกโครงการรับตรงของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข ของแต่ละคณะ สาขา สถาบัน ขึ้นอยู่กับแต่ละแห่งกำหนดเอง โดยมีหลักเกณฑ์ ที่สามารถแบ่งกลุ่มได้คร่าวๆ ดังนี้
กลุ่มแรก คือ ใช้คะแนนจากการสอบ 7 วิชาในเดือน มกราคม 55 + จัดสอบเอง + คะแนน GAT/PAT เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น หลายๆคณะของรับตรงแบบปกติของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กลุ่มที่สอง คือ ใช้คะแนน ใช้คะแนนจากการสอบ 7 วิชาในเดือน มกราคม 55 + คะแนน GAT/PAT โดยส่วนใหญ่ กลุ่มนี้ จะใช้คะแนน GAT PAT ในเดือนตุลาคม (1/2555) เป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น โครงการรับตรง โควตาพิเศษมหาวิทยาลัยศิลปากร
กลุ่มที่สาม คือกลุ่มที่ ใช้คะแนน คะแนน GAT/PAT+ การจัดสอบเอง เช่น โครงการรับตรงมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่จะมีการจัดสอบเองในเดือน ตุลาคม 2554 และพิจารณาคะแนน GAT PAT ในเดือน ตุลาคม ประกอบด้วย,โครงการรับตรงคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี แบบปกติ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,โครงการรับตรง คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยสุรนารี
กลุ่มที่สี่ คือกลุ่มที่ ใช้คะแนน คะแนน GAT/PATพิจารณาเพียงอย่างเดียว เช่น โครงการรับตรงแบบปกติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และกลุ่มที่ห้า กลุ่มที่ ดำเนินการการจัดสอบเอง กลุ่มนี้ อาจเรียกได้ว่า ดำเนินการรับนักศึกษาเองก็ว่าได้ เช่น โครงการรับตรงทั่วประเทศ และโควตา 17 จังหวัดภาคเหนือของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, โครงการรับตรงคณะวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (บางสาขา) มหาวิทยาลัยศิลปากร,โครงการรับตรงมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ,โครงการรับตรงคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
และกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่ ใช้คะแนนจากการสอบ 7 วิชาในเดือน มกราคม 55+จัดสอบวิชาเฉพาะเอง เช่น การรับนักศึกษาคณะแพทย์ของ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.)
โดยรวมทุกมหาวิทยาลัยจะเข้าร่วมในระบบในการประมวลผลกลาง การรับตรง หรือระบบเคลียร์ริ่งเฮ้าส์และ ศทส. ได้ประกาศ กำหนดการการรับตรงกลาง ดังนี้
เปิดรับสมัครสอบ 7วิชา วันที่ 1-30 ตุลาคม ผ่านเว็บไซต์สทศ. www.niets.or.th
จัดการสอบวันที่ 7-8 มกราคม 2555
และประกาศผล 5 กุมภาพันธ์
ค่าสมัครวิชาละ 100 บาท และผลสอบใช้ได้ 1 ปีเท่านั้น
ส่วนรายชื่อมาวิทยาลัยอยางเป็นทางการที่จะเข้าร่วมยังไม่มีผลสรุป เพราะในหลายๆมหาวิทยาลัยยังคงมีการถกเถียงเรื่องการใช้เกณฑ์การพิจารณาการคัดเลือกอยู่ คงต้องรอผลการการชุมในวันที 14 กรกรฎาคมนี้อีกครั้ง
นักเรียน ม.6 ทุกคนควรติดตามข่าวความเคลื่อนไหว ของรายละเอียดและประกาศรับตรงจากมหาวิทยาลัยต่างๆอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถเตรียมตัวในการสอบได้อย่างถูกต้อง และสามารถติดข่าวความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องได้ที่ศูนย์ข่าวการศึกษาไทย
วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
สอบตรงและทุนการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น
สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เปิดรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4ปี ประจำปีการศึกษา 2555
1. ประเภท สอบตรงและสอบแข่งขันเพื่อรับทุนการศึกษา
เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ - วันอาทิตย์ที่ 27พฤศจิกายน 2554
2. ประเภทโควตา
- โควตาโรงเรียน
- โควตาสถาบันการอาชีวศึกษา
- โควตาผู้มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- โควตาผู้มีความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมและกีฬา
- โควตาบุตรบุคลากรและบุตรศิษย์เก่าสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI)
- โควตาบุตรบุคลากรและบุตรสมาชิกสามัญสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (ส.ส.ท.)
- โควตาบุตรบุคลากรของบริษัทภาคอุตสาหกรรมผู้มีอุปการคุณ
เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ - วันอาทิตย์ที่ 9ตุลาคม 2554
3. ประเภท เทียบโอนหน่วยกิต ภาคเรียนที่ 2/2554
เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ - วันอาทิตย์ที่ 25กันยายน 2554
รายละเอียดการประกาศรับ ดาวน์โหลดได้จากเอกสารประกอบข่าว
สมัครด้วยตนเองที่ ศูนย์รับสมัครนักศึกษา ชั้น 1อาคาร A สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น
วันจันทร์ – วันศุกร์ ช่วงเช้า เวลา 08:00น. - 11:30น. และ ช่วงบ่าย เวลา 13:00น. - 16:30น.
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ ช่วงเช้า เวลา 09:00น. - 11:00น. และ ช่วงบ่าย เวลา 13:00น. - 16:00น.
สอบถามข้อมูลการรับสมัครเพิ่มเติมที่ 0-2763-2601 – 6
และ e-mail : admission@tni.ac.th
1. ประเภท สอบตรงและสอบแข่งขันเพื่อรับทุนการศึกษา
เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ - วันอาทิตย์ที่ 27พฤศจิกายน 2554
2. ประเภทโควตา
- โควตาโรงเรียน
- โควตาสถาบันการอาชีวศึกษา
- โควตาผู้มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- โควตาผู้มีความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมและกีฬา
- โควตาบุตรบุคลากรและบุตรศิษย์เก่าสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI)
- โควตาบุตรบุคลากรและบุตรสมาชิกสามัญสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (ส.ส.ท.)
- โควตาบุตรบุคลากรของบริษัทภาคอุตสาหกรรมผู้มีอุปการคุณ
เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ - วันอาทิตย์ที่ 9ตุลาคม 2554
3. ประเภท เทียบโอนหน่วยกิต ภาคเรียนที่ 2/2554
เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ - วันอาทิตย์ที่ 25กันยายน 2554
รายละเอียดการประกาศรับ ดาวน์โหลดได้จากเอกสารประกอบข่าว
สมัครด้วยตนเองที่ ศูนย์รับสมัครนักศึกษา ชั้น 1อาคาร A สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น
วันจันทร์ – วันศุกร์ ช่วงเช้า เวลา 08:00น. - 11:30น. และ ช่วงบ่าย เวลา 13:00น. - 16:30น.
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ ช่วงเช้า เวลา 09:00น. - 11:00น. และ ช่วงบ่าย เวลา 13:00น. - 16:00น.
สอบถามข้อมูลการรับสมัครเพิ่มเติมที่ 0-2763-2601 – 6
และ e-mail : admission@tni.ac.th
มาแล้ว!! รับตรง 55 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
ตอนนี้คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้เปิดรับตรงในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตแล้ว โดยเปิด 3 โครงการ คือ
1. โครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (CPIRD) จำนวน 90 คน โดยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด นครนายก อยุธยาและนครปฐม
2. โครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOD) จำนวน 20 คน โดยอยู่ในพื้นที่เช่นเดียวกับโครงการ CPIRD แต่จะต้องมีภูมิลำเนาไม่น้อยกว่า 3 ปี และจะพิจารณารับนักเรียนที่มีภูมิลำเนาที่มีความขาดแคลนแพทย์ก่อน
3. โครงการโอลิมปิกวิชาการ (ชีววิทยา) จำนวนไม่เกิน 3 คน โดยจะต้องเป็นนักเรียนที่ผ่านการอบรมคัดเลือกครั้งที่ 2 วิชาชีววิทยา จาก สสวท. ในโครงการจัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ และจะต้องได้รับเกียรติบัตรจากการเข้าร่วมกิจกรรมด้วย
ทั้ง 3 โครงการสามารถสมัครผ่านทางเว็บไซต์ของคณะแพทยศาสตร์ ได้ที่ http://acad.md.chula.ac.th/ ตั้งแต่วันที่ 15 -31 สิงหาคม 2554 สำคัญที่สุด คือ นักเรียนจะต้องกรอกข้อมูลให้ถูกต้องด้วย เพราะถ้ากดบันทึกแล้วจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้
โครงการนี้จะต้องเข้าสอบ GAT/ PAT 1/ PAT 2 ครั้งที่ 1/2555 ในเดือนตุลาคม (จะใช้คะแนนจากการสอบครั้งที่ 1/2555 เท่านั้น) และต้องสอบวิชาเฉพาะทางการแพทย์ที่ กสพท.จัดสอบ ซึ่งจะใช้ในส่วนของเฉพาะวิชาจริยธรรมเท่านั้น โดยเกณฑ์การพิจารณา มีองค์ประกอบค่าน้ำหนัก ดังนี้
credit:dekd
1. โครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (CPIRD) จำนวน 90 คน โดยอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด นครนายก อยุธยาและนครปฐม
2. โครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOD) จำนวน 20 คน โดยอยู่ในพื้นที่เช่นเดียวกับโครงการ CPIRD แต่จะต้องมีภูมิลำเนาไม่น้อยกว่า 3 ปี และจะพิจารณารับนักเรียนที่มีภูมิลำเนาที่มีความขาดแคลนแพทย์ก่อน
3. โครงการโอลิมปิกวิชาการ (ชีววิทยา) จำนวนไม่เกิน 3 คน โดยจะต้องเป็นนักเรียนที่ผ่านการอบรมคัดเลือกครั้งที่ 2 วิชาชีววิทยา จาก สสวท. ในโครงการจัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ และจะต้องได้รับเกียรติบัตรจากการเข้าร่วมกิจกรรมด้วย
ทั้ง 3 โครงการสามารถสมัครผ่านทางเว็บไซต์ของคณะแพทยศาสตร์ ได้ที่ http://acad.md.chula.ac.th/ ตั้งแต่วันที่ 15 -31 สิงหาคม 2554 สำคัญที่สุด คือ นักเรียนจะต้องกรอกข้อมูลให้ถูกต้องด้วย เพราะถ้ากดบันทึกแล้วจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้
โครงการนี้จะต้องเข้าสอบ GAT/ PAT 1/ PAT 2 ครั้งที่ 1/2555 ในเดือนตุลาคม (จะใช้คะแนนจากการสอบครั้งที่ 1/2555 เท่านั้น) และต้องสอบวิชาเฉพาะทางการแพทย์ที่ กสพท.จัดสอบ ซึ่งจะใช้ในส่วนของเฉพาะวิชาจริยธรรมเท่านั้น โดยเกณฑ์การพิจารณา มีองค์ประกอบค่าน้ำหนัก ดังนี้
credit:dekd
วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ปฏิทินการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2555
สมัครสอบคัดเลือก 19 กรกฎาคม-14ตุลาคม 2554ที่ www.quota.su.ac.th หรือ www.reg.su.ac.th
สอบ 8-11 ตุลาคม 2554
สอบ 8-11 ตุลาคม 2554
วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
100 ทุน ม.เทคโนโลยีสุรนารีเปิดรับ 1 ก.ค.นี้
เปิดรับสมัครนักเรียนที่ก าลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนมัธยมศึกษาของรัฐหรือเอกชนที่ได้รับการรับรองวิทยฐานะทั่วประเทศ เพื่อคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ประจ าปีการศึกษา 2555 โดยไม่มีการสอบข้อเขียน เพียงแต่นักเรียนจะต้องมีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ดังนี้
1. ประเภทโควตาและจํานวนรับ
โควตาผู้มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หมายถึง ผู้ที่มีความสามารถและผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จํานวนรับเข้าศึกษาทั้งสิ้น 100 คน กลุ่มสาขาวิชาที่เปิดรับมีดังนี้
กลุ่มสาขาวิชา/หลักสูตร
1. กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ประกอบด้วย
หลักสูตรวิศวกรรมเกษตรและอาหาร หลักสูตรวิศวกรรมการผลิต หลักสูตรวิศวกรรมขนส่งและโลจิสติกส์
หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หลักสูตรวิศวกรรมเคมี หลักสูตรวิศวกรรมเครื่องกล หลักสูตรวิศวกรรมเซรามิก
หลักสูตรวิศวกรรมโทรคมนาคม หลักสูตรวิศวกรรมพอลิเมอร์หลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้า หลักสูตรวิศวกรรมโยธา
หลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ หลักสูตรวิศวกรรมโลหการหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม หลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการ
หลักสูตรเทคโนโลยีธรณี หลักสูตรวิศวกรรมธรณี หลักสูตรวิศวกรรมอากาศยาน และหลักสูตรวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์
2. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช จํานวนรับ 5 คน
3. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ จํานวนรับ 5 คน
4. สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร จํานวนรับ 5 คน
5. กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย
หลักสูตรวิทยาการสารสนเทศ (นิเทศศาสตร์ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ สารสนเทศศึกษา และซอฟต์แวร์วิสาหกิจ)
6. กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการ ประกอบด้วย
หลักสูตรการจัดการ (การจัดการการตลาด การจัดการโลจิสติกส์และการจัดการธุรกิจใหม่ และภาวการณ์ประกอบการ)
7. กลุ่มสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ จํานวนรับ 2 คน ประกอบด้วย
หลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อม
8. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา จํานวนรับ 5 คน
2. คุณสมบัติของนักเรียนที่มีสิทธิ์สมัคร แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่ม ก มีรายละเอียดดังนี้
1. เป็นผู้ที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
2. เป็นนักเรียนที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้น ม. 6 ในปีการศึกษา 2554 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551
ในแผนการเรียนวิทยาศาสตร์– คณิตศาสตร์
3. มีคะแนนเฉลี่ยสะสม (GPAX) 4 ภาคเรียน (ม.4 - ม.5) รวมทุกวิชาไม่ต่ ากว่า 2.50
4. มีคะแนนเฉลี่ยในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์แต่ละกลุ่มไม่ต่ ากว่า 2.50
5. มีคุณสมบัติและความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์โดยผู้สมัครจะต้องผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าแข่งขัน ในกิจกรรมต่างๆ เช่น
1) การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
แห่งชาติโดยผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ
2) การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์จัดโดยศูนย์
เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติโดยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิให้เข้า
ร่วมการแข่งขัน
3) การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้รับรางวัล
ระดับภาค หรือระดับประเทศ
4) กิจกรรมการแข่งขันทางวิชาการอื่น ๆ ที่จัดโดยองค์กรระดับชาติที่มหาวิทยาลัยเห็นชอบ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ,
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย, ส านักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นต้น
โดยได้รับรางวัลไม่ต่ ากว่ารางวัลชมเชยขึ้นไป
5) กิจกรรมการแข่งขันทางวิชาการที่จัดโดยสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยจะพิจารณาเป็นรายกรณี
กลุ่ม ข มีรายละเอียดดังนี้
1. เป็นนักเรียนที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้น ม.6 ภายใต้โครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการกํากับดูแลของมหาวิทยาลัย
(โครงการ วมว.) ของโรงเรียนต่อไปนี้
(1) โรงเรียนดรุณสิกขาลัย โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) กรุงเทพมหานคร
(2) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จ.เชียงใหม่
(3) โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จ.นครราชสีมา
(4) โรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์ โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา
(5) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาปัตตานี จ.ปัตตานี
(6) โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน กรุงเทพมหานคร
(7) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จ.ขอนแก่น
2. มีคะแนนเฉลี่ยสะสม (GPAX) 4 ภาคเรียน (ม.4 - ม.5) รวมทุกวิชาไม่ต่ ากว่า 3.00
3. มีคะแนนเฉลี่ยในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ ไม่ต่ ากว่า 3.00
3. นักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นนักศึกษาตามโครงการนี้จะได้รับประโยชน์และสวัสดิการ ดังนี้
1) ได้รับการยกเว้นค่าหน่วยกิตและค่าบำรุงมหาวิทยาลัย ในภาคการศึกษาแรกที่เข้าศึกษา
2) เมื่อสิ้นภาคการศึกษา หากนักศึกษามีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ 3.00 ขึ้นไป ก็จะได้รับการยกเว้นค่าหน่วยกิต
และค่าบำรุงมหาวิทยาลัยในภาคการศึกษาต่อไป
4. ความเป็นนักศึกษาทุนสําหรับนักศึกษาตามโครงการนี้ จะสิ้นสุดสภาพเมื่อเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
1) มีการถอนรายวิชาที่ได้ลงทะเบียนเรียนไปแล้ว โดยไม่มีสาเหตุอันพ้นวิสัย
2) มีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ ากว่า 3.00
3) มีระยะเวลาการศึกษาครบ 4 ปีการศึกษา
4) มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือถูกลงโทษทางวินัยถึงขั้นพักการศึกษา
5. เอกสารประกอบการสมัคร
1) ใบ ปพ.1 (ฉบับจริง) ที่มีผลการเรียน 4 ภาคการศึกษา (ม.4 – ม.5) จำนวน 1 ฉบับ
2) สำเนาเอกสารที่แสดงคุณสมบัติฯ ตามที่มหาวิทยาลัยก าหนดในข้อ 2 พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
6. ค่าธรรมเนียมการสมัคร โควตาละ 150 บาท (เลือกกลุ่มสาขาวิชาได้ 2 อันดับ) โดยนักเรียนสามารถสมัครได้มากกว่า 1 โควตาแต่เมื่อได้รับคัดเลือกแล้วจะต้องเลือกเข้าสอบสัมภาษณ์เพียง 1 ประเภทโควตาเท่านั้น
7. วิธีการสมัคร
นักเรียนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกําหนด และประสงค์จะทําการสมัคร ให้ดําเนินการ ดังนี้
7.1 ให้บันทึกข้อมูลการสมัครที่ www.sut.ac.th/ces ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม - 31 สิงหาคม 2554
1. ประเภทโควตาและจํานวนรับ
โควตาผู้มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หมายถึง ผู้ที่มีความสามารถและผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จํานวนรับเข้าศึกษาทั้งสิ้น 100 คน กลุ่มสาขาวิชาที่เปิดรับมีดังนี้
กลุ่มสาขาวิชา/หลักสูตร
1. กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ประกอบด้วย
หลักสูตรวิศวกรรมเกษตรและอาหาร หลักสูตรวิศวกรรมการผลิต หลักสูตรวิศวกรรมขนส่งและโลจิสติกส์
หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หลักสูตรวิศวกรรมเคมี หลักสูตรวิศวกรรมเครื่องกล หลักสูตรวิศวกรรมเซรามิก
หลักสูตรวิศวกรรมโทรคมนาคม หลักสูตรวิศวกรรมพอลิเมอร์หลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้า หลักสูตรวิศวกรรมโยธา
หลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ หลักสูตรวิศวกรรมโลหการหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม หลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการ
หลักสูตรเทคโนโลยีธรณี หลักสูตรวิศวกรรมธรณี หลักสูตรวิศวกรรมอากาศยาน และหลักสูตรวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์
2. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช จํานวนรับ 5 คน
3. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ จํานวนรับ 5 คน
4. สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร จํานวนรับ 5 คน
5. กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย
หลักสูตรวิทยาการสารสนเทศ (นิเทศศาสตร์ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ สารสนเทศศึกษา และซอฟต์แวร์วิสาหกิจ)
6. กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการ ประกอบด้วย
หลักสูตรการจัดการ (การจัดการการตลาด การจัดการโลจิสติกส์และการจัดการธุรกิจใหม่ และภาวการณ์ประกอบการ)
7. กลุ่มสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ จํานวนรับ 2 คน ประกอบด้วย
หลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อม
8. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา จํานวนรับ 5 คน
2. คุณสมบัติของนักเรียนที่มีสิทธิ์สมัคร แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่ม ก มีรายละเอียดดังนี้
1. เป็นผู้ที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
2. เป็นนักเรียนที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้น ม. 6 ในปีการศึกษา 2554 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551
ในแผนการเรียนวิทยาศาสตร์– คณิตศาสตร์
3. มีคะแนนเฉลี่ยสะสม (GPAX) 4 ภาคเรียน (ม.4 - ม.5) รวมทุกวิชาไม่ต่ ากว่า 2.50
4. มีคะแนนเฉลี่ยในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์แต่ละกลุ่มไม่ต่ ากว่า 2.50
5. มีคุณสมบัติและความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์โดยผู้สมัครจะต้องผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าแข่งขัน ในกิจกรรมต่างๆ เช่น
1) การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์
แห่งชาติโดยผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ
2) การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์จัดโดยศูนย์
เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติโดยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิให้เข้า
ร่วมการแข่งขัน
3) การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้รับรางวัล
ระดับภาค หรือระดับประเทศ
4) กิจกรรมการแข่งขันทางวิชาการอื่น ๆ ที่จัดโดยองค์กรระดับชาติที่มหาวิทยาลัยเห็นชอบ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ,
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย, ส านักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นต้น
โดยได้รับรางวัลไม่ต่ ากว่ารางวัลชมเชยขึ้นไป
5) กิจกรรมการแข่งขันทางวิชาการที่จัดโดยสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยจะพิจารณาเป็นรายกรณี
กลุ่ม ข มีรายละเอียดดังนี้
1. เป็นนักเรียนที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้น ม.6 ภายใต้โครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการกํากับดูแลของมหาวิทยาลัย
(โครงการ วมว.) ของโรงเรียนต่อไปนี้
(1) โรงเรียนดรุณสิกขาลัย โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) กรุงเทพมหานคร
(2) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จ.เชียงใหม่
(3) โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จ.นครราชสีมา
(4) โรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์ โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา
(5) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาปัตตานี จ.ปัตตานี
(6) โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน กรุงเทพมหานคร
(7) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) โดยการก ากับดูแลของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จ.ขอนแก่น
2. มีคะแนนเฉลี่ยสะสม (GPAX) 4 ภาคเรียน (ม.4 - ม.5) รวมทุกวิชาไม่ต่ ากว่า 3.00
3. มีคะแนนเฉลี่ยในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ ไม่ต่ ากว่า 3.00
3. นักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นนักศึกษาตามโครงการนี้จะได้รับประโยชน์และสวัสดิการ ดังนี้
1) ได้รับการยกเว้นค่าหน่วยกิตและค่าบำรุงมหาวิทยาลัย ในภาคการศึกษาแรกที่เข้าศึกษา
2) เมื่อสิ้นภาคการศึกษา หากนักศึกษามีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ 3.00 ขึ้นไป ก็จะได้รับการยกเว้นค่าหน่วยกิต
และค่าบำรุงมหาวิทยาลัยในภาคการศึกษาต่อไป
4. ความเป็นนักศึกษาทุนสําหรับนักศึกษาตามโครงการนี้ จะสิ้นสุดสภาพเมื่อเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
1) มีการถอนรายวิชาที่ได้ลงทะเบียนเรียนไปแล้ว โดยไม่มีสาเหตุอันพ้นวิสัย
2) มีแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ ากว่า 3.00
3) มีระยะเวลาการศึกษาครบ 4 ปีการศึกษา
4) มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือถูกลงโทษทางวินัยถึงขั้นพักการศึกษา
5. เอกสารประกอบการสมัคร
1) ใบ ปพ.1 (ฉบับจริง) ที่มีผลการเรียน 4 ภาคการศึกษา (ม.4 – ม.5) จำนวน 1 ฉบับ
2) สำเนาเอกสารที่แสดงคุณสมบัติฯ ตามที่มหาวิทยาลัยก าหนดในข้อ 2 พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
6. ค่าธรรมเนียมการสมัคร โควตาละ 150 บาท (เลือกกลุ่มสาขาวิชาได้ 2 อันดับ) โดยนักเรียนสามารถสมัครได้มากกว่า 1 โควตาแต่เมื่อได้รับคัดเลือกแล้วจะต้องเลือกเข้าสอบสัมภาษณ์เพียง 1 ประเภทโควตาเท่านั้น
7. วิธีการสมัคร
นักเรียนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกําหนด และประสงค์จะทําการสมัคร ให้ดําเนินการ ดังนี้
7.1 ให้บันทึกข้อมูลการสมัครที่ www.sut.ac.th/ces ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม - 31 สิงหาคม 2554
เปิดรับสมัครสอบ GAT-PAT 1-29 กรกฎาคม
สทศ. โดยคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เห็นชอบร่วมกันในการลดค่าสมัครสอบ GAT/PAT จากวิชาละ 150 บาท เหลือวิชาละ 140 บาท และ สทศ.ตกลงกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และเคาน์เตอร์เซอร์วิส ในการปรับลดค่าธรรมเนียมในการโอนเงินค่าสมัครสอบ GAT/PAT จาก 15 บาท ต่อ 1 ใบสมัคร เหลือครั้งละ 10 บาท ต่อ 1 ใบสมัคร โดยเริ่มปรับลดค่าสมัครสอบและค่าธรรมเนียมการโอนเงินตั้งแต่การสอบครั้งที่ 1/2555 (กำหนดรับสมัครวันที่ 1-29 กรกฎาคม 2554) เป็นต้นไป...
กำหนดการรับสมัคร และตารางสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2555
กำหนดการรับสมัคร และตารางสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/2555
คู่มือการใช้ระบบ GAT/PAT สำหรับผู้สมัคร
ขั้นตอนการสมัครสอบ GAT/PAT
สนามสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2555 สอบเดือนตุลาคม 2554 (เฉพาะ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ)
เข้าสู่ระบบรับสมัคร http://www.niets.or.th/newmenu.php?bid=12
นอกจาก GAT -PAT แล้วยังใช้ ONET อีก 30 % และ GPAX อีก 20 % นะ
อยากให้นักเรียน เลือกสัดส่วนตามที่อยากเรียน นะ ตามตารางด้านบน แต่ขอตั้งข้อสังเกตดังนี้
1 วิศวะ ถ้าแอดมิชชั่น จะใช้ GAT PAT2 และ PAT3 นะ
แต่ถ้าเป็นยื่นรับตรง ของหลายมหาวิทยลัย เช่น จุฬาฯ เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น จะใช้ PAT1 ทั้งนั้นเลย
ปล รับตรง วิศวะของ มธ ปีก่อนใช้ PAT2 และ PAT3 นะ
ดังนั้น น้องควรจะ สมัคร ทั้ง GAT PAT1 PAT2
2 สายวิทยาศาสตร์ สุขภาพ ทุกที่ จะใช้ แค่ GAT- และ PAT2 นะครับ รวมไปถึง พยาบาล ตำรวจ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ รวมไปถึง สถาบันพระบรมราชชนก
ใครจะเข้าสายการแพทย์ ควรสอบ GAT-PAT2 พอแล้ว
3 ครุศาสตร์ ถ้าตอน Admissions จะใช้แค่ GAT PAT5 เท่านั้น แต่ถ้ารับตรงนี่จะใช้องค์กอบเยอะมากนะ
เช่น อยากเป็นครู วิทยาศาสตร์ ก็ต้อง ใช้ทั้ง GAT PAT5 และ PAT2
อยากเป็นครู คณิตศาสตรฺ ก็ต้องใช้้ GAT PAT5 และ PAT1 ด้วย
( รับตรงแต่ละมหาวิทยาลัยก็กำหนด สัดส่วนต่างกันไปด้วย )
4 จิตวิทยา ส่วนใหญ่ จะใช้แค่ GAT ล้วน หรือ GAT และ PAT1 นะครับ แต่จะมี เกษตรศาสตร์ ที่ใช้ GAT PAT1 และ PAT2 สำหรับจุฬาเองจะมีการรับทั้ง 3 รูปแบบ คือ GAT ล้วน, GAT PAT1 และสุดท้าย GAT PAT2
5 บางสาขาของสายศิลป์ จะรับโดยใช้ GAT และ PAT7 เท่านั้น หรืออาจจะแบ่งรับ รับ แบบใช้ PAT1 10 คนและ รับแบบ ใช้ PAT7 10 คน ขอยกตัวอย่างเช่น ม.เกษตรศาสตร์จะเป็นแบบนี้เยอะมาก
คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาการเดินทางและท่องเที่ยว
คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาการโรงแรม
คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ อันนี้รับเฉพาะ PAT7 เท่านั้น !!
คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์
แนะนำให้โหลด http://www.cuas.or.th/admbook54/document/all_bookadm54.rar
ปล พอบางสาขารับเฉพาะ PAT7 จริงทำให้ใครหลายคนสมัคร PAT7 ไว้โดยเข้าไปกามั่ว แล้ว
6 คณะที่ใช้ GAT ล้วน !! ขอยกตัวอย่างเช่น
มนุษย์ศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เกาหลี สเปน
การจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว
นิเทศศาสตร์ และ วารสารศาสตร์
สังคมสงเคราะห์
รัฐประศาสนศาสตร์
คณะโบราณคดี สาขาวิชาโบราณคดี
กำหนดการรับสมัคร และตารางสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2555
กำหนดการรับสมัคร และตารางสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/2555
คู่มือการใช้ระบบ GAT/PAT สำหรับผู้สมัคร
ขั้นตอนการสมัครสอบ GAT/PAT
สนามสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2555 สอบเดือนตุลาคม 2554 (เฉพาะ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ)
เข้าสู่ระบบรับสมัคร http://www.niets.or.th/newmenu.php?bid=12
นอกจาก GAT -PAT แล้วยังใช้ ONET อีก 30 % และ GPAX อีก 20 % นะ
อยากให้นักเรียน เลือกสัดส่วนตามที่อยากเรียน นะ ตามตารางด้านบน แต่ขอตั้งข้อสังเกตดังนี้
1 วิศวะ ถ้าแอดมิชชั่น จะใช้ GAT PAT2 และ PAT3 นะ
แต่ถ้าเป็นยื่นรับตรง ของหลายมหาวิทยลัย เช่น จุฬาฯ เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น จะใช้ PAT1 ทั้งนั้นเลย
ปล รับตรง วิศวะของ มธ ปีก่อนใช้ PAT2 และ PAT3 นะ
ดังนั้น น้องควรจะ สมัคร ทั้ง GAT PAT1 PAT2
2 สายวิทยาศาสตร์ สุขภาพ ทุกที่ จะใช้ แค่ GAT- และ PAT2 นะครับ รวมไปถึง พยาบาล ตำรวจ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ รวมไปถึง สถาบันพระบรมราชชนก
ใครจะเข้าสายการแพทย์ ควรสอบ GAT-PAT2 พอแล้ว
3 ครุศาสตร์ ถ้าตอน Admissions จะใช้แค่ GAT PAT5 เท่านั้น แต่ถ้ารับตรงนี่จะใช้องค์กอบเยอะมากนะ
เช่น อยากเป็นครู วิทยาศาสตร์ ก็ต้อง ใช้ทั้ง GAT PAT5 และ PAT2
อยากเป็นครู คณิตศาสตรฺ ก็ต้องใช้้ GAT PAT5 และ PAT1 ด้วย
( รับตรงแต่ละมหาวิทยาลัยก็กำหนด สัดส่วนต่างกันไปด้วย )
4 จิตวิทยา ส่วนใหญ่ จะใช้แค่ GAT ล้วน หรือ GAT และ PAT1 นะครับ แต่จะมี เกษตรศาสตร์ ที่ใช้ GAT PAT1 และ PAT2 สำหรับจุฬาเองจะมีการรับทั้ง 3 รูปแบบ คือ GAT ล้วน, GAT PAT1 และสุดท้าย GAT PAT2
5 บางสาขาของสายศิลป์ จะรับโดยใช้ GAT และ PAT7 เท่านั้น หรืออาจจะแบ่งรับ รับ แบบใช้ PAT1 10 คนและ รับแบบ ใช้ PAT7 10 คน ขอยกตัวอย่างเช่น ม.เกษตรศาสตร์จะเป็นแบบนี้เยอะมาก
คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาการเดินทางและท่องเที่ยว
คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาการโรงแรม
คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ อันนี้รับเฉพาะ PAT7 เท่านั้น !!
คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์
แนะนำให้โหลด http://www.cuas.or.th/admbook54/document/all_bookadm54.rar
ปล พอบางสาขารับเฉพาะ PAT7 จริงทำให้ใครหลายคนสมัคร PAT7 ไว้โดยเข้าไปกามั่ว แล้ว
6 คณะที่ใช้ GAT ล้วน !! ขอยกตัวอย่างเช่น
มนุษย์ศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เกาหลี สเปน
การจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว
นิเทศศาสตร์ และ วารสารศาสตร์
สังคมสงเคราะห์
รัฐประศาสนศาสตร์
คณะโบราณคดี สาขาวิชาโบราณคดี
รับตรง โควตา 28 จังหวัด ม.ศิลปากร
มหาวิทยาลัยศิลปากรจะรับสมัครนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนและวิทยาลัยต่าง ๆ ในเขตภูมิภาคตะวันตก ภาคกลางและภาคใต้ตอนบนของประเทศจำนวน 28 จังหวัด คือ จังหวัดกาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ชุมพร ตราด นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ระนอง ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทองและจังหวัดอุทัยธานี
นักเรียนที่สนใจจะสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยโควตาพิเศษ ต้องสมัครผ่านเว็บไซต์ www.quota.su.ac.th และสมัคร
1.สมัคร GAT/PAT ครั้งที่ 1/2555 (ตุลาคม) www.niets.or.th
2.สมัครสอบรายวิชาที่ สทศ จะจัดสอบเดือนมกราคม 2555 วันที่สมัครและสอบต้องดูประกาศของ สทศ
3.โครงการรับตรงนี้เข้าระบบเคลียริ่งเฮาส์ (Clearing House) www.xxxxxxx สมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมประมาณวันที่ 5 กรกฎาคม 2554
กองบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร
โทร. 034-255-091
โทร. 034-255-750-1
โทรสาร 034-255-807
http://www.quota.su.ac.th
นักเรียนที่สนใจจะสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยโควตาพิเศษ ต้องสมัครผ่านเว็บไซต์ www.quota.su.ac.th และสมัคร
1.สมัคร GAT/PAT ครั้งที่ 1/2555 (ตุลาคม) www.niets.or.th
2.สมัครสอบรายวิชาที่ สทศ จะจัดสอบเดือนมกราคม 2555 วันที่สมัครและสอบต้องดูประกาศของ สทศ
3.โครงการรับตรงนี้เข้าระบบเคลียริ่งเฮาส์ (Clearing House) www.xxxxxxx สมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมประมาณวันที่ 5 กรกฎาคม 2554
กองบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร
โทร. 034-255-091
โทร. 034-255-750-1
โทรสาร 034-255-807
http://www.quota.su.ac.th
เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ นำไปใช้สอบติดแน่นอน
นื่องจากสมัยนี้มหาวิทยาลัยเน้นการรับตรง โควตาเป็นจำมากดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสอบสัมภาษณ์ บางคนสอบวิชาการขอให้บอกทำได้สบาย แต่พอสอบสัมภาษณ์กลับตกม้าตาย
การเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์
มีคำกว่าว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้นเอง เราจะต้องเตรียมหาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย คณะที่เราจะเลือก รวมไปถึงความรู้รอบตัวทั่วไปที่เกี่ยวกับสาขาวิชานั้นๆ
การแต่งกาย
อันนี้เป็นสิ่งที่เรามองข้ามไปไม่ได้เลย เราควรจะต้องแต่งตัวให้ถูกระบียบทุกประการ เสื้อผ้าไม่จำเป็นต้ิองใหม่แต่ต้องสะอาด ไม่ยับยู่ยี่ สำหรับผู้ชายวันนั้นขอแนะนำให้ตัดผมสั้นหน่อยก็ดี ผู้หญิงก็มัดรวบผมให้เรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องวงเเว๊กขัดเงาต่างๆ สำหรับคุณน้องผู้หญิงพวกเครื่องประดับ สร้อยแหวน ข้อมือ ต่างเป็นไปได้ถอดให้หมด น้ำหอมก็ไส่แต่พองาม ใส่มากไปจากหมอจะกลายเป็นฉุน สำหรับเรื่องแต่งหน้าเเปะแป้งธรรมดาก็ไป ไม่ต้องเขียนขนตา ทาปากเหมือนกับไปเที่ยวสยามนะครับอิอิ
ควรเตรียมอะไรไปบ้าง
เราควรจะเตรียมเอกสารทั้งหมดก่อนวันสัมภาษณ์นะครับ ไม่ใช่ไปเตรียมตอนรุ่งเช้าแบบนี้จะยุ่งมากทำให้เราไปสายได้ การเตรียมเอกสารก็ควรหาเเฟ้มที่มีหลายช่องเพื่อจะได้แยกเอกสารแต่ละชนิด จะได้หาได้ง่ายเวลานำออกมาใช้ รูปถ่าย gpa หลักฐานต่างๆ รวมทั้ง ปากกาและก็ที่ลบคำผิด จะได้ไม่ต้องยืมคนอื่นเหมือนตอนอยู่โรงเรียนนะ 555
คืนก่อนสัมภาษณ์
ก็ตามสูตร ดื่มวีต้าแล้วไปนอนซะแล้วก็รีบนอน ( หลายคนระวังตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ก็พยายามนับเเกะเอานะครับ ) โดยพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจี๊ดจ๊าดต่างๆ ตั้งแต่ก่อนวันสัมภาษณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โจรโผกผ้าเหลืองบุก ( ท้องเสีย) ถ้ามีสัมภาษณ์ตอนประมาณช่วงเช้ายังไงก็ควรกินอาหารเช้าด้วยนะครับเพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องและเลี่ยงปัญญาท้องร้องตอนสัมภาษณ์ = = สำหรับอาหารก็ควรทานอาหารจำพวกย่อยง่าย เช่นโจ๊ก งดอาหารพวกนมและของมันและครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมเพราะจะทำให้ท้องอืดและมีอาการเรอได้ และควรเขี้ยวอาหารให้ระเอียด (ท่าทางจะแนะนำอาหารละเอียดเกินไป)
เดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์
ต้องหาข้อมูลให้ชัดเจน และต้องแน่ใจว่าเขานัดสัมภาษณ์ที่ใด ถ้าไม่แน่ใจให้เดินทาง ไปดูล่วงหน้าก่อน แต่ที่ดีที่สุดควรเดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์ล่วงหน้าประมาณสัก 15 นาที จะทำให้เรามีสมาธิ และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น แต่ถ้าไปถึงล่วงหน้าเป็นชั่วโมง ก็ดีแต่อาจจะทำให้คุณรอนานอาจเกิดความหงุดหงิด เสียสมาธิได้ และควรไปคนเดียว ถ้าไม่จำเป็นอย่าพาผู้อื่นไปด้วยเยอะจะทำให้เราพะวง เห็นหลายคนยังไปปิกนิกเล่นพามาทั้งครอบครัว กำลังใจเพียบ 5555 ครอบครัวเรามันช่างอบอุ่นอะไรเช่นนี้ อ๋อแล้วอีกอย่างผู้ติดตามก็ควรแต่งกายสุภาพด้วยนะครับ
นั่งรอสัมภาษณ์
ช่วงก็พยายามทำใจให้สบาย นึกถึกพ่อเเก้วแม่เเก้วไว้ อย่าทำหน้าเหมือนไม่ได้อึมาหลายวันหละ และก็ควรจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการทบทวนความรู้รอบตัวต่างๆ ถ้าได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ก็ควรพูดคุยด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส อ๋อระหว่างนั่งรอก็นั่งให้มันเรียบร้อยหน่อยครับ อย่ากระดิกเท้า นั่งถ่างขา นั่งยืดขา แขะขีมูกด้วย 555 อ๋อก่อนเข้าห้องอย่าลืมปิดมือถือให้เรียบร้อย = =
เมื่อถูกเรียกตัวเข้าสัมภาษณ์
ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ลองหายใจลึก ๆ แต่อย่ามากอาจหน้ามืดก่อน (และก็ควรบอกกับตัวเอง เรายอด เราเยี่ยม เราทำได้ สร้างขวัญและกำลังใจ ห้ามคิดเด็ดขาดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ok ) และก็เดินลุกอย่างสง่างามเขาไปที่สัมภาษณ์ ถ้ามีประตูควร เคาะ ประตู เสียก่อน ตามมารยาท ยกมือวันทาด้วยท่าทางสุภาพ ควรไหว้ประธานหรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดเพียงผู้เดียวถ้านั่งอยู่หลายคน โดยทั่วไปมัก นั่ง ตรงกลาง เรื่องนี้ ใช้ไหวพริบเองก็แล้วกัน อย่าเพิ่งนั่งจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือ คำเชิญจากผู้สัมภาษณ์ แต่ถ้รู้สึกว่าลมมันเย็นหรือยืนนานเกินไปแล้วผมว่าเราอณุญาตินั่งก็ได้ กล่าวขอบคุณครับ แล้วเราก็นั่งให้หัวใจเต้นเบาลง ตั้งสติก่อนสตารท์เอ๋ยก่อนสัมภาษณ์ พอนั่งแล้วก็จัดวางตัวเองอยู่ในที่เรียบร้อย หลังห้ามงอ หน้ามองตรง และที่สำคัญ ยิ้มสยาม
การวางตัวในขณะสัมภาษณ์
ทำหน้ายิ้มไว้ สบสายตาผู้สัมภาษณ์มีหลายคนชอบมองเพดานหรือมองหาเศษเหรียญตามพื้นถ้าโชคดีอาจจะได้เจอแบงค์พันก็ได้ 555 ถ้าคนสัมภาษณ์มีหลายคนก็ควรแจกจ่ายสายตาให้ทั่วถึงด้วยแต่ก็เน้นไปที่คนใหญ่คนโต ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วางแขนไว้ที่ตัก อย่าสั่นขา การตอบคำถามควรลงท้ายด้วย "ครับ", "ค่ะ" เสมอ ไม่ควรตอบเฉพาะคำถามห้วนๆ ไม่ควรพูดสอดแทรกในขณะที่ผู้สัมภาษณ์กำลังพูด ถ้าอาจารย์เกิดแนะนำตัวเองด้วยการบอกชื่อขึ้นมาน้องควรจะจำให้ได้ แล้วต่อไปก็ต้องเรียกชื่อของอาจารย์ ( ส่วนใหญ่คนสัมภาษณ์จะไม่ค่อยบอกชื่อตัวเอง ถามชื่อคนอื่นไม่บอกชื่อตัวเอง ไม่มีมารยาทเลยเนอะ ฮาฮา )
การตอบคำถาม
จงตอบคำถามด้วยความมั่นใจ ฉะฉาน พูดให้เป็นธรรมชาติด้วยเสียงที่พอเหมาะอย่าค่อย หรือดังเกินไป จงพูดเท่าที่จำเป็นอย่าคุยโม้โอ้อวด หรือถ่อมตนมากเกินไป ห้ามพาดพิงให้ร้ายพูดถึงคนอื่นในแง่ลบ จงพูดในสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคำถามและเป็นประโยชน์ สำหรับคุณให้มากที่สุด ดังนั้นเราก็ควรจะฝึกพูดกับตัวเองหรือหน้ากระจกด้วยนะครับ เพื่อจะได้ไม่ประม่า และก็หลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉาพกลุ่มต่างๆนานา เช่น มันเริ๋ดจริง ด๋อย เกรียน สมัยนี้คงไม่มีใช้คำว่าจ๋าบละมั้งสมัยก่อนฮิตกันมาก = = แล้วอีกอย่างคือห้ามเถียง ถึงเถียงชนะแต่เราก็อาจจะสอบไม่ติดได้ = = การตอบคำถามทุกคำถามควรจะพูดความจริง เพราะว่าคนสัมภาษณ์เขามีประสบการณ์เ้ยอะ ( ก็อายุเยอะแล้ว ) ดังนั้นถามถ้าเราโกหกอะไรไปพวกเขาจะจับผิดได้ 99% ยกเว้นน้องจะมีความวชาญพิเศษในด้านก็ตามแต่ก็ไม่ควรจะเสี่ยง
คำถามยอดฮิต
1. เล่าประวัติแบบย่อ ๆของคุณให้ฟังหน่อยครับ / แนะนำตัวให้กรรมการฟังหน่อยครับ ถามมาแบบนี้ จะถามทำไม ก้อดูเอาในประวัติสิคับ-----อย่าตอบไปเด็ดขาดเลยนะ เหอๆ (คิดในใจก้อพอ) ที่เค้าถามน่ะเพื่อดูภาพรวม, การแสดงความคิดเห็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เราก็ควรจะจัดลำดับคำตอบให้ดีนะ เรื่องของตัวเอง Present ให้เต็มที่เลย แต่ทว่า อย่าไปพูดวกไปวนมา หรือยืดยาวจนเกินไปนะ!!!! แนวๆประมาณ ชื่อ.....ชื่อเล่น.....มาจากรร.ไร.....ความสามารถพิเศษ.....หรืออย่างอื่นที่เราคิดว่าเป็นจุดเด่นของตนเองประมาณเนี้ยยย ดังนั้นควนจะฝึกมาตั้งแต่ที่บ้านนะครับ
2.เหตุผล ทำไมๆๆ ถึงเลือกเรียนที่นี่ สาขานี้ ในการตอบนั้น แต่ละคนอาจจะมีลักษณะคำตอบที่แตกต่างกัน แนวทางของคำตอบนั้น พยายามตอบเป็นกลางๆ คือไม่ได้ฟังดูดีมาก หรือห้วนจนเกินไป เพื่อความเป็นธรรมชาติ และไม่ดูเป็นสคริปต์มากนัก และที่สำคัญ ควรตอบคำถามทุกคำถามด้วยถ้อยคำชัดเจนและสุภาพ เพื่อแสดงความมั่นใจในตัวเองและความเคารพต่อกรรมการ
3. วิชาที่ชอบและไม่ชอบ
4. อาชีพในฝัน
5. ถ้าไม่ได้เรียนที่นี่ในคณะนี้ จะเรียนที่ไหน
6. ถ้าเรียนแล้วรู้ตัวว่าคณะนี้ไม่ใช่จะทำอย่างไร ( ตอบยากมาก )
7. เรียนหนักนะจะไหวหรอ บอกไปเลยว่าจะพยายามให้ดีที่สุดถ้าได้โอกาศเข้าเรียน อย่าโม้เช่นว่า อย่างผมนะเก่งอยู่แล้วไม่มีอะไรยากสำหรับผม 55
8. ถ้าอาจารย์ถามถึงข้อเสียของเรา เช่นเคยทำอะไรให้พ่อแม่เสียใจบ้าง เคยสร้างวีระกรรมอะไรไว้บ้างก็ ตอบตามความจริง เพราะอาจารย์บางคนจะไล่ถามถ้าเราแต่งเองก็จะจนมุมในที่สุด
เจออาจารย์กวนปราสาท ( Edit1 )
อันนี้หลายคนจะโดนเพราะอาจารย์ต้องการรู้ถึงจิตใจว่าทนต่อแรงเสียดสี กดดันต่างๆได้มั้ย โดยอาจารย์หลายท่านอาจจะทำพูดแล้วแสดงออกทางเสียง รวมถึงหน้าตาด้วย ( ดูแล้วมันก็น่ากืนตวน ยิ่งนัก ) แต่น้องก็เย็นๆไว้นะโยม ถ้าตบะแตกขึ้นมาก็จบเหตุ บางคนคะแนนข้อสอบเทพมากแต่เจออาจารย์แซวนิดแซวหน่อย ฟิวส์ขาด อย่างเช่น เธอคะแนนน้อยมาก ไม่รุ้ฝ่ายพิจารณ์จะเรียก เธอมาสัมภาษณ์ทำไมนิ ( ตูจะรู้หรอ ก็คุณ ก็เรียกมาเองนิ xxx )
คะแนนน้อยแบบนี้เรียนไปก็ซิ่ว เราก็ต้องตอบอย่างใจเย็นว่า ถึงตอนนี้คะแนนน้อย แต่หนูคิดว่าหนูจะพัฒนาได้ดีกว่านี้ หนูจะตั้งใจให้มากขึ้น ขอแค่ได้มีโอกาศสักครั้ง นะคะ
ถ้าพบกับคำถามที่ตอบไม่ได้
จงอย่าอ้างว่าไม่ได้เรียนมาและอย่าแสดงสีหน้าตกอกตกกใจจนเกินเหตุ ( คิดในใจได้ซวยแล้วตู T__T) เขาอาจจะอยากลองดูไหวพริบการแก้ปัญหาของคุณ อันนี้อย่าตอบมั่วเด็ดขาด ยอมรับซะว่าไม่ทราบจริง ๆ และจะไปสืบค้นหาคำตอบภายหลัง ซึ่งแสดงว่าคุณเป็นผู้ใฝ่รู้ (ต้องทำจริง ๆ นะ) อย่าขอเปลี่ยนคำถามหรือขอผู้ช่วยเพราะไม่ใช่เกมโชว์ ( ความจริงมันก็ทำให้การสัมภาษณ์มีสีสันนะครับ แต่จะกลายเป็นตลกไม่ออก เหอะ ๆ )
สุดท้ายเมื่อจบการสัมภาษณ์ ไม่ว่าเราจะตอบได้ดีหรือไม่ดีก็ตามก็ยิ่มหวานๆ ยกมือไหว้ แล้วก็ออกจากห้องอย่าลืมเก็บเก้าอี้ให้เรียบร้อย
อาจารย์แนะนำ
หลังจากที่ผมได้คุยกับอาจารย์ จากลาดกระบัง ท่านได้นะนำว่า น้องควรจะแสดงถึงความมุ่งมั่นว่า อยากเรียนเพราะอะไร เรียนจบแล้วจะทำอะไร เพราะบางครั้งการตัดสินใจยากมากอะครับ อาจารย์เลยดูพวกนี้ประกอบด้วย
การเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์
มีคำกว่าว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้นเอง เราจะต้องเตรียมหาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย คณะที่เราจะเลือก รวมไปถึงความรู้รอบตัวทั่วไปที่เกี่ยวกับสาขาวิชานั้นๆ
การแต่งกาย
อันนี้เป็นสิ่งที่เรามองข้ามไปไม่ได้เลย เราควรจะต้องแต่งตัวให้ถูกระบียบทุกประการ เสื้อผ้าไม่จำเป็นต้ิองใหม่แต่ต้องสะอาด ไม่ยับยู่ยี่ สำหรับผู้ชายวันนั้นขอแนะนำให้ตัดผมสั้นหน่อยก็ดี ผู้หญิงก็มัดรวบผมให้เรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องวงเเว๊กขัดเงาต่างๆ สำหรับคุณน้องผู้หญิงพวกเครื่องประดับ สร้อยแหวน ข้อมือ ต่างเป็นไปได้ถอดให้หมด น้ำหอมก็ไส่แต่พองาม ใส่มากไปจากหมอจะกลายเป็นฉุน สำหรับเรื่องแต่งหน้าเเปะแป้งธรรมดาก็ไป ไม่ต้องเขียนขนตา ทาปากเหมือนกับไปเที่ยวสยามนะครับอิอิ
ควรเตรียมอะไรไปบ้าง
เราควรจะเตรียมเอกสารทั้งหมดก่อนวันสัมภาษณ์นะครับ ไม่ใช่ไปเตรียมตอนรุ่งเช้าแบบนี้จะยุ่งมากทำให้เราไปสายได้ การเตรียมเอกสารก็ควรหาเเฟ้มที่มีหลายช่องเพื่อจะได้แยกเอกสารแต่ละชนิด จะได้หาได้ง่ายเวลานำออกมาใช้ รูปถ่าย gpa หลักฐานต่างๆ รวมทั้ง ปากกาและก็ที่ลบคำผิด จะได้ไม่ต้องยืมคนอื่นเหมือนตอนอยู่โรงเรียนนะ 555
คืนก่อนสัมภาษณ์
ก็ตามสูตร ดื่มวีต้าแล้วไปนอนซะแล้วก็รีบนอน ( หลายคนระวังตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ก็พยายามนับเเกะเอานะครับ ) โดยพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจี๊ดจ๊าดต่างๆ ตั้งแต่ก่อนวันสัมภาษณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โจรโผกผ้าเหลืองบุก ( ท้องเสีย) ถ้ามีสัมภาษณ์ตอนประมาณช่วงเช้ายังไงก็ควรกินอาหารเช้าด้วยนะครับเพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องและเลี่ยงปัญญาท้องร้องตอนสัมภาษณ์ = = สำหรับอาหารก็ควรทานอาหารจำพวกย่อยง่าย เช่นโจ๊ก งดอาหารพวกนมและของมันและครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมเพราะจะทำให้ท้องอืดและมีอาการเรอได้ และควรเขี้ยวอาหารให้ระเอียด (ท่าทางจะแนะนำอาหารละเอียดเกินไป)
เดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์
ต้องหาข้อมูลให้ชัดเจน และต้องแน่ใจว่าเขานัดสัมภาษณ์ที่ใด ถ้าไม่แน่ใจให้เดินทาง ไปดูล่วงหน้าก่อน แต่ที่ดีที่สุดควรเดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์ล่วงหน้าประมาณสัก 15 นาที จะทำให้เรามีสมาธิ และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น แต่ถ้าไปถึงล่วงหน้าเป็นชั่วโมง ก็ดีแต่อาจจะทำให้คุณรอนานอาจเกิดความหงุดหงิด เสียสมาธิได้ และควรไปคนเดียว ถ้าไม่จำเป็นอย่าพาผู้อื่นไปด้วยเยอะจะทำให้เราพะวง เห็นหลายคนยังไปปิกนิกเล่นพามาทั้งครอบครัว กำลังใจเพียบ 5555 ครอบครัวเรามันช่างอบอุ่นอะไรเช่นนี้ อ๋อแล้วอีกอย่างผู้ติดตามก็ควรแต่งกายสุภาพด้วยนะครับ
นั่งรอสัมภาษณ์
ช่วงก็พยายามทำใจให้สบาย นึกถึกพ่อเเก้วแม่เเก้วไว้ อย่าทำหน้าเหมือนไม่ได้อึมาหลายวันหละ และก็ควรจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการทบทวนความรู้รอบตัวต่างๆ ถ้าได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ก็ควรพูดคุยด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส อ๋อระหว่างนั่งรอก็นั่งให้มันเรียบร้อยหน่อยครับ อย่ากระดิกเท้า นั่งถ่างขา นั่งยืดขา แขะขีมูกด้วย 555 อ๋อก่อนเข้าห้องอย่าลืมปิดมือถือให้เรียบร้อย = =
เมื่อถูกเรียกตัวเข้าสัมภาษณ์
ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ลองหายใจลึก ๆ แต่อย่ามากอาจหน้ามืดก่อน (และก็ควรบอกกับตัวเอง เรายอด เราเยี่ยม เราทำได้ สร้างขวัญและกำลังใจ ห้ามคิดเด็ดขาดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ok ) และก็เดินลุกอย่างสง่างามเขาไปที่สัมภาษณ์ ถ้ามีประตูควร เคาะ ประตู เสียก่อน ตามมารยาท ยกมือวันทาด้วยท่าทางสุภาพ ควรไหว้ประธานหรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดเพียงผู้เดียวถ้านั่งอยู่หลายคน โดยทั่วไปมัก นั่ง ตรงกลาง เรื่องนี้ ใช้ไหวพริบเองก็แล้วกัน อย่าเพิ่งนั่งจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือ คำเชิญจากผู้สัมภาษณ์ แต่ถ้รู้สึกว่าลมมันเย็นหรือยืนนานเกินไปแล้วผมว่าเราอณุญาตินั่งก็ได้ กล่าวขอบคุณครับ แล้วเราก็นั่งให้หัวใจเต้นเบาลง ตั้งสติก่อนสตารท์เอ๋ยก่อนสัมภาษณ์ พอนั่งแล้วก็จัดวางตัวเองอยู่ในที่เรียบร้อย หลังห้ามงอ หน้ามองตรง และที่สำคัญ ยิ้มสยาม
การวางตัวในขณะสัมภาษณ์
ทำหน้ายิ้มไว้ สบสายตาผู้สัมภาษณ์มีหลายคนชอบมองเพดานหรือมองหาเศษเหรียญตามพื้นถ้าโชคดีอาจจะได้เจอแบงค์พันก็ได้ 555 ถ้าคนสัมภาษณ์มีหลายคนก็ควรแจกจ่ายสายตาให้ทั่วถึงด้วยแต่ก็เน้นไปที่คนใหญ่คนโต ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วางแขนไว้ที่ตัก อย่าสั่นขา การตอบคำถามควรลงท้ายด้วย "ครับ", "ค่ะ" เสมอ ไม่ควรตอบเฉพาะคำถามห้วนๆ ไม่ควรพูดสอดแทรกในขณะที่ผู้สัมภาษณ์กำลังพูด ถ้าอาจารย์เกิดแนะนำตัวเองด้วยการบอกชื่อขึ้นมาน้องควรจะจำให้ได้ แล้วต่อไปก็ต้องเรียกชื่อของอาจารย์ ( ส่วนใหญ่คนสัมภาษณ์จะไม่ค่อยบอกชื่อตัวเอง ถามชื่อคนอื่นไม่บอกชื่อตัวเอง ไม่มีมารยาทเลยเนอะ ฮาฮา )
การตอบคำถาม
จงตอบคำถามด้วยความมั่นใจ ฉะฉาน พูดให้เป็นธรรมชาติด้วยเสียงที่พอเหมาะอย่าค่อย หรือดังเกินไป จงพูดเท่าที่จำเป็นอย่าคุยโม้โอ้อวด หรือถ่อมตนมากเกินไป ห้ามพาดพิงให้ร้ายพูดถึงคนอื่นในแง่ลบ จงพูดในสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคำถามและเป็นประโยชน์ สำหรับคุณให้มากที่สุด ดังนั้นเราก็ควรจะฝึกพูดกับตัวเองหรือหน้ากระจกด้วยนะครับ เพื่อจะได้ไม่ประม่า และก็หลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉาพกลุ่มต่างๆนานา เช่น มันเริ๋ดจริง ด๋อย เกรียน สมัยนี้คงไม่มีใช้คำว่าจ๋าบละมั้งสมัยก่อนฮิตกันมาก = = แล้วอีกอย่างคือห้ามเถียง ถึงเถียงชนะแต่เราก็อาจจะสอบไม่ติดได้ = = การตอบคำถามทุกคำถามควรจะพูดความจริง เพราะว่าคนสัมภาษณ์เขามีประสบการณ์เ้ยอะ ( ก็อายุเยอะแล้ว ) ดังนั้นถามถ้าเราโกหกอะไรไปพวกเขาจะจับผิดได้ 99% ยกเว้นน้องจะมีความวชาญพิเศษในด้านก็ตามแต่ก็ไม่ควรจะเสี่ยง
คำถามยอดฮิต
1. เล่าประวัติแบบย่อ ๆของคุณให้ฟังหน่อยครับ / แนะนำตัวให้กรรมการฟังหน่อยครับ ถามมาแบบนี้ จะถามทำไม ก้อดูเอาในประวัติสิคับ-----อย่าตอบไปเด็ดขาดเลยนะ เหอๆ (คิดในใจก้อพอ) ที่เค้าถามน่ะเพื่อดูภาพรวม, การแสดงความคิดเห็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เราก็ควรจะจัดลำดับคำตอบให้ดีนะ เรื่องของตัวเอง Present ให้เต็มที่เลย แต่ทว่า อย่าไปพูดวกไปวนมา หรือยืดยาวจนเกินไปนะ!!!! แนวๆประมาณ ชื่อ.....ชื่อเล่น.....มาจากรร.ไร.....ความสามารถพิเศษ.....หรืออย่างอื่นที่เราคิดว่าเป็นจุดเด่นของตนเองประมาณเนี้ยยย ดังนั้นควนจะฝึกมาตั้งแต่ที่บ้านนะครับ
2.เหตุผล ทำไมๆๆ ถึงเลือกเรียนที่นี่ สาขานี้ ในการตอบนั้น แต่ละคนอาจจะมีลักษณะคำตอบที่แตกต่างกัน แนวทางของคำตอบนั้น พยายามตอบเป็นกลางๆ คือไม่ได้ฟังดูดีมาก หรือห้วนจนเกินไป เพื่อความเป็นธรรมชาติ และไม่ดูเป็นสคริปต์มากนัก และที่สำคัญ ควรตอบคำถามทุกคำถามด้วยถ้อยคำชัดเจนและสุภาพ เพื่อแสดงความมั่นใจในตัวเองและความเคารพต่อกรรมการ
3. วิชาที่ชอบและไม่ชอบ
4. อาชีพในฝัน
5. ถ้าไม่ได้เรียนที่นี่ในคณะนี้ จะเรียนที่ไหน
6. ถ้าเรียนแล้วรู้ตัวว่าคณะนี้ไม่ใช่จะทำอย่างไร ( ตอบยากมาก )
7. เรียนหนักนะจะไหวหรอ บอกไปเลยว่าจะพยายามให้ดีที่สุดถ้าได้โอกาศเข้าเรียน อย่าโม้เช่นว่า อย่างผมนะเก่งอยู่แล้วไม่มีอะไรยากสำหรับผม 55
8. ถ้าอาจารย์ถามถึงข้อเสียของเรา เช่นเคยทำอะไรให้พ่อแม่เสียใจบ้าง เคยสร้างวีระกรรมอะไรไว้บ้างก็ ตอบตามความจริง เพราะอาจารย์บางคนจะไล่ถามถ้าเราแต่งเองก็จะจนมุมในที่สุด
เจออาจารย์กวนปราสาท ( Edit1 )
อันนี้หลายคนจะโดนเพราะอาจารย์ต้องการรู้ถึงจิตใจว่าทนต่อแรงเสียดสี กดดันต่างๆได้มั้ย โดยอาจารย์หลายท่านอาจจะทำพูดแล้วแสดงออกทางเสียง รวมถึงหน้าตาด้วย ( ดูแล้วมันก็น่ากืนตวน ยิ่งนัก ) แต่น้องก็เย็นๆไว้นะโยม ถ้าตบะแตกขึ้นมาก็จบเหตุ บางคนคะแนนข้อสอบเทพมากแต่เจออาจารย์แซวนิดแซวหน่อย ฟิวส์ขาด อย่างเช่น เธอคะแนนน้อยมาก ไม่รุ้ฝ่ายพิจารณ์จะเรียก เธอมาสัมภาษณ์ทำไมนิ ( ตูจะรู้หรอ ก็คุณ ก็เรียกมาเองนิ xxx )
คะแนนน้อยแบบนี้เรียนไปก็ซิ่ว เราก็ต้องตอบอย่างใจเย็นว่า ถึงตอนนี้คะแนนน้อย แต่หนูคิดว่าหนูจะพัฒนาได้ดีกว่านี้ หนูจะตั้งใจให้มากขึ้น ขอแค่ได้มีโอกาศสักครั้ง นะคะ
ถ้าพบกับคำถามที่ตอบไม่ได้
จงอย่าอ้างว่าไม่ได้เรียนมาและอย่าแสดงสีหน้าตกอกตกกใจจนเกินเหตุ ( คิดในใจได้ซวยแล้วตู T__T) เขาอาจจะอยากลองดูไหวพริบการแก้ปัญหาของคุณ อันนี้อย่าตอบมั่วเด็ดขาด ยอมรับซะว่าไม่ทราบจริง ๆ และจะไปสืบค้นหาคำตอบภายหลัง ซึ่งแสดงว่าคุณเป็นผู้ใฝ่รู้ (ต้องทำจริง ๆ นะ) อย่าขอเปลี่ยนคำถามหรือขอผู้ช่วยเพราะไม่ใช่เกมโชว์ ( ความจริงมันก็ทำให้การสัมภาษณ์มีสีสันนะครับ แต่จะกลายเป็นตลกไม่ออก เหอะ ๆ )
สุดท้ายเมื่อจบการสัมภาษณ์ ไม่ว่าเราจะตอบได้ดีหรือไม่ดีก็ตามก็ยิ่มหวานๆ ยกมือไหว้ แล้วก็ออกจากห้องอย่าลืมเก็บเก้าอี้ให้เรียบร้อย
อาจารย์แนะนำ
หลังจากที่ผมได้คุยกับอาจารย์ จากลาดกระบัง ท่านได้นะนำว่า น้องควรจะแสดงถึงความมุ่งมั่นว่า อยากเรียนเพราะอะไร เรียนจบแล้วจะทำอะไร เพราะบางครั้งการตัดสินใจยากมากอะครับ อาจารย์เลยดูพวกนี้ประกอบด้วย
มาแล้ว!! ระเบียบการเข้าห้องสอบ O-NET GAT/PAT
ระเบียบการเข้าห้องสอบ มีทั้งหมด 7 ข้อ ที่น้องๆ ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้
1) จะไม่มีสิทธิ์สอบ เมื่อไปผิดสนามสอบ
2) จะไม่มีสิทธิ์สอบ เมื่อไม่มีเลขที่นั่งสอบ
3) จะไม่มีสิทธิ์สอบ ถ้าไปสายเกิน 30 นาที
4) จะไม่มีสิทธิ์สอบ ถ้าไม่มีบัตรแสดงตน (เช่น บัตรประชาชน, บัตรนักเรียนที่มีรูปถ่าย, บัตรที่ทางราชการออกให้และมีรูปถ่าย)
5) ห้าม นำเครื่องมืออุปกรณสื่อสารเข้าห้องสอบ
6) ให้นั่งสอบจนหมดเวลา
7) อนุญาตให้นำนาฬิกาเข้าห้องสอบ แต่ต้องเป็นนาฬิกาธรรมดา ที่ใช้ดูเวลาเท่านั้น
ถ้าสังเกตดีๆ ระเบียบการเข้าห้องสอบที่ สทศ.ออกมา ส่วนใหญ่จะเน้นที่ตัวน้องๆ เป็นหลัก เพราะฉะนั้นต้องตั้งสติก่อนสตาร์ท เพื่อความพร้อมของน้องๆ เอง จะออกจากบ้านลองเช็คว่าพกบัตรหรือเอกสารที่จำเป็นมารึยัง ตรวจสอบวิธีการเดินทางมารึยัง ณ วินาทีนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ จะได้สอบอย่างมีความสุข ที่สำคัญ "อย่าไปผิดวัน" อันนี้ไม่ว่าใครก็ช่วยไม่ได้แล้วล่ะ!
credit:dekd
1) จะไม่มีสิทธิ์สอบ เมื่อไปผิดสนามสอบ
2) จะไม่มีสิทธิ์สอบ เมื่อไม่มีเลขที่นั่งสอบ
3) จะไม่มีสิทธิ์สอบ ถ้าไปสายเกิน 30 นาที
4) จะไม่มีสิทธิ์สอบ ถ้าไม่มีบัตรแสดงตน (เช่น บัตรประชาชน, บัตรนักเรียนที่มีรูปถ่าย, บัตรที่ทางราชการออกให้และมีรูปถ่าย)
5) ห้าม นำเครื่องมืออุปกรณสื่อสารเข้าห้องสอบ
6) ให้นั่งสอบจนหมดเวลา
7) อนุญาตให้นำนาฬิกาเข้าห้องสอบ แต่ต้องเป็นนาฬิกาธรรมดา ที่ใช้ดูเวลาเท่านั้น
ถ้าสังเกตดีๆ ระเบียบการเข้าห้องสอบที่ สทศ.ออกมา ส่วนใหญ่จะเน้นที่ตัวน้องๆ เป็นหลัก เพราะฉะนั้นต้องตั้งสติก่อนสตาร์ท เพื่อความพร้อมของน้องๆ เอง จะออกจากบ้านลองเช็คว่าพกบัตรหรือเอกสารที่จำเป็นมารึยัง ตรวจสอบวิธีการเดินทางมารึยัง ณ วินาทีนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ จะได้สอบอย่างมีความสุข ที่สำคัญ "อย่าไปผิดวัน" อันนี้ไม่ว่าใครก็ช่วยไม่ได้แล้วล่ะ!
credit:dekd
วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
แนะนำ วิธีการเตรียมตัวสอบเข้า แพทย์ กสพท2555
สวัสดีค่ะ แนะนำตัวก่อนนะคะ ชื่อ อ้อย^^ น้องๆเรียกพี่อ้อยก็ได้
ที่เขียนบทความเพราะโดนเว็บมาสเตอร์โหดบังคับ TOT /me ถูกตบหัวจากมือมืด
ล้อเล่นก๊าบบบบบ>/\<" พี่ก็จะมาแนะนำเรื่องการเตรียมตัวสอบของปี55 นะคะ โดยเน้นหนักที่คณะแพทย์นะ แล้วก็ของภาคเหนือจะเยอะหน่อย เพราะพี่ไม่ค่อยรู้เรื่องคณะ+ภาคอื่นเท่าไร=_= เดี๋ยวเล่าความเป็นมาของตัวเองก่อน พี่อยู่จังหวัดเชียงราย โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม(โปรโมตโรงเรียนตัวเองนิดหนึ่ง 555+) เลยมีสิทธิ์สอบโควตาภาคเหนือ แต่ออกตัวก่อนเลยว่า คะแนนพี่ไม่ได้ดีเลิศ แต่คะแนนพี่ผ่านครึ่งทุกวิชา มาอย่างละนิดอย่างละหน่อย ทำให้พี่มีวันนี้ได้ พี่ติดโควตาภาคเหนือค่ะ โครงการไม่ได้เลือก พูดง่ายๆก็คือ พี่ติดแพทย์001 มช. 001เป็นรหัสคณะตอนเลือกค่ะ มช.จะแบ่งเด็กที่ติดแพทย์ออกแบบนี้ สถานที่เรียนตอนปี1-3 สถานที่เรียนตอนปี4-6 1.โครงการเรียนดี มช. มช. 2.โควตาภาคเหนือ(001) มช. มช. 3.กสพท. มช. มช. 4.โครงการแพทย์ชนบท(CPIRD) มช. โรงพยาบาลจังหวัดลำปาง 5.โครงการเมกะโปรเจ็ค(Mega Project)มช. โรงพยาบาลจังหวัดลำปางหรือเชียงราย 6.โครงการโอดอท(ODOD) มช. โรงพยาบาลตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน (เครดิต : เพื่อนๆในคณะแพทย์ มช. ปี1'54) การเป็นหมอเนี่ย จะมีวิธีรับ 2 ทาง คือ 1.รับตรง ก็คือ โควตาพื้นที่นั่นเองเป็นของแต่ละมหาลัยที่จะจัดสอบ(เพื่อให้ง่ายพี่จะเรียกว่ารับตรงนะ) 2.กสพท.[กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย] (พี่เรียกว่ารับกลางเพราะมันรวมทั่วประเทศ) >>การรับต่างกันอย่างไร?
1.รับตรง อย่างที่พี่บอกไปคือ ข้อสอบจะเป็นของแต่ละมหาลัยออกเอง อย่างพี่เป็นเด็กเหนือพี่ก็จะได้โควตาภาคเหนือ ซึ่งมหาลัยที่รองรับคณะแพทย์ ก็จะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ความจริงเนี่ย ตอนที่สมัครโควตาภาคเหนือ น้องก็สามารถเลือกมหาลัยอื่นได้นะ
การเลือกในระบบรับตรงโควตาจะต่างจากแอดกลาง(Admission) คือรับตรงจะเลือกได้สูงสุด 2 คณะในแต่ละมหาวิทยาลัยแต่มีสิทธิ์เลือกได้ 4 อันดับ แต่แอดกลางจะเลือกได้ 4 อันดับ มหาวิทลัยใดก็ได้คณะใดก็ได้
อ่านแล้วงงมั้ย? ถ้างงพี่จะให้ตัวอย่าง
ในโควตาภาคเหนือเนี่ย จะมีมหาลัยรัฐให้เลือกคือ มช. มน. มข. มอ. เอกชนก็มี หอการค้า พายัพ ฯลฯ จำไม่ได้ละประมาณนี้ คณะก็แล้วแต่น้องๆ แต่เวลาเลือก! พี่มีสิทธิ์เลือกคณะของมช.ได้แค่สองคณะ และมหาลัยอื่นอีกสองคณะ
เช่น
อันดับ1 : แพทย์ ม.เชียงใหม่
อันดับ2 : เภสัช ม.เชียงใหม่
อันดับ3 : วิศวะฯ ม.ขอนแก่น
อันดับ4 : วิศวะ ม.สงขลา
(พี่ไม่แนะนำให้เลือกตามนี้นะ เป็นแค่ตัวอย่างสมมุติเฉยๆ ถ้าน้องเลือกอับดับ1กับอันดับ2แบบพี่ โอกาสหลุดสูงมาก=_=)
อย่างที่เห็นคือเลือกของมหาลัยเดียวกันได้แค่สองอันดับเท่านั้น พี่เลือกของมช.มากกว่านี้ไม่ได้
แล้วก็น้องสามารถเลือกโครงการเพิ่มได้อีก อาจจะเป็นโครงการ ของหมอ หรือหมอฟันก็ได้
โอเค จบของส่วนรับตรงไป ทีนี้เรามาดูของกสพท.กันบ้าง
2.กสพท. จะเริ่มต้นรับสมัครประมาณเดือนสิงหาคม
คะแนนที่ใช้ก็แบ่งออกเป็น สัดส่วน 70 : 30 คือวิชาสามัญ 70% และวิชาความถนัดแพทย์30%
วิชาสามัญ70 % ก็เอามาแบ่งน้ำหนักให้แต่ละวิชาอีกทีเป็น วิทย์ 40% คณิต 20% อังกฤษ 20% ไทย 10 % สังคม 10%
แล้ววิชาที่สอบวิชาแรกเนี่ย คือความถนัดแพทย์ จะสอบตอนประมาณสิ้นเดือนตุลาคม (เห็นงี้มาสองปีละ) ส่วนวิชาสามัญสอบเดือนมกราคม ประกาศผลก็ กุมภาพันธ์ วิธีเลือกคณะของกสพท.เนื่องจากความขี้เกียจส่วนตัว~ พี่แนะนำให้อ่านหนังสือความถนัดแพทย์เพราะสอนอยู่แล้ว~ (โป๊กก!!) เจ็บอ้ะTOT ทำเค้าทำไม!!
กสพท.จะมีสถาบันแพทย์ให้เลือกอยู่ 12สถาบัน และ ทันตะฯ 5 สถาบัน วิธีเลือกง่ายๆ... น้องก็เอาตารางคะแนนปีก่อนๆมากาง แล้วก็นั่งดู แล้วก็หยิบออกมา 4 มหาลัยที่ชอบก่อน จากนั้นก็เรียงคะแนน อ้ะๆ ดูที่คะแนนต่ำสุดของปีก่อนนะ ไม่ใช่สูงสุดนะน้อง- -* แต่บางคนอาจจะเกิดปัญหาว่า....
เดินช๊อปปิ้ง หยิบมา 4 มหาลัย เป็นคณะแพทย์หมด เลือก จุฬา รามา ศิริราช วชิระ ^^~ จากนั้นเพิ่งมาแหกตาว่าO_O! เฮ้ยทำไมคะแนนติดกันหมด....เสี่ยงหลุดโคตร ยิ่งจุฬาฯ กับ ศิริราช บร๊ะเจ้าจ๊อดดด!! น้องไม่ต้องตกใจไป- -
คะแนนมันติดๆกันหมดอยู่แล้ว เพราะงั้น
อันดับ 1 : เลือกมหาลัยและคณะที่ชอบที่สุด ไม่ต้องสนคะแนนมัน
อันดับ 2 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ1 และคะแนนต่ำกว่าอันดับ1
อันดับ 3 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ2 และคะแนนต่ำกว่าอันดับ2
อันดับ 4 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ3 และคะแนนต่ำกว่าอันดับ3
แต่จริงๆ ถ้าอยากเรียนเนี่ย ไม่ควรเลือกที่คะแนนติดกันมากเกินไปนะคะ อย่างเช่น
อันดับ 1 : คณะแพทย์ จุฬาฯ
อันดับ 2 : คณะแพทย์ รามา
อันดับ 3 : คณะแพทย์ มช.
อันดับ 4 : คณะแพทย์ มน.
อะไรแบบนี้ก็ได้ คือถ้าน้องไม่ยึดติดกับสถาบันนะ ควรเลือกคะแนนห่างๆหน่อยก็ดี
ปัญหาของหลายๆคนอาจจะมีว่า.....ก็เค้าอยากอยู่มน.อ่ะ มน.ใกล้บ้านเค้า!! แต่ที่หยิบมาก็มี จุฬา พระมงกุฎ มช. มน.
อยากเอามน.ไว้อันดับหนึ่งอ่ะ แต่เผอิญว่า....มน.มันคะแนนต่ำสุดน่ะสิน้องเอ๊ย=_=" ถ้าอยากได้มน.จริงๆ น้องต้องตัด3มหาลัยแรกออก แล้วเลือกเป็นทันตะแทน เพราะคะแนนต่ำกว่า (แต่พูดให้เข้าใจก่อนนะ พี่ไม่ได้มีเจตนาดูถูกมหาลัยนะคะ แต่อ้างอิงจากคะแนนต่ำสุดสูงสุดของปี53แล้วที่พี่ยกเป็นมหาวิทยาลัยรัฐมาพูดเพราะน้องส่วนใหญ่ก็มองแต่มหาลัยรัฐก่อนอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ?)
>>อาจจะมีคำถามว่า.....พี่คะ ถ้าหนูเลือกไม่ครบ4อันดับได้ไหมคะ
ได้ค่ะ พี่ก็เลือกไม่ครบ แต่ไม่ว่าน้องจะเลือกครบหรือไม่ครบ น้องก็เสีย 1,215 บาทอยู่ดี /O\ 1200ค่าสมัคร อีก15บาทค่าธรรมเนียมธนาคาร แต่ถ้าน้องไม่มีมหาลัยที่อยากได้จริงๆ ก็ไม่ต้องเลือกให้ครบนะคะ มันก็แล้วแต่น้อง ว่าน้องอยากเสี่ยงดวงแค่ไหน เพราะมันไม่ได้ประกาศรอบเดียว แต่บางทีกสพท.ก็มีประกาศรอบสอง รอบสามออกมา ซึ่งคะแนนจะลดลง น้องก็มีสิทธิ์ได้
สมมุติ
ประกาศคะแนนรอบที่1
คะแนนต่ำสุดจุฬาฯ 66.5436 คะแนน
คะแนนต่ำสุดมช. 63.1549 คะแนน
ประกาศคะแนนรอบที่2
คะแนนต่ำสุดจุฬาฯ 64.9832 คะแนน
น้องมีคะแนนในมือ 65.0000 คะแนน และน้องเลือกไว้สองมหาลัยคือจุฬาอันดับ1 มช.อันดับ2
ถ้าน้องเลือกแบบนี้ น้องจะติดมช.แทนที่จะติดจุฬา
แต่ถ้าน้องเลือกจุฬาฯอันดับ1เดี่ยวๆ รักเดียวใจเดียวกล้าเสี่ยง! รอประกาศรอบ2 น้องจะติดจุฬาฯสมใจ....
>>แล้วพวกโครงการคืออะไร? เราเลือกมันได้ตอนไหน?
โครงการจะแบ่งออกเป็น 3 โครงการเฉพาะของแพทย์(เท่าที่พี่รู้ตอนนี้) ถามว่าโครงการนี้มีที่ไหนบ้าง มีทั่วประเทศที่รับคณะแพทย์เลย แล้วแต่พื้นที่จังหวัดที่น้องอยู่ว่า ไปสังกัดมหาวิทยาลัยไหน อย่างภาคเหนือก็ขึ้นกับคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ นครสวรรค์ ภาคกลางบางจังหวัดก็ขึ้นกับจุฬาฯบ้าง มหิดลบ้าง น้องต้องไปดูว่าตัวเองมีสิทธิ์สอบของที่ไหนบ้าง เราเลือกโครงการได้ ตอนที่สมัครสอบโควตา....
1.โครงการ One District One Doctor [ODOD] เรียกง่ายๆว่า โอดอท สำหรับภาคเหนือ คนที่มีสิทธิ์เลือกโครงการนี้ได้ ชื่อ>ตัวเอง< ในทะเบียนบ้าน ที่อยู่ ต้องไม่ใช่อำเภอเมือง [หรือ] ชื่อพ่อแม่น้อง ที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เป็นต่างอำเภอ และอยู่มาแล้วอย่างน้อย 3 ปี 2.โครงการ Collaborative Project to Increase Production of Rural Doctor [CPIRD] เรียกว่า แพทย์ชนบท หรือเรียกเป็นชื่อโครงการไปเลยว่า ซี-เพริท แต่ส่วนมากก็เรียกกันย่อๆว่า แพทย์ชนฯ เป็นอันรู้กัน 3.โครงการ Mega Projects เรียกเลยว่า แพทย์เมกะฯ หรือ โครงการผลิตแพทย์เพิ่ม แม้จะเป็นการผลิตแพทย์เพิ่มเหมือนกัน แต่ว่าต่างจาก CPIRD นะ >>แต่ละโครงการต่างกันอย่างไร?
1.ODOD : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก) ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก)ที่จังหวัดบ้านเกิดตามทะเบียนบ้านตอนแรก ระยะเวลาการใช้ทุน 12 ปี ถ้าอยากเรียนต่อเฉพาะทาง มันจะเหมือนกับเล่นเกมส์ ปกติเราเล่นเกมส์เนี่ย โผล่มาตอนแรกก็อาจจะให้เลือกได้แค่สนามเดียวหรือเซิฟเวอร์เดียวก็คือพวก beginner หรือ practise ทำนองนั้น ยิ่งเลเวลสูงยิ่งปลดด่านยากๆ ให้เลือกเล่นได้ใช่ไหม นั่นแหละเหมือนกัน ยิ่งเราใช้ทุนนานไปเรื่อยๆ สาขาที่เราอยากเลือกเรียนต่อก็จะค่อยๆปลดออกมาให้เราได้เลือก มันแล้วแต่ว่าน้องจะเจอกี่ปี สมมุติ ใช้ทุนไป 3 ปี เฉพาะทางเด็กเปิดให้เรียนแล้ว ใช้ไปอีก 2 ปี ศัลยกรรมกับอายุรกรรมเปิดให้เรียนแล้ว ประมาณนี้
2.CPIRD : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก) ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก) ในจังหวัดที่แต่ละมหาลัยกำหนด อาจจะเป็นบ้านเกิดตัวเองหรือไม่ก็ได้ ระยะเวลาใช้ทุนเหมือนปกติ 3 ปี^^
3.Mega projects : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก) ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก) จะเลือกลงได้แต่ก็แค่ในจังหวัดที่มหาลัยกำหนดเหมือนกัน ระยะเวลาใช้ทุนเหมือนปกติ 3 ปี^^
>>แล้วโครงการต่างกับโควตารับตรงและกสพท.อย่างไร?
มันก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอกค่ะ ต่างกันตรงที่ความหน้าตาดี ใครเลือกโควตา ก็หน้าตาดีหน่อย55+(/me เผ่น) ล้อเล่น!~ ก็ต่างกันเรื่องสถานที่เรียนตอนปี4-6นั่นเอง ถ้าติดโควตาหรือกสพท.ก็จะได้เรียนที่เดิม6ปีเต็ม! แต่ถ้าเป็นโครงการ ก็อย่างที่บอกคือ ต้องไปเรียนในโรงพยาบาลพื้นที่ที่มหาลัยกำหนดไว้ ส่วนที่ต่างอีกเรื่อง(เรื่องนี้พี่ไม่ค่อยแน่ใจแต่เท่าที่ได้ยินมานะ)ก็คือการเลือกสถานที่ใช้ทุน ถ้าน้องๆ เป็นโควตาหรือกสพท. น้องจะมีสิทธิ์เลือกก่อน แต่ถ้าคนเลือกจังหวัดนั้นเยอะ ก็ต้องจับฉลากเอาเหมือนกัน คนที่ได้เลือกรองลงมาก็คือ โครงการเมกะโปรเจ็ค สุดท้ายคือแพทย์ชนฯ ส่วนโอดอท ไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะต้องกลับไปใช้ทุนอำเภอตัวเองอยู่แล้ว และใช้มากกว่าคนอื่น 12 ปี(กะว่าแก่อยู่กับที่เลยทีเดียว= =)
>>ถ้าเราไม่ใช้ทุนได้ไหม?
ได้ค่ะ แต่ด้วยสามัญสำนึกแล้ว ควรจะใช้อย่างต่ำก็ 1 ปีนะพี่ว่า = =a พวกใช้ทุน 3 ปีเนี่ย ตอนทำสัญญาพี่เซ็นไปรับรองว่าถ้าไม่ใช้ก็จ่าย4แสนบาท แต่สมมุติพี่ใช้ทุนไป1ปี จำนวนเงินก็ลดลงตามเวลาที่เหลือนั่นแหละค่ะ แต่โอดอทรู้สึกจะเสียมากกว่านั้น เพราะเป็นโครงการที่ล็อกตัวแพทย์ไว้เลย ต้องการในพื้นที่ชนบทมาก
แนะนำเรื่องการสมัครสอบ+วิธีเลือกไปแล้ว.... เรื่องต่อมาที่(โดนบังคับให้)แนะนำก็คือ...เรื่องการอ่านหนังสือ
จุดเริ่มต้นในการเริ่มอ่านหนังสือ : อันนี้ไม่เกี่ยง ใครเริ่มเร็วก็ได้เปรียบ เริ่มช้าก็เสียเปรียบหน่อย พี่เริ่มอ่านเหยาะแหยะ(ประมาณพลิกๆไม่กี่หน้าแล้วก็วางไปเล่น~)ตั้งแต่ปิดเทอมใหญ่ม.5ขึ้นม.6 แต่พี่ก็เรียนเนื้อหายังไม่จบนะ แต่ปิดเทอมเนี้ยพี่ตั้งใจเรียนมากขึ้น เวลาไปเรียนพิเศษก็ไปก่อนเวลานิดหน่อย การบ้านที่อ.สั่งก็ทำทุกครั้ง เวลาที่เริ่มอ่านพี่ไม่ได้เน้นอย่างจัดตารางอ่านหนังสือ(เพราะเป็นคนที่ชอบแหกกฎ^^") พี่รู้ตัวว่าพี่ทำตามตารางไม่ได้หรอก เสียเวลาทำด้วย แต่พี่มีวินัยกับตัวเองที่ว่า ถ้าอ่านแล้วต้องอ่านจริงๆนะ พี่กำหนดรางวัลและบทลงโทษให้ตัวเอง บนโต๊ะพี่เขียนติดโพสอิทแปะไว้ ด่าตัวเอง "อย่าให้มันเป็นแค่เพียงคำพูดที่สวยหรูสิ...พูดแล้วต้องทำให้ได้" หรือให้กำลังใจ "เพราะแสวงหามิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถมิใช่เพราะโชคช่วย ดังนั้นลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"อันหลังเป็นคำพูดของขงเบ้ง(สามก๊ก) พี่ค่อนข้างเชื่อนะ เพราะพี่เป็นคนที่ไม่ค่อยมีดวงเท่าไร แบบไม่อ่านหนังสือเลย คะแนนมันก็ออกมาตามผลการกระทำนั่นแหละ แต่ถ้าอ่านไปบ้าง เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เห็นใจ ถึงมั่วบ้างคะแนนก็ออกมาใช้ได้
แล้วถามว่าพี่ใช้เวลาช่วงไหนอ่านบ้าง...อันที่จริงก็ไม่มีตายตัวนะ วันไปเรียนปกติก่อนละกัน พี่ลองทำไอ้ที่รุ่นพี่เขาบอกว่าดีมาหมดแล้ว อย่างบางคนก็บอกว่า หลับ4ทุ่ม ตื่นมาตี4อ่านหนังสือ(สำหรับเด็กตจว.แล้วเป็นปกติที่จะตื่น7โมงน้องที่อยู่กรุงเทพไม่ต้องแปลกใจ- -)พี่ทำอยู่ช่วงหนึ่ง จนเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ละ อ่านตอนเช้าหิวก็หิว แถมสมองยังตื่นไม่เต็มที่อีกด้วย พี่ก็เปลี่ยน กินข้าวเย็น+แปรงฟันเสร็จประมาณ6โมงก็เริ่มอ่าน จน2ทุ่มอาบน้ำ+พัก 3ทุ่มอ่านต่อถึงเที่ยงคืน แล้วก็หลับ ตื่นเช้ามา 6โมง อาบน้ำแต่งตัวไรเสร็จ6ครึ่ง อ่านต่อ 7โมง15ทานข้าวแล้วไปโรงเรียน ส่วนวันหยุด...ตื่นมาทำไรเสร็จก็อ่านเลย มีพักกินข้าวเที่ยง พักเล่นบ้าง15-30นาที แล้วแต่ เรียกได้ว่าอ่านทั้งวัน ถ้าไม่มีงาน น้องจะเห็นว่า ตารางเวลาพี่ มันจะไม่เหมาะกับน้องเลย ถ้าน้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ต้องตื่นแต่ตี4เป็นปกติอยู่แล้วเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นพี่ถึงบอกแล้วว่า เราต้องปรับตัวเอง ต้องรู้ตัวเอง ต้องสอนตัวเองทุกวัน เราโตขึ้นทุกวัน เราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองในอนาคต ระเบียบวินัยการอ่านหนังสือแค่นี้เราวางเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช สำหรับเด็กตจว.อยากลองแบบพี่ก็ได้ แต่เด็กกรุงเทพ ในเมื่อน้องเสียเปรียบตรงที่ว่า เสียเวลาในการเดินทางไปเรียนนาน ดังนั้นน้องควรอ่านหนังสือในรถไปด้วยตอนที่รถติดไฟแดงหรือเคลือนไปช้าๆ จะได้ดึงส่วนของเวลาที่เสียไปกลับมา แต่ต้องระวังถ้ารถสั่นมากหรือแสงน้อยอย่าอ่านเพราะสายตาเสีย
อีกเรื่องที่น้องมักจะประสบปัญหากันคือเรื่องการบ้านและกิจกรรมที่โรงเรียน แล้วมันจะมีเด็กอยู่สองประเภทคือ
1.พวกที่ไม่อ่านหนังสือทำงานให้เสร็จก่อน
2.พวกที่อ่านแต่หนังสือไม่ทำงาน
พี่บอกได้เลยว่าพี่เป็นประเภทที่1 คือพี่คิดว่าเวลาเราทำการบ้านเนี่ย ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ความรู้ เราก็ได้ความรู้แต่อยู่ในรูปแบบงานที่ต่างออกไปเท่านั้นเอง คือพี่ไม่ได้ว่าประเภทที่2นะ พี่ก็เข้าใจอยู่ว่า ไหนๆก็จะจบม.6แล้ว ถ้าติดรับตรงไป เกรดก็ไม่เห็นต้องไปแคร์เลย ซึ่งจริงๆพี่เองก็เห็นด้วย แต่พี่ก็ดันแคร์=_=" เพราะพี่คิดว่า ไหนๆก็ปีสุดท้ายของม.ปลายแล้ว ทำอะไรให้มันสุดๆของชีวิตสักครั้ง งานก็เอา กิจกรรมก็เอาบ้าง หนังสือก็อ่าน บางกิจกรรมเราเลี่ยงไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะงานห้องเนี่ย ม.6มักจะไม่ค่อยสนใจกัน มักจะคิดว่าเออ งานห้องเดี๋ยวก็มีคนทำเอง หารู้ไม่ว่าทุกคนดันคิดแบบเดียวกันหมด....เพราะงั้นไม่ใช่แค่ตัวเองจะเอนท์ คนอื่นก็เอนท์ด้วย พี่เชื่อว่าคนทำดียังไงก็ต้องได้ดี มันไม่ใช่แค่ว่าเราเครียดคนเดียว คนอื่นเขาก็เป็น เห็นใจกันให้มากๆ แล้วน้องจะพบว่าความเห็นแก่ตัวของเราจะลดลง งานมีถ้าช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ เดี๋ยวมันก็เสร็จ งานเสร็จทุกคนก็ไปรับผิดชอบตัวเองต่อแล้ว
น้องอยากเป็นแบบไหนน้องก็เลือกเอาละกันนะ....
โดยส่วนตัวพี่เป็นคนที่ไม่มีระเบียบวินัยในการอ่านหนังสือเท่าไร=_=// เลยแนะนำไม่ค่อยจะถูก แต่พี่จะบอกวิธีทำของพี่ละกัน
1.เอาหนังสือ ชีท ทุกอย่าง ที่เรียนพิเศษหรือในโรงเรียนที่ดูมีประโยชน์ต่อการเพิ่มความรู้อันน้อยนิดในหัวให้มากขึ้น ออกมาจัดเรียงเป็นวิชา แล้วก็เรียงตั้งแต่ ม.4-ม.6
2.รื้อตู้หนังสือจัดใหม่ l ไทย+สังคม l เคมี l ชีวะ l ข้อสอบ l อังกฤษ l คณิต l
3.ส่วนตัวพี่ชอบชีวะ พี่เริ่มอ่านชีวะก่อน เพราะพื้นฐานชีวะพี่แน่นกว่าวิชาอื่น แนะนำน้องที่กำลังหัวปั่น วิชานั้นก็ต้องอ่าน วิชานี้ก็ต้องอ่าน พี่อยากให้น้องสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วค่อยมองว่าน้องพิจารณาว่าชอบวิชาอะไร แต่! มันจะมีประเภทที่ว่า พี่เค๊อะ~ หนูถนัดวิชางานบ้านอ่ะค่ะ....~ หรือ พี่ครับ ผมไม่ถนัดซักวิชาอ่ะ << =_= งี้พี่ก็ช่วยน้องไม่ได้นะคะ ตัวใครตัวมันละ ยังไงก็ต้องเริ่มอ่านซักวิชา เอาที่เกลียดน้อยที่สุดก็ได้ 4.อ่านทุกวัน ให้มันสม่ำเสมอ แรกๆ น้องจะขี้เกียจ โอ๊ย!~ อ่านตั้ง 15 นาทีแล้ว ไปพักเล่นเฟซบุ๊คดีกว่า << แบบนี้ห้ามนะน้อง- - วันแรกพยายามเริ่มต้นให้มันนานหน่อย สัก 1 ชม. แล้วน้องก็ตั้งรางวัลกับตัวเอง ถ้าฉันตั้งใจอ่านครบ1ชม.นี้ เดี๋ยวจะให้พักเล่นครึ่งชม. (โคตรคุ้ม^^~) แต่น้องต้องตั้งใจจริงๆนะ ไม่ใช่มัวแต่ไปมองเวลา เมื่อไรจะ1ชม.ว้า~ หรือนั่งคิดว่า เดี๋ยวตอนพักจะเล่นไรดี คุยโทรศัพท์กับแฟน ไรงี้ ห้ามทำเด็ดขาด- - แน่นอนว่ามีรางวัล.....เราต้องมีบทลงโทษ หึหึหึ -,.....,-+ ถ้าพี่ว่อกแว่ก ไม่ยอมอ่านหนังสือ พี่จะลงโทษตัวเองโดยการอดเล่นคอมไปในวันนั้น ห้ามมีข้ออ้างใดๆ ไม่ว่าจะมีงานหรือไม่ ยกเว้นงานกลุ่มที่มันทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนด้วย หลังๆน้องจะอ่านจนติดไปเอง ชนิดที่ว่า ไม่ได้อ่านแล้วรู้สึกอะไรมันขาดๆไป.... >>ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะอ่านหนังสือ
1.ยอดฮิตมาก! อ่านแล้วหลับ.... : ถามว่าพี่เป็นรึเปล่า? พี่ก็เป็น วันไปโรงเรียนปกติ พี่อ่านตั้งแต่อาบน้ำเสร็จก็2ทุ่ม - เที่ยงคืน อาบน้ำตอนแรกมันยังไม่ง่วงหรอก ผ่านไปสักพักจะเริ่มง่วง วิธีแรก ตบหน้าตัวเองเบาๆ พอเรียกสติ ไปสักพักเริ่มไม่ไหว ลุกเดินไปล้างหน้า กลับมาอ่านต่อ ขั้นสุดท้ายรู้สึกสมองล้าไม่ไหวแล้ว ใช้งานมันหนักทั้งวัน ให้หลับตา ในขณะที่นั่งอ่านหนังสือ ให้เอาแขนมาเท้าคางไว้ ห้ามฟุบกับโต๊ะเด็ดขาด เพราะมันจะหลับไปจริงๆ=_= แล้วน้องก็ปล่อยให้ตัวเองเคลิ้มๆสะลึมสะลือ จนถึงจุดที่คิดว่าตัวเองใกล้จะหลับแล้ว ให้กระชากตัวเองออกมาจากภวังค์อย่างเร็วๆ อาจจะเอาแขนลงทันที (ระวังหน้าอย่ากระแทกกับโต๊ะก่อนล่ะ) น้องจะงงๆก๊งๆนิดหน่อย แต่จะรู้สึกสดชื่นขึ้น เพราะสมองน้องได้หลับไปนิดหนึ่งแล้ว เริ่มอ่านต่อได้
2.อ่านแล้วไม่เข้าหัว : ไม่ใช่อ่านแล้วไม่เข้าใจนะ แต่อ่านแล้วไม่เข้าหัวคือเกิดอาการที่ว่า...ขณะนั้นในหัวกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ หลายๆเรื่องผสมปนเปกัน เช่น กังวลว่าจะอ่านทันไหม? เมื่อกี้ข่าวสึนามิว่าไงบ้างมันจะบอกข้อสอบสังคมไหมว้า? แฟนทำตัวห่างเหินหรือว่ามีกิ๊ก? นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องอ่านไม่เข้าหัว ก็เล่นให้สมองคิดเรื่องแบบนี้อยู่แล้วเอาจะส่วนไหนมาทำความเข้าใจเนื้อหา เพราะงั้นขณะอ่าน ให้ตัดความคิดเรื่องพวกนี้ออกไปให้หมด โฟกัสสายตาไปที่ตัวหนังสือ ไม่ใช่ว่าเพ่งนะ แต่โฟกัสจ้องไปที่มันเฉยๆ ถ้ายังไม่เลิกคิดให้อ่านเนื้อหาดังๆ สักพักจะดึงตัวเองกลับมาสนใจเนื้อหาได้ พอดึงได้ปุ๊ป รีบฉวยโอกาสนี้ อ่านแล้วตั้งคำถามว่า เมื่อกี้เราเข้าใจมากน้อยแค่ไหน คิดคำถามให้ตัวเอง (สมมุติตัวเองเป็นครูแล้วจะออกข้อสอบให้นักเรียน)เหมือนเก็งข้อสอบไปในตัวว่า น่าจะออกแนวนี้
3.อ่านแล้วไม่เข้าใจ : สูตรนี้มันมาจากไหน? พิสูจน์ยังไง เหตุผลคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ขั้นแรกของพี่คือ เปิดอินเตอร์เน็ต เสิร์ชเลย แต่ข้อมูลมันจะกระจายเป็นวงกว้าง บางทีไม่มีคนย่อยข้อมูลให้เราเหมือนที่เรียนพิเศษ เราต้องนั่งเก็บรายละเอียดเอง ซึ่งจะช้า แต่ถ้าน้องเก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ น้องจะพบว่า น้องลิ้งเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้าหากันได้หมด ถ้ามีความรู้ตัวนี้ พอคิดลิ้งได้ ก็จะเริ่มสนุกกับการคิดแล้วทีนี้
แต่ถ้าพี่หายังไงก็ไม่เจอ หรือเริ่มอารมณ์เสียกับข้อมูลที่มากและไม่ตรงคำถามพี่ พี่ก็จะจดใส่กระดาษไว้ แล้วไปถามครูที่โรงเรียน ครูที่โรงเรียนน้องอย่าไปดูถูกว่าไม่เก่งเท่าครูที่เรียนพิเศษนะ บางทีท่านแค่ถ่ายทอดให้คนส่วนมากฟังไม่ค่อยดีเท่านั้นเอง แต่ท่านก็เก่ง เพราะจบจากสาขาวิชาที่ท่านถนัด น้องเข้าไปหาท่านเถอะ แม้ว่าท่านจะดุ แต่สำหรับถ้าเป็นครู พี่ชอบนะ เด็กที่ตั้งใจใฝ่หาความรู้นอกห้องเรียน
แต่ถ้าน้องบังเอิญเจอครูที่ยกอารมณ์เหนือเหตุผล น้องก็พยายามเลียงไปหาครูท่านอื่นละกัน อย่าไปหาเรื่องอะไรเลย เพราะคนที่เสียเปรียบมีแต่เรา ถ้าน้องเจอแบบนี้ พี่อยากให้น้องเก็บไว้เป็นบทเรียนชีวิตมากกว่าว่า เออ นี่นะ เราไม่ชอบผู้ใหญ่แบบนี้ โตขึ้นเราจะไม่เป็นแบบนี้นะ เราจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กๆรุ่นต่อไป ให้เขานับถือเราด้วยความรู้และความสามารถที่เรามี ไม่ใช่เคารพเพียงเพราะอาวุโสของเราเท่านั้น
>>>หนังสือแต่ละวิชาที่พี่อ่าน
ชีวะ : พี่อ่านหนังสือของหมอพิชญ์ทั้งหมด (^^โปรโมตๆ แต่ไม่เห็นจะได้แคมเบลเลยอ่ะ555+) ตอนพี่เรียนมันยังเป็น5เล่มจบอยู่ เดี๋ยวนี้เป็น6เล่มจบแล้วนี่นะ พี่เรียน5เล่มนี้ก็ไม่เรียนคอร์สเอนฯแล้ว แล้วก็ไปตั้งใจเรียนในห้อง + ทำแบบฝึกหัดมากๆ นอกจากเรียนพิเศษกับหมอพิชญ์ พี่ยังเรียนพิเศษกับอาจารย์ในโรงเรียนพี่อีกด้วย ซึ่งอาจารย์เป็นคนที่ความรู้แน่นปึกมากๆ ฮาร์ดคอดีพี่ชอบ(ซาดิสม์555+ล้อเล่นๆ) ด้วยความชอบบวกกับทบทวนเยอะ ทำให้พื้นฐานพี่แน่น ตอนทำข้อสอบอ่านแล้วกาได้เลย แทบไม่เสียเวลา จะได้เก็บเวลาไปทำฟิสิกส์กับเคมีเยอะๆ ถามว่าพี่ทวนมากแค่ไหน....ชีวะพี่เริ่มตั้งแต่ม.4แล้ว อ่านทวน รวมทั้งจดสรุปย่อดึงเนื้อหาออกจากหนังสือ ถามว่าเปิดหนังสือมั้ย เปิดนะ=_=a เพราะพี่ไม่เก่งขนาดที่ว่าปิดหนังสือเขียนได้ ถ้าให้ปิดก็ได้ แต่พี่ไม่มั่นใจว่ามันจะถูกชัวร์รึเปล่า พี่จดออกมารอบหนึ่ง แล้วมานั่งอ่านที่ตัวเองจดอีกรอบ หนังสือที่พี่ลอกออกมาก็คือหนังสือ 5 เล่มของหมอพิชญ์ เสริมส่วนที่หมอพิชญ์ขาดไปแต่อาจารย์พี่สอน ทำให้มันดูสมบูรณ์ขึ้น
เคมี : ตอนนั้นพี่โง่เคมีมาก ชนิดที่ว่า คำนวณปริมาณสารไม่เป็นอ่ะน้อง - - สูตรอะไรพี่ไม่รู้เรื่องเลย เพราะพี่แอนตี้เคมีตั้งม.4 ปิดเทอมซัมเมอร์พี่ทุ่มให้คอร์สเดียวเลยคือคอร์สเอนฯ อ.อุ๊ ตอนที่ทำการบ้านนะน้องเอ๊ยยย ไม่อยากจะบอก น้ำตาพี่งี้แทบไหล ทำไม่ได้เลยอ่ะ โมโหตัวเองด้วยที่ว่าตอนนั้นทำไมไม่ตั้งใจเรียน แต่พี่ก็ทำจนเสร็จนะ ทำไม่ได้ก็มั่วไป พยายามทำนั่นแหละ จนมันเสร็จ ตอนนั้นจำได้เลยว่า การบ้านปริมาณสารนั่งทำตั้งแต่5โมงเย็น-ตี1 =_=" เป็นอะไรที่พี่เข็ดมาก พอจบคอร์ส เหมือนกับว่า เคมีมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะ เพียงแค่เราทุ่มเทและตั้งใจกับมันมากแค่ไหน พอพี่เริ่มคิดบวกกับวิชาที่แอนตี้ ตอนที่พี่ท้อในการเรียนพี่ก็คิดแบบนี้ เรายังตั้งใจไม่พอ แค่นี้เอง เราต้องทำได้สิ นอกจากอ่านของอ.อุ๊แล้ว พี่ก็ทำข้อสอบ15พศ.ด้วย แต่ทำไม่หมด =_=" แบบว่าไม่ทัน แหะๆ
คณิต(เลข) : พี่ก็ชอบคำนวณนะ แต่ไม่ชอบแบบพวกโคนิคอ่ะ วงกลม วงรีไรเงี้ย เกลียดมาก แต่พี่ชอบพวก แคลฯ ฟังก์ชัน ตรีโกณ แบบนี้มากกว่า มันก็แล้วแต่คนนะน้อง แต่พี่ศิษย์สำนักเดอะเบรน 55+ แต่ไม่ว่าน้องจะเรียนที่ไหน น้องเก็บความรู้ได้เท่าไร มันขึ้นอยู่กับว่าน้องตั้งใจกับมันแค่ไหน ฟังเสียงมันแค่ไหน บทที่พี่ไม่ชอบพี่ก็พอทำให้เอาตัวรอดไปได้ เลขพี่อ่าน 5 เล่ม คอร์สเอนฯเดอะเบรนเช่นกัน + ทำโจทย์ที่พี่ๆให้เป็นการบ้าน
อังกฤษ : พี่เรียนenconceptงับ เนื่องจากครูสมศรีไม่เคยมาเปิดเชียงราย เลยไม่เคยเรียน=_= อย่าถามว่าเรียนที่ไหนดีกว่า เพราะพี่ก็ตอบไม่ได้ นอกจากอ่านของพี่แนนแล้วพี่ก็ทำ Ax22 ทำไม่หมดเหมือนกัน แต่ทำไปได้เยอะอยู่นะ ก็ถึงเอนท์ของปี48อ่ะ ตอนทำ ไม่ใช่แค่ทำแล้วตรวจตามเฉลยนะ เฉลยแล้วก็เขียนศัพท์ที่เราไม่รู้ลงในเทสด้วย (หนังสือเรานี่ อยากเขียนไรก็ได้ ใครจะทำไม! 555+<< เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งหมั่นไส้พี่55+) ความถี่ในการทำข้อสอบก็แล้วแต่อารมณ์=_= (นิสัยไม่ดีเลยเนอะ อย่าเอาเป็นตัวอย่างนะ^^") แต่ก่อนทำบทถัดไป กี่ก็นั่งอ่านที่ตัวเองจดไว้ พวกศัพท์ พลิกตั้งแต่หน้าแรก-หน้าที่จะทำอ่ะ ฟิสิกส์ : เอ่อ....เรื่องนี้น่าอายมาก 555+ เพราะพี่อ่านไม่ทันT^T พี่เลยจำเป็นต้องทิ้ง แต่พี่ตั้งใจเรียนในห้องอยู่แล้วนะ!! เลยได้ตั้งบทหนึ่ง ><" บทการเคลื่อนที่ง่ะ 55+ แต่พี่ไม่แนะนำให้น้องทิ้งนะคะ ถึงแม้ว่าหมอจะไม่ต้องใช้ฟิสิกส์ แต่น้องก็ต้องเรียนตอนปี1อยู่นะ แถมตอนสอบเข้า คะแนนฟิสิกส์จะเป็นตัวช่วยดึงวิชาอื่นๆด้วย เพราะงั้นตั้งใจอ่านนะ แล้วก็ต้องตั้งใจเรียนในห้องด้วย
ไทย : ปกติพี่ไม่เรียนพิเศษไทย เพราะพี่ถือว่าเป็นคนไทย ภาษาบ้านเกิดเราเองแท้ๆ ยังเรียนให้ดีไม่ได้ แล้วจะไปเรียนภาษาอะไรได้ดี - - ภาษาไทยไม่ได้ยากเลย ถ้าน้องตั้งใจเรียนในห้อง ทำโจทย์บ่อยๆ เรื่องที่พี่แนะนำให้เก็บอย่างแรง และทำความเข้าใจกับมันให้เยอะๆคือ พวกรสในวรรณคดี ถ้าน้องมองตัวนี้ทะลุปรุโปร่งน้องจะสบายขึ้นเป็นกอง แต่แน่นอนพี่เริ่มด้วยคำว่าปกติไม่เรียน....แปลว่าพี่ก็เรียนไงสุดท้าย5555+ พี่ไปติวโควตาภาษาไทยกับอาจารย์ธตรฐ(ชื่ออาจารย์อ่านว่า ทะ-ตะ-รด) ซึ่งถ้าไม่เรียนพี่คงไม่ได้มากกว่านี้=_=" พวกคำ ครุ ลหุ พี่ไม่รู้เรื่องเลย แต่พอไปจำเทคนิคของอาจารย์ ทำให้ทำพวกนี้ได้ทันที
ครุ = เสียงหนัก มีตัวสะกด สระเสียงยาว เช่น คุณครู
ลหุ = เสียงเบา ไม่มีตัวสะกด สระเสียงสั้น เช่น คะ ค่ะ
อ้อ! มีอีกเรื่องที่น้องๆมักจะใช้ผิดกันเยอะ สมัยนี้=_=
เรื่อง ค่ะ กับ คะ ง่ายมากวิธีแก้ น้องลองออกเสียงตามสิ ค่ะ น้องจะรู้สึกเสียงมันต่ำใช่ไหม ลองนึกดู เวลาเราพูดเสียงต่ำเราพูดตอนไหน? ปิ๊งป่อง! ตอนที่ใช้รับคำใช่ป่ะ อย่างเช่น พี่ถามว่า ทำอะไรอยู่ น้องตอบ ทำใจค่ะ
ส่วนคำว่าคะ ลองออกเสียงดู เสียงมันจะสูง เวลาน้องใช้เสียงสูงเนี่ย น้องลงท้ายตอนไหน? น้องจะใช้ตอนที่เป็นคำถามถูกไหม? เช่น ทำอะไรอยู่คะ ช่วยไหมคะ
ถ้าไม่อยากให้ผิด เวลาพิมพ์หรือเวลาเขียน ให้ลองออกเสียงในใจก่อน แล้วสื่อออกมามันจะไม่ผิดเพี้ยน
สังคม : พี่ก็โง่สังคมเช่นกัน= =" แต่...ม.6พี่ตั้งใจเรียนในห้องเพราะชอบประวัติศาสตร์ ม.6น้องจะได้เรียนประวัติศาสตร์สากล ใครอ่านมาเยอะก่อน ได้เปรียบก็โชคดีไป แต่จริงๆแล้วพี่ต้องขอบคุณอาจารย์สุนิดามากๆ เพราะถ้าพี่ไม่ได้ท่านสอนเนี่ย พี่คงคะแนนไม่ผ่านครึ่งแน่นอน น่าเสียดายที่พี่มาเรียนช้าไปหน่อย คือเรียนตอนม.6เทอมสอง ถ้าเรียนตั้งแต่เทอม1คะแนนคงจะดีกว่านี้ พี่ก็อ่านชีทที่อ.ให้ แล้วก็ตั้งใจเรียนในห้อง
หมดเปลือกแล้วนะ สำหรับพี่อ่ะ แต่ถ้าน้องมีคำถามอยากถามฝากไว้เลยจ้า เดี๋ยวพี่มาตอบให้^^ แต่มันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดนะ...แต่พี่เชื่อว่าแต่ละคนหาคำตอบที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้^^
credit:unigang
ที่เขียนบทความเพราะโดนเว็บมาสเตอร์โหดบังคับ TOT /me ถูกตบหัวจากมือมืด
ล้อเล่นก๊าบบบบบ>/\<" พี่ก็จะมาแนะนำเรื่องการเตรียมตัวสอบของปี55 นะคะ โดยเน้นหนักที่คณะแพทย์นะ แล้วก็ของภาคเหนือจะเยอะหน่อย เพราะพี่ไม่ค่อยรู้เรื่องคณะ+ภาคอื่นเท่าไร=_= เดี๋ยวเล่าความเป็นมาของตัวเองก่อน พี่อยู่จังหวัดเชียงราย โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม(โปรโมตโรงเรียนตัวเองนิดหนึ่ง 555+) เลยมีสิทธิ์สอบโควตาภาคเหนือ แต่ออกตัวก่อนเลยว่า คะแนนพี่ไม่ได้ดีเลิศ แต่คะแนนพี่ผ่านครึ่งทุกวิชา มาอย่างละนิดอย่างละหน่อย ทำให้พี่มีวันนี้ได้ พี่ติดโควตาภาคเหนือค่ะ โครงการไม่ได้เลือก พูดง่ายๆก็คือ พี่ติดแพทย์001 มช. 001เป็นรหัสคณะตอนเลือกค่ะ มช.จะแบ่งเด็กที่ติดแพทย์ออกแบบนี้ สถานที่เรียนตอนปี1-3 สถานที่เรียนตอนปี4-6 1.โครงการเรียนดี มช. มช. 2.โควตาภาคเหนือ(001) มช. มช. 3.กสพท. มช. มช. 4.โครงการแพทย์ชนบท(CPIRD) มช. โรงพยาบาลจังหวัดลำปาง 5.โครงการเมกะโปรเจ็ค(Mega Project)มช. โรงพยาบาลจังหวัดลำปางหรือเชียงราย 6.โครงการโอดอท(ODOD) มช. โรงพยาบาลตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน (เครดิต : เพื่อนๆในคณะแพทย์ มช. ปี1'54) การเป็นหมอเนี่ย จะมีวิธีรับ 2 ทาง คือ 1.รับตรง ก็คือ โควตาพื้นที่นั่นเองเป็นของแต่ละมหาลัยที่จะจัดสอบ(เพื่อให้ง่ายพี่จะเรียกว่ารับตรงนะ) 2.กสพท.[กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย] (พี่เรียกว่ารับกลางเพราะมันรวมทั่วประเทศ) >>การรับต่างกันอย่างไร?
1.รับตรง อย่างที่พี่บอกไปคือ ข้อสอบจะเป็นของแต่ละมหาลัยออกเอง อย่างพี่เป็นเด็กเหนือพี่ก็จะได้โควตาภาคเหนือ ซึ่งมหาลัยที่รองรับคณะแพทย์ ก็จะเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ความจริงเนี่ย ตอนที่สมัครโควตาภาคเหนือ น้องก็สามารถเลือกมหาลัยอื่นได้นะ
การเลือกในระบบรับตรงโควตาจะต่างจากแอดกลาง(Admission) คือรับตรงจะเลือกได้สูงสุด 2 คณะในแต่ละมหาวิทยาลัยแต่มีสิทธิ์เลือกได้ 4 อันดับ แต่แอดกลางจะเลือกได้ 4 อันดับ มหาวิทลัยใดก็ได้คณะใดก็ได้
อ่านแล้วงงมั้ย? ถ้างงพี่จะให้ตัวอย่าง
ในโควตาภาคเหนือเนี่ย จะมีมหาลัยรัฐให้เลือกคือ มช. มน. มข. มอ. เอกชนก็มี หอการค้า พายัพ ฯลฯ จำไม่ได้ละประมาณนี้ คณะก็แล้วแต่น้องๆ แต่เวลาเลือก! พี่มีสิทธิ์เลือกคณะของมช.ได้แค่สองคณะ และมหาลัยอื่นอีกสองคณะ
เช่น
อันดับ1 : แพทย์ ม.เชียงใหม่
อันดับ2 : เภสัช ม.เชียงใหม่
อันดับ3 : วิศวะฯ ม.ขอนแก่น
อันดับ4 : วิศวะ ม.สงขลา
(พี่ไม่แนะนำให้เลือกตามนี้นะ เป็นแค่ตัวอย่างสมมุติเฉยๆ ถ้าน้องเลือกอับดับ1กับอันดับ2แบบพี่ โอกาสหลุดสูงมาก=_=)
อย่างที่เห็นคือเลือกของมหาลัยเดียวกันได้แค่สองอันดับเท่านั้น พี่เลือกของมช.มากกว่านี้ไม่ได้
แล้วก็น้องสามารถเลือกโครงการเพิ่มได้อีก อาจจะเป็นโครงการ ของหมอ หรือหมอฟันก็ได้
โอเค จบของส่วนรับตรงไป ทีนี้เรามาดูของกสพท.กันบ้าง
2.กสพท. จะเริ่มต้นรับสมัครประมาณเดือนสิงหาคม
คะแนนที่ใช้ก็แบ่งออกเป็น สัดส่วน 70 : 30 คือวิชาสามัญ 70% และวิชาความถนัดแพทย์30%
วิชาสามัญ70 % ก็เอามาแบ่งน้ำหนักให้แต่ละวิชาอีกทีเป็น วิทย์ 40% คณิต 20% อังกฤษ 20% ไทย 10 % สังคม 10%
แล้ววิชาที่สอบวิชาแรกเนี่ย คือความถนัดแพทย์ จะสอบตอนประมาณสิ้นเดือนตุลาคม (เห็นงี้มาสองปีละ) ส่วนวิชาสามัญสอบเดือนมกราคม ประกาศผลก็ กุมภาพันธ์ วิธีเลือกคณะของกสพท.เนื่องจากความขี้เกียจส่วนตัว~ พี่แนะนำให้อ่านหนังสือความถนัดแพทย์เพราะสอนอยู่แล้ว~ (โป๊กก!!) เจ็บอ้ะTOT ทำเค้าทำไม!!
กสพท.จะมีสถาบันแพทย์ให้เลือกอยู่ 12สถาบัน และ ทันตะฯ 5 สถาบัน วิธีเลือกง่ายๆ... น้องก็เอาตารางคะแนนปีก่อนๆมากาง แล้วก็นั่งดู แล้วก็หยิบออกมา 4 มหาลัยที่ชอบก่อน จากนั้นก็เรียงคะแนน อ้ะๆ ดูที่คะแนนต่ำสุดของปีก่อนนะ ไม่ใช่สูงสุดนะน้อง- -* แต่บางคนอาจจะเกิดปัญหาว่า....
เดินช๊อปปิ้ง หยิบมา 4 มหาลัย เป็นคณะแพทย์หมด เลือก จุฬา รามา ศิริราช วชิระ ^^~ จากนั้นเพิ่งมาแหกตาว่าO_O! เฮ้ยทำไมคะแนนติดกันหมด....เสี่ยงหลุดโคตร ยิ่งจุฬาฯ กับ ศิริราช บร๊ะเจ้าจ๊อดดด!! น้องไม่ต้องตกใจไป- -
คะแนนมันติดๆกันหมดอยู่แล้ว เพราะงั้น
อันดับ 1 : เลือกมหาลัยและคณะที่ชอบที่สุด ไม่ต้องสนคะแนนมัน
อันดับ 2 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ1 และคะแนนต่ำกว่าอันดับ1
อันดับ 3 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ2 และคะแนนต่ำกว่าอันดับ2
อันดับ 4 : เลือกมหาลัยที่อยากเรียนรองลงมาจากอันดับ3 และคะแนนต่ำกว่าอันดับ3
แต่จริงๆ ถ้าอยากเรียนเนี่ย ไม่ควรเลือกที่คะแนนติดกันมากเกินไปนะคะ อย่างเช่น
อันดับ 1 : คณะแพทย์ จุฬาฯ
อันดับ 2 : คณะแพทย์ รามา
อันดับ 3 : คณะแพทย์ มช.
อันดับ 4 : คณะแพทย์ มน.
อะไรแบบนี้ก็ได้ คือถ้าน้องไม่ยึดติดกับสถาบันนะ ควรเลือกคะแนนห่างๆหน่อยก็ดี
ปัญหาของหลายๆคนอาจจะมีว่า.....ก็เค้าอยากอยู่มน.อ่ะ มน.ใกล้บ้านเค้า!! แต่ที่หยิบมาก็มี จุฬา พระมงกุฎ มช. มน.
อยากเอามน.ไว้อันดับหนึ่งอ่ะ แต่เผอิญว่า....มน.มันคะแนนต่ำสุดน่ะสิน้องเอ๊ย=_=" ถ้าอยากได้มน.จริงๆ น้องต้องตัด3มหาลัยแรกออก แล้วเลือกเป็นทันตะแทน เพราะคะแนนต่ำกว่า (แต่พูดให้เข้าใจก่อนนะ พี่ไม่ได้มีเจตนาดูถูกมหาลัยนะคะ แต่อ้างอิงจากคะแนนต่ำสุดสูงสุดของปี53แล้วที่พี่ยกเป็นมหาวิทยาลัยรัฐมาพูดเพราะน้องส่วนใหญ่ก็มองแต่มหาลัยรัฐก่อนอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ?)
>>อาจจะมีคำถามว่า.....พี่คะ ถ้าหนูเลือกไม่ครบ4อันดับได้ไหมคะ
ได้ค่ะ พี่ก็เลือกไม่ครบ แต่ไม่ว่าน้องจะเลือกครบหรือไม่ครบ น้องก็เสีย 1,215 บาทอยู่ดี /O\ 1200ค่าสมัคร อีก15บาทค่าธรรมเนียมธนาคาร แต่ถ้าน้องไม่มีมหาลัยที่อยากได้จริงๆ ก็ไม่ต้องเลือกให้ครบนะคะ มันก็แล้วแต่น้อง ว่าน้องอยากเสี่ยงดวงแค่ไหน เพราะมันไม่ได้ประกาศรอบเดียว แต่บางทีกสพท.ก็มีประกาศรอบสอง รอบสามออกมา ซึ่งคะแนนจะลดลง น้องก็มีสิทธิ์ได้
สมมุติ
ประกาศคะแนนรอบที่1
คะแนนต่ำสุดจุฬาฯ 66.5436 คะแนน
คะแนนต่ำสุดมช. 63.1549 คะแนน
ประกาศคะแนนรอบที่2
คะแนนต่ำสุดจุฬาฯ 64.9832 คะแนน
น้องมีคะแนนในมือ 65.0000 คะแนน และน้องเลือกไว้สองมหาลัยคือจุฬาอันดับ1 มช.อันดับ2
ถ้าน้องเลือกแบบนี้ น้องจะติดมช.แทนที่จะติดจุฬา
แต่ถ้าน้องเลือกจุฬาฯอันดับ1เดี่ยวๆ รักเดียวใจเดียวกล้าเสี่ยง! รอประกาศรอบ2 น้องจะติดจุฬาฯสมใจ....
>>แล้วพวกโครงการคืออะไร? เราเลือกมันได้ตอนไหน?
โครงการจะแบ่งออกเป็น 3 โครงการเฉพาะของแพทย์(เท่าที่พี่รู้ตอนนี้) ถามว่าโครงการนี้มีที่ไหนบ้าง มีทั่วประเทศที่รับคณะแพทย์เลย แล้วแต่พื้นที่จังหวัดที่น้องอยู่ว่า ไปสังกัดมหาวิทยาลัยไหน อย่างภาคเหนือก็ขึ้นกับคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ นครสวรรค์ ภาคกลางบางจังหวัดก็ขึ้นกับจุฬาฯบ้าง มหิดลบ้าง น้องต้องไปดูว่าตัวเองมีสิทธิ์สอบของที่ไหนบ้าง เราเลือกโครงการได้ ตอนที่สมัครสอบโควตา....
1.โครงการ One District One Doctor [ODOD] เรียกง่ายๆว่า โอดอท สำหรับภาคเหนือ คนที่มีสิทธิ์เลือกโครงการนี้ได้ ชื่อ>ตัวเอง< ในทะเบียนบ้าน ที่อยู่ ต้องไม่ใช่อำเภอเมือง [หรือ] ชื่อพ่อแม่น้อง ที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เป็นต่างอำเภอ และอยู่มาแล้วอย่างน้อย 3 ปี 2.โครงการ Collaborative Project to Increase Production of Rural Doctor [CPIRD] เรียกว่า แพทย์ชนบท หรือเรียกเป็นชื่อโครงการไปเลยว่า ซี-เพริท แต่ส่วนมากก็เรียกกันย่อๆว่า แพทย์ชนฯ เป็นอันรู้กัน 3.โครงการ Mega Projects เรียกเลยว่า แพทย์เมกะฯ หรือ โครงการผลิตแพทย์เพิ่ม แม้จะเป็นการผลิตแพทย์เพิ่มเหมือนกัน แต่ว่าต่างจาก CPIRD นะ >>แต่ละโครงการต่างกันอย่างไร?
1.ODOD : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก) ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก)ที่จังหวัดบ้านเกิดตามทะเบียนบ้านตอนแรก ระยะเวลาการใช้ทุน 12 ปี ถ้าอยากเรียนต่อเฉพาะทาง มันจะเหมือนกับเล่นเกมส์ ปกติเราเล่นเกมส์เนี่ย โผล่มาตอนแรกก็อาจจะให้เลือกได้แค่สนามเดียวหรือเซิฟเวอร์เดียวก็คือพวก beginner หรือ practise ทำนองนั้น ยิ่งเลเวลสูงยิ่งปลดด่านยากๆ ให้เลือกเล่นได้ใช่ไหม นั่นแหละเหมือนกัน ยิ่งเราใช้ทุนนานไปเรื่อยๆ สาขาที่เราอยากเลือกเรียนต่อก็จะค่อยๆปลดออกมาให้เราได้เลือก มันแล้วแต่ว่าน้องจะเจอกี่ปี สมมุติ ใช้ทุนไป 3 ปี เฉพาะทางเด็กเปิดให้เรียนแล้ว ใช้ไปอีก 2 ปี ศัลยกรรมกับอายุรกรรมเปิดให้เรียนแล้ว ประมาณนี้
2.CPIRD : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก) ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก) ในจังหวัดที่แต่ละมหาลัยกำหนด อาจจะเป็นบ้านเกิดตัวเองหรือไม่ก็ได้ ระยะเวลาใช้ทุนเหมือนปกติ 3 ปี^^
3.Mega projects : เรียน 3 ปีแรก(ชั้นพรีคลินิก) ในมหาวิทยาลัย และ 3 ปีหลัง(ชั้นคลินิก) จะเลือกลงได้แต่ก็แค่ในจังหวัดที่มหาลัยกำหนดเหมือนกัน ระยะเวลาใช้ทุนเหมือนปกติ 3 ปี^^
>>แล้วโครงการต่างกับโควตารับตรงและกสพท.อย่างไร?
มันก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอกค่ะ ต่างกันตรงที่ความหน้าตาดี ใครเลือกโควตา ก็หน้าตาดีหน่อย55+(/me เผ่น) ล้อเล่น!~ ก็ต่างกันเรื่องสถานที่เรียนตอนปี4-6นั่นเอง ถ้าติดโควตาหรือกสพท.ก็จะได้เรียนที่เดิม6ปีเต็ม! แต่ถ้าเป็นโครงการ ก็อย่างที่บอกคือ ต้องไปเรียนในโรงพยาบาลพื้นที่ที่มหาลัยกำหนดไว้ ส่วนที่ต่างอีกเรื่อง(เรื่องนี้พี่ไม่ค่อยแน่ใจแต่เท่าที่ได้ยินมานะ)ก็คือการเลือกสถานที่ใช้ทุน ถ้าน้องๆ เป็นโควตาหรือกสพท. น้องจะมีสิทธิ์เลือกก่อน แต่ถ้าคนเลือกจังหวัดนั้นเยอะ ก็ต้องจับฉลากเอาเหมือนกัน คนที่ได้เลือกรองลงมาก็คือ โครงการเมกะโปรเจ็ค สุดท้ายคือแพทย์ชนฯ ส่วนโอดอท ไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะต้องกลับไปใช้ทุนอำเภอตัวเองอยู่แล้ว และใช้มากกว่าคนอื่น 12 ปี(กะว่าแก่อยู่กับที่เลยทีเดียว= =)
>>ถ้าเราไม่ใช้ทุนได้ไหม?
ได้ค่ะ แต่ด้วยสามัญสำนึกแล้ว ควรจะใช้อย่างต่ำก็ 1 ปีนะพี่ว่า = =a พวกใช้ทุน 3 ปีเนี่ย ตอนทำสัญญาพี่เซ็นไปรับรองว่าถ้าไม่ใช้ก็จ่าย4แสนบาท แต่สมมุติพี่ใช้ทุนไป1ปี จำนวนเงินก็ลดลงตามเวลาที่เหลือนั่นแหละค่ะ แต่โอดอทรู้สึกจะเสียมากกว่านั้น เพราะเป็นโครงการที่ล็อกตัวแพทย์ไว้เลย ต้องการในพื้นที่ชนบทมาก
แนะนำเรื่องการสมัครสอบ+วิธีเลือกไปแล้ว.... เรื่องต่อมาที่(โดนบังคับให้)แนะนำก็คือ...เรื่องการอ่านหนังสือ
จุดเริ่มต้นในการเริ่มอ่านหนังสือ : อันนี้ไม่เกี่ยง ใครเริ่มเร็วก็ได้เปรียบ เริ่มช้าก็เสียเปรียบหน่อย พี่เริ่มอ่านเหยาะแหยะ(ประมาณพลิกๆไม่กี่หน้าแล้วก็วางไปเล่น~)ตั้งแต่ปิดเทอมใหญ่ม.5ขึ้นม.6 แต่พี่ก็เรียนเนื้อหายังไม่จบนะ แต่ปิดเทอมเนี้ยพี่ตั้งใจเรียนมากขึ้น เวลาไปเรียนพิเศษก็ไปก่อนเวลานิดหน่อย การบ้านที่อ.สั่งก็ทำทุกครั้ง เวลาที่เริ่มอ่านพี่ไม่ได้เน้นอย่างจัดตารางอ่านหนังสือ(เพราะเป็นคนที่ชอบแหกกฎ^^") พี่รู้ตัวว่าพี่ทำตามตารางไม่ได้หรอก เสียเวลาทำด้วย แต่พี่มีวินัยกับตัวเองที่ว่า ถ้าอ่านแล้วต้องอ่านจริงๆนะ พี่กำหนดรางวัลและบทลงโทษให้ตัวเอง บนโต๊ะพี่เขียนติดโพสอิทแปะไว้ ด่าตัวเอง "อย่าให้มันเป็นแค่เพียงคำพูดที่สวยหรูสิ...พูดแล้วต้องทำให้ได้" หรือให้กำลังใจ "เพราะแสวงหามิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส เพราะสามารถมิใช่เพราะโชคช่วย ดังนั้นลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"อันหลังเป็นคำพูดของขงเบ้ง(สามก๊ก) พี่ค่อนข้างเชื่อนะ เพราะพี่เป็นคนที่ไม่ค่อยมีดวงเท่าไร แบบไม่อ่านหนังสือเลย คะแนนมันก็ออกมาตามผลการกระทำนั่นแหละ แต่ถ้าอ่านไปบ้าง เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เห็นใจ ถึงมั่วบ้างคะแนนก็ออกมาใช้ได้
แล้วถามว่าพี่ใช้เวลาช่วงไหนอ่านบ้าง...อันที่จริงก็ไม่มีตายตัวนะ วันไปเรียนปกติก่อนละกัน พี่ลองทำไอ้ที่รุ่นพี่เขาบอกว่าดีมาหมดแล้ว อย่างบางคนก็บอกว่า หลับ4ทุ่ม ตื่นมาตี4อ่านหนังสือ(สำหรับเด็กตจว.แล้วเป็นปกติที่จะตื่น7โมงน้องที่อยู่กรุงเทพไม่ต้องแปลกใจ- -)พี่ทำอยู่ช่วงหนึ่ง จนเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ละ อ่านตอนเช้าหิวก็หิว แถมสมองยังตื่นไม่เต็มที่อีกด้วย พี่ก็เปลี่ยน กินข้าวเย็น+แปรงฟันเสร็จประมาณ6โมงก็เริ่มอ่าน จน2ทุ่มอาบน้ำ+พัก 3ทุ่มอ่านต่อถึงเที่ยงคืน แล้วก็หลับ ตื่นเช้ามา 6โมง อาบน้ำแต่งตัวไรเสร็จ6ครึ่ง อ่านต่อ 7โมง15ทานข้าวแล้วไปโรงเรียน ส่วนวันหยุด...ตื่นมาทำไรเสร็จก็อ่านเลย มีพักกินข้าวเที่ยง พักเล่นบ้าง15-30นาที แล้วแต่ เรียกได้ว่าอ่านทั้งวัน ถ้าไม่มีงาน น้องจะเห็นว่า ตารางเวลาพี่ มันจะไม่เหมาะกับน้องเลย ถ้าน้องเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ต้องตื่นแต่ตี4เป็นปกติอยู่แล้วเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นพี่ถึงบอกแล้วว่า เราต้องปรับตัวเอง ต้องรู้ตัวเอง ต้องสอนตัวเองทุกวัน เราโตขึ้นทุกวัน เราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองในอนาคต ระเบียบวินัยการอ่านหนังสือแค่นี้เราวางเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช สำหรับเด็กตจว.อยากลองแบบพี่ก็ได้ แต่เด็กกรุงเทพ ในเมื่อน้องเสียเปรียบตรงที่ว่า เสียเวลาในการเดินทางไปเรียนนาน ดังนั้นน้องควรอ่านหนังสือในรถไปด้วยตอนที่รถติดไฟแดงหรือเคลือนไปช้าๆ จะได้ดึงส่วนของเวลาที่เสียไปกลับมา แต่ต้องระวังถ้ารถสั่นมากหรือแสงน้อยอย่าอ่านเพราะสายตาเสีย
อีกเรื่องที่น้องมักจะประสบปัญหากันคือเรื่องการบ้านและกิจกรรมที่โรงเรียน แล้วมันจะมีเด็กอยู่สองประเภทคือ
1.พวกที่ไม่อ่านหนังสือทำงานให้เสร็จก่อน
2.พวกที่อ่านแต่หนังสือไม่ทำงาน
พี่บอกได้เลยว่าพี่เป็นประเภทที่1 คือพี่คิดว่าเวลาเราทำการบ้านเนี่ย ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ความรู้ เราก็ได้ความรู้แต่อยู่ในรูปแบบงานที่ต่างออกไปเท่านั้นเอง คือพี่ไม่ได้ว่าประเภทที่2นะ พี่ก็เข้าใจอยู่ว่า ไหนๆก็จะจบม.6แล้ว ถ้าติดรับตรงไป เกรดก็ไม่เห็นต้องไปแคร์เลย ซึ่งจริงๆพี่เองก็เห็นด้วย แต่พี่ก็ดันแคร์=_=" เพราะพี่คิดว่า ไหนๆก็ปีสุดท้ายของม.ปลายแล้ว ทำอะไรให้มันสุดๆของชีวิตสักครั้ง งานก็เอา กิจกรรมก็เอาบ้าง หนังสือก็อ่าน บางกิจกรรมเราเลี่ยงไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะงานห้องเนี่ย ม.6มักจะไม่ค่อยสนใจกัน มักจะคิดว่าเออ งานห้องเดี๋ยวก็มีคนทำเอง หารู้ไม่ว่าทุกคนดันคิดแบบเดียวกันหมด....เพราะงั้นไม่ใช่แค่ตัวเองจะเอนท์ คนอื่นก็เอนท์ด้วย พี่เชื่อว่าคนทำดียังไงก็ต้องได้ดี มันไม่ใช่แค่ว่าเราเครียดคนเดียว คนอื่นเขาก็เป็น เห็นใจกันให้มากๆ แล้วน้องจะพบว่าความเห็นแก่ตัวของเราจะลดลง งานมีถ้าช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ เดี๋ยวมันก็เสร็จ งานเสร็จทุกคนก็ไปรับผิดชอบตัวเองต่อแล้ว
น้องอยากเป็นแบบไหนน้องก็เลือกเอาละกันนะ....
โดยส่วนตัวพี่เป็นคนที่ไม่มีระเบียบวินัยในการอ่านหนังสือเท่าไร=_=// เลยแนะนำไม่ค่อยจะถูก แต่พี่จะบอกวิธีทำของพี่ละกัน
1.เอาหนังสือ ชีท ทุกอย่าง ที่เรียนพิเศษหรือในโรงเรียนที่ดูมีประโยชน์ต่อการเพิ่มความรู้อันน้อยนิดในหัวให้มากขึ้น ออกมาจัดเรียงเป็นวิชา แล้วก็เรียงตั้งแต่ ม.4-ม.6
2.รื้อตู้หนังสือจัดใหม่ l ไทย+สังคม l เคมี l ชีวะ l ข้อสอบ l อังกฤษ l คณิต l
3.ส่วนตัวพี่ชอบชีวะ พี่เริ่มอ่านชีวะก่อน เพราะพื้นฐานชีวะพี่แน่นกว่าวิชาอื่น แนะนำน้องที่กำลังหัวปั่น วิชานั้นก็ต้องอ่าน วิชานี้ก็ต้องอ่าน พี่อยากให้น้องสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วค่อยมองว่าน้องพิจารณาว่าชอบวิชาอะไร แต่! มันจะมีประเภทที่ว่า พี่เค๊อะ~ หนูถนัดวิชางานบ้านอ่ะค่ะ....~ หรือ พี่ครับ ผมไม่ถนัดซักวิชาอ่ะ << =_= งี้พี่ก็ช่วยน้องไม่ได้นะคะ ตัวใครตัวมันละ ยังไงก็ต้องเริ่มอ่านซักวิชา เอาที่เกลียดน้อยที่สุดก็ได้ 4.อ่านทุกวัน ให้มันสม่ำเสมอ แรกๆ น้องจะขี้เกียจ โอ๊ย!~ อ่านตั้ง 15 นาทีแล้ว ไปพักเล่นเฟซบุ๊คดีกว่า << แบบนี้ห้ามนะน้อง- - วันแรกพยายามเริ่มต้นให้มันนานหน่อย สัก 1 ชม. แล้วน้องก็ตั้งรางวัลกับตัวเอง ถ้าฉันตั้งใจอ่านครบ1ชม.นี้ เดี๋ยวจะให้พักเล่นครึ่งชม. (โคตรคุ้ม^^~) แต่น้องต้องตั้งใจจริงๆนะ ไม่ใช่มัวแต่ไปมองเวลา เมื่อไรจะ1ชม.ว้า~ หรือนั่งคิดว่า เดี๋ยวตอนพักจะเล่นไรดี คุยโทรศัพท์กับแฟน ไรงี้ ห้ามทำเด็ดขาด- - แน่นอนว่ามีรางวัล.....เราต้องมีบทลงโทษ หึหึหึ -,.....,-+ ถ้าพี่ว่อกแว่ก ไม่ยอมอ่านหนังสือ พี่จะลงโทษตัวเองโดยการอดเล่นคอมไปในวันนั้น ห้ามมีข้ออ้างใดๆ ไม่ว่าจะมีงานหรือไม่ ยกเว้นงานกลุ่มที่มันทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนด้วย หลังๆน้องจะอ่านจนติดไปเอง ชนิดที่ว่า ไม่ได้อ่านแล้วรู้สึกอะไรมันขาดๆไป.... >>ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะอ่านหนังสือ
1.ยอดฮิตมาก! อ่านแล้วหลับ.... : ถามว่าพี่เป็นรึเปล่า? พี่ก็เป็น วันไปโรงเรียนปกติ พี่อ่านตั้งแต่อาบน้ำเสร็จก็2ทุ่ม - เที่ยงคืน อาบน้ำตอนแรกมันยังไม่ง่วงหรอก ผ่านไปสักพักจะเริ่มง่วง วิธีแรก ตบหน้าตัวเองเบาๆ พอเรียกสติ ไปสักพักเริ่มไม่ไหว ลุกเดินไปล้างหน้า กลับมาอ่านต่อ ขั้นสุดท้ายรู้สึกสมองล้าไม่ไหวแล้ว ใช้งานมันหนักทั้งวัน ให้หลับตา ในขณะที่นั่งอ่านหนังสือ ให้เอาแขนมาเท้าคางไว้ ห้ามฟุบกับโต๊ะเด็ดขาด เพราะมันจะหลับไปจริงๆ=_= แล้วน้องก็ปล่อยให้ตัวเองเคลิ้มๆสะลึมสะลือ จนถึงจุดที่คิดว่าตัวเองใกล้จะหลับแล้ว ให้กระชากตัวเองออกมาจากภวังค์อย่างเร็วๆ อาจจะเอาแขนลงทันที (ระวังหน้าอย่ากระแทกกับโต๊ะก่อนล่ะ) น้องจะงงๆก๊งๆนิดหน่อย แต่จะรู้สึกสดชื่นขึ้น เพราะสมองน้องได้หลับไปนิดหนึ่งแล้ว เริ่มอ่านต่อได้
2.อ่านแล้วไม่เข้าหัว : ไม่ใช่อ่านแล้วไม่เข้าใจนะ แต่อ่านแล้วไม่เข้าหัวคือเกิดอาการที่ว่า...ขณะนั้นในหัวกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ หลายๆเรื่องผสมปนเปกัน เช่น กังวลว่าจะอ่านทันไหม? เมื่อกี้ข่าวสึนามิว่าไงบ้างมันจะบอกข้อสอบสังคมไหมว้า? แฟนทำตัวห่างเหินหรือว่ามีกิ๊ก? นี่แหละเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องอ่านไม่เข้าหัว ก็เล่นให้สมองคิดเรื่องแบบนี้อยู่แล้วเอาจะส่วนไหนมาทำความเข้าใจเนื้อหา เพราะงั้นขณะอ่าน ให้ตัดความคิดเรื่องพวกนี้ออกไปให้หมด โฟกัสสายตาไปที่ตัวหนังสือ ไม่ใช่ว่าเพ่งนะ แต่โฟกัสจ้องไปที่มันเฉยๆ ถ้ายังไม่เลิกคิดให้อ่านเนื้อหาดังๆ สักพักจะดึงตัวเองกลับมาสนใจเนื้อหาได้ พอดึงได้ปุ๊ป รีบฉวยโอกาสนี้ อ่านแล้วตั้งคำถามว่า เมื่อกี้เราเข้าใจมากน้อยแค่ไหน คิดคำถามให้ตัวเอง (สมมุติตัวเองเป็นครูแล้วจะออกข้อสอบให้นักเรียน)เหมือนเก็งข้อสอบไปในตัวว่า น่าจะออกแนวนี้
3.อ่านแล้วไม่เข้าใจ : สูตรนี้มันมาจากไหน? พิสูจน์ยังไง เหตุผลคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ขั้นแรกของพี่คือ เปิดอินเตอร์เน็ต เสิร์ชเลย แต่ข้อมูลมันจะกระจายเป็นวงกว้าง บางทีไม่มีคนย่อยข้อมูลให้เราเหมือนที่เรียนพิเศษ เราต้องนั่งเก็บรายละเอียดเอง ซึ่งจะช้า แต่ถ้าน้องเก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ น้องจะพบว่า น้องลิ้งเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้าหากันได้หมด ถ้ามีความรู้ตัวนี้ พอคิดลิ้งได้ ก็จะเริ่มสนุกกับการคิดแล้วทีนี้
แต่ถ้าพี่หายังไงก็ไม่เจอ หรือเริ่มอารมณ์เสียกับข้อมูลที่มากและไม่ตรงคำถามพี่ พี่ก็จะจดใส่กระดาษไว้ แล้วไปถามครูที่โรงเรียน ครูที่โรงเรียนน้องอย่าไปดูถูกว่าไม่เก่งเท่าครูที่เรียนพิเศษนะ บางทีท่านแค่ถ่ายทอดให้คนส่วนมากฟังไม่ค่อยดีเท่านั้นเอง แต่ท่านก็เก่ง เพราะจบจากสาขาวิชาที่ท่านถนัด น้องเข้าไปหาท่านเถอะ แม้ว่าท่านจะดุ แต่สำหรับถ้าเป็นครู พี่ชอบนะ เด็กที่ตั้งใจใฝ่หาความรู้นอกห้องเรียน
แต่ถ้าน้องบังเอิญเจอครูที่ยกอารมณ์เหนือเหตุผล น้องก็พยายามเลียงไปหาครูท่านอื่นละกัน อย่าไปหาเรื่องอะไรเลย เพราะคนที่เสียเปรียบมีแต่เรา ถ้าน้องเจอแบบนี้ พี่อยากให้น้องเก็บไว้เป็นบทเรียนชีวิตมากกว่าว่า เออ นี่นะ เราไม่ชอบผู้ใหญ่แบบนี้ โตขึ้นเราจะไม่เป็นแบบนี้นะ เราจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กๆรุ่นต่อไป ให้เขานับถือเราด้วยความรู้และความสามารถที่เรามี ไม่ใช่เคารพเพียงเพราะอาวุโสของเราเท่านั้น
>>>หนังสือแต่ละวิชาที่พี่อ่าน
ชีวะ : พี่อ่านหนังสือของหมอพิชญ์ทั้งหมด (^^โปรโมตๆ แต่ไม่เห็นจะได้แคมเบลเลยอ่ะ555+) ตอนพี่เรียนมันยังเป็น5เล่มจบอยู่ เดี๋ยวนี้เป็น6เล่มจบแล้วนี่นะ พี่เรียน5เล่มนี้ก็ไม่เรียนคอร์สเอนฯแล้ว แล้วก็ไปตั้งใจเรียนในห้อง + ทำแบบฝึกหัดมากๆ นอกจากเรียนพิเศษกับหมอพิชญ์ พี่ยังเรียนพิเศษกับอาจารย์ในโรงเรียนพี่อีกด้วย ซึ่งอาจารย์เป็นคนที่ความรู้แน่นปึกมากๆ ฮาร์ดคอดีพี่ชอบ(ซาดิสม์555+ล้อเล่นๆ) ด้วยความชอบบวกกับทบทวนเยอะ ทำให้พื้นฐานพี่แน่น ตอนทำข้อสอบอ่านแล้วกาได้เลย แทบไม่เสียเวลา จะได้เก็บเวลาไปทำฟิสิกส์กับเคมีเยอะๆ ถามว่าพี่ทวนมากแค่ไหน....ชีวะพี่เริ่มตั้งแต่ม.4แล้ว อ่านทวน รวมทั้งจดสรุปย่อดึงเนื้อหาออกจากหนังสือ ถามว่าเปิดหนังสือมั้ย เปิดนะ=_=a เพราะพี่ไม่เก่งขนาดที่ว่าปิดหนังสือเขียนได้ ถ้าให้ปิดก็ได้ แต่พี่ไม่มั่นใจว่ามันจะถูกชัวร์รึเปล่า พี่จดออกมารอบหนึ่ง แล้วมานั่งอ่านที่ตัวเองจดอีกรอบ หนังสือที่พี่ลอกออกมาก็คือหนังสือ 5 เล่มของหมอพิชญ์ เสริมส่วนที่หมอพิชญ์ขาดไปแต่อาจารย์พี่สอน ทำให้มันดูสมบูรณ์ขึ้น
เคมี : ตอนนั้นพี่โง่เคมีมาก ชนิดที่ว่า คำนวณปริมาณสารไม่เป็นอ่ะน้อง - - สูตรอะไรพี่ไม่รู้เรื่องเลย เพราะพี่แอนตี้เคมีตั้งม.4 ปิดเทอมซัมเมอร์พี่ทุ่มให้คอร์สเดียวเลยคือคอร์สเอนฯ อ.อุ๊ ตอนที่ทำการบ้านนะน้องเอ๊ยยย ไม่อยากจะบอก น้ำตาพี่งี้แทบไหล ทำไม่ได้เลยอ่ะ โมโหตัวเองด้วยที่ว่าตอนนั้นทำไมไม่ตั้งใจเรียน แต่พี่ก็ทำจนเสร็จนะ ทำไม่ได้ก็มั่วไป พยายามทำนั่นแหละ จนมันเสร็จ ตอนนั้นจำได้เลยว่า การบ้านปริมาณสารนั่งทำตั้งแต่5โมงเย็น-ตี1 =_=" เป็นอะไรที่พี่เข็ดมาก พอจบคอร์ส เหมือนกับว่า เคมีมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะ เพียงแค่เราทุ่มเทและตั้งใจกับมันมากแค่ไหน พอพี่เริ่มคิดบวกกับวิชาที่แอนตี้ ตอนที่พี่ท้อในการเรียนพี่ก็คิดแบบนี้ เรายังตั้งใจไม่พอ แค่นี้เอง เราต้องทำได้สิ นอกจากอ่านของอ.อุ๊แล้ว พี่ก็ทำข้อสอบ15พศ.ด้วย แต่ทำไม่หมด =_=" แบบว่าไม่ทัน แหะๆ
คณิต(เลข) : พี่ก็ชอบคำนวณนะ แต่ไม่ชอบแบบพวกโคนิคอ่ะ วงกลม วงรีไรเงี้ย เกลียดมาก แต่พี่ชอบพวก แคลฯ ฟังก์ชัน ตรีโกณ แบบนี้มากกว่า มันก็แล้วแต่คนนะน้อง แต่พี่ศิษย์สำนักเดอะเบรน 55+ แต่ไม่ว่าน้องจะเรียนที่ไหน น้องเก็บความรู้ได้เท่าไร มันขึ้นอยู่กับว่าน้องตั้งใจกับมันแค่ไหน ฟังเสียงมันแค่ไหน บทที่พี่ไม่ชอบพี่ก็พอทำให้เอาตัวรอดไปได้ เลขพี่อ่าน 5 เล่ม คอร์สเอนฯเดอะเบรนเช่นกัน + ทำโจทย์ที่พี่ๆให้เป็นการบ้าน
อังกฤษ : พี่เรียนenconceptงับ เนื่องจากครูสมศรีไม่เคยมาเปิดเชียงราย เลยไม่เคยเรียน=_= อย่าถามว่าเรียนที่ไหนดีกว่า เพราะพี่ก็ตอบไม่ได้ นอกจากอ่านของพี่แนนแล้วพี่ก็ทำ Ax22 ทำไม่หมดเหมือนกัน แต่ทำไปได้เยอะอยู่นะ ก็ถึงเอนท์ของปี48อ่ะ ตอนทำ ไม่ใช่แค่ทำแล้วตรวจตามเฉลยนะ เฉลยแล้วก็เขียนศัพท์ที่เราไม่รู้ลงในเทสด้วย (หนังสือเรานี่ อยากเขียนไรก็ได้ ใครจะทำไม! 555+<< เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งหมั่นไส้พี่55+) ความถี่ในการทำข้อสอบก็แล้วแต่อารมณ์=_= (นิสัยไม่ดีเลยเนอะ อย่าเอาเป็นตัวอย่างนะ^^") แต่ก่อนทำบทถัดไป กี่ก็นั่งอ่านที่ตัวเองจดไว้ พวกศัพท์ พลิกตั้งแต่หน้าแรก-หน้าที่จะทำอ่ะ ฟิสิกส์ : เอ่อ....เรื่องนี้น่าอายมาก 555+ เพราะพี่อ่านไม่ทันT^T พี่เลยจำเป็นต้องทิ้ง แต่พี่ตั้งใจเรียนในห้องอยู่แล้วนะ!! เลยได้ตั้งบทหนึ่ง ><" บทการเคลื่อนที่ง่ะ 55+ แต่พี่ไม่แนะนำให้น้องทิ้งนะคะ ถึงแม้ว่าหมอจะไม่ต้องใช้ฟิสิกส์ แต่น้องก็ต้องเรียนตอนปี1อยู่นะ แถมตอนสอบเข้า คะแนนฟิสิกส์จะเป็นตัวช่วยดึงวิชาอื่นๆด้วย เพราะงั้นตั้งใจอ่านนะ แล้วก็ต้องตั้งใจเรียนในห้องด้วย
ไทย : ปกติพี่ไม่เรียนพิเศษไทย เพราะพี่ถือว่าเป็นคนไทย ภาษาบ้านเกิดเราเองแท้ๆ ยังเรียนให้ดีไม่ได้ แล้วจะไปเรียนภาษาอะไรได้ดี - - ภาษาไทยไม่ได้ยากเลย ถ้าน้องตั้งใจเรียนในห้อง ทำโจทย์บ่อยๆ เรื่องที่พี่แนะนำให้เก็บอย่างแรง และทำความเข้าใจกับมันให้เยอะๆคือ พวกรสในวรรณคดี ถ้าน้องมองตัวนี้ทะลุปรุโปร่งน้องจะสบายขึ้นเป็นกอง แต่แน่นอนพี่เริ่มด้วยคำว่าปกติไม่เรียน....แปลว่าพี่ก็เรียนไงสุดท้าย5555+ พี่ไปติวโควตาภาษาไทยกับอาจารย์ธตรฐ(ชื่ออาจารย์อ่านว่า ทะ-ตะ-รด) ซึ่งถ้าไม่เรียนพี่คงไม่ได้มากกว่านี้=_=" พวกคำ ครุ ลหุ พี่ไม่รู้เรื่องเลย แต่พอไปจำเทคนิคของอาจารย์ ทำให้ทำพวกนี้ได้ทันที
ครุ = เสียงหนัก มีตัวสะกด สระเสียงยาว เช่น คุณครู
ลหุ = เสียงเบา ไม่มีตัวสะกด สระเสียงสั้น เช่น คะ ค่ะ
อ้อ! มีอีกเรื่องที่น้องๆมักจะใช้ผิดกันเยอะ สมัยนี้=_=
เรื่อง ค่ะ กับ คะ ง่ายมากวิธีแก้ น้องลองออกเสียงตามสิ ค่ะ น้องจะรู้สึกเสียงมันต่ำใช่ไหม ลองนึกดู เวลาเราพูดเสียงต่ำเราพูดตอนไหน? ปิ๊งป่อง! ตอนที่ใช้รับคำใช่ป่ะ อย่างเช่น พี่ถามว่า ทำอะไรอยู่ น้องตอบ ทำใจค่ะ
ส่วนคำว่าคะ ลองออกเสียงดู เสียงมันจะสูง เวลาน้องใช้เสียงสูงเนี่ย น้องลงท้ายตอนไหน? น้องจะใช้ตอนที่เป็นคำถามถูกไหม? เช่น ทำอะไรอยู่คะ ช่วยไหมคะ
ถ้าไม่อยากให้ผิด เวลาพิมพ์หรือเวลาเขียน ให้ลองออกเสียงในใจก่อน แล้วสื่อออกมามันจะไม่ผิดเพี้ยน
สังคม : พี่ก็โง่สังคมเช่นกัน= =" แต่...ม.6พี่ตั้งใจเรียนในห้องเพราะชอบประวัติศาสตร์ ม.6น้องจะได้เรียนประวัติศาสตร์สากล ใครอ่านมาเยอะก่อน ได้เปรียบก็โชคดีไป แต่จริงๆแล้วพี่ต้องขอบคุณอาจารย์สุนิดามากๆ เพราะถ้าพี่ไม่ได้ท่านสอนเนี่ย พี่คงคะแนนไม่ผ่านครึ่งแน่นอน น่าเสียดายที่พี่มาเรียนช้าไปหน่อย คือเรียนตอนม.6เทอมสอง ถ้าเรียนตั้งแต่เทอม1คะแนนคงจะดีกว่านี้ พี่ก็อ่านชีทที่อ.ให้ แล้วก็ตั้งใจเรียนในห้อง
หมดเปลือกแล้วนะ สำหรับพี่อ่ะ แต่ถ้าน้องมีคำถามอยากถามฝากไว้เลยจ้า เดี๋ยวพี่มาตอบให้^^ แต่มันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดนะ...แต่พี่เชื่อว่าแต่ละคนหาคำตอบที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้^^
credit:unigang
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
